วัฒนธรรมความเครียด

วัฒนธรรมความเครียด
นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1319
เครียดชิบเป๋ง
นี่เป็นคำบ่นหรือคำอุทานประจำของคนชั้นกลางไทยปัจจุบัน
ไม่ใช่แค่บ่นหรืออุทานเท่านั้นนะครับ ยังใช้เป็นคำแก้ตัวและคำอธิบายอะไรต่อมิอะไรรอบตัวไปหมดทุกอย่าง
และเมื่อใครๆ ก็รู้สึกว่าความเครียดเป็นเหมือนส่วนหนึ่งของกลิ่นปาก ซึ่งใครๆ ก็ต้องมีกันทุกคนไปเสียเช่นนี้ จึงเป็นธรรมดาที่พ่อค้าพากันเข้ามาหากำไรกับความเครียดกันเต็มไปหมด
ความเครียดช่วยหล่อเลี้ยงธุรกิจท่องเที่ยวซึ่งมีมูลค่าหลายแสนล้านอยู่ในทุกวันนี้ หล่อเลี้ยงสปา-อาบนวด-คาเฟ่ เหล้า เบียร์ รวมทั้งคลีนิคบำบัดทางอารมณ์ และจิตใจอีกหลายแสนล้าน ทั้งนี้ ยังไม่นับยาเสพติด และสนามกอล์ฟอีก ไม่รู้จะอีกกี่แสนล้านนะครับ
ที่ทำให้ผมเครียดชิบเป๋งเลย คือรุกรานเข้าไปในการสร้างสรรค์ทางศิลปะอย่างหนัก นับตั้งแต่ละครทีวีซึ่งไม่ควรละเลยต่อศิลปะของการละครได้ถึงเพียงนี้ ไปจนถึงเพลงบ้าๆ บอๆ ที่ค่ายเพลงลงทุนไปกับการยึดสถานีวิทยุและโทรทัศน์เสียยิ่งกว่าลงทุนไปกับการสร้างสรรค์ทางศิลปะ ไหนจะภาพยนตร์ที่อยากก้าวไปข้างหน้าแต่ก้าวไม่ออก ไหนจะรายการทอล์คโชว์ และอื่นๆ ซึ่งรวมกันแล้วก็หลายแสนล้านเหมือนกัน
ความเครียดและการคลายเครียดกลายเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในระบบความสัมพันธ์ทางสังคมของคนชั้นกลางไทย ผมจึงอยากพูดว่าต่างตกอยู่ภายใต้การครอบงำของวัฒนธรรมความเครียดกันไปหมด
แล้วเรารู้จักความเครียดจริงแค่ไหน ผมคิดว่าเราไม่รู้จักมันมากไปกว่าความรู้สึกซึ่งหลอกตัวเองได้ง่ายมาก (เช่น เห็นใครๆ เขาก็เครียดกัน จึงต้องเครียดกับเขาบ้าง) ฉะนั้นไม่ต้องพูดถึงการคลายเครียดเลย ยิ่งไม่รู้จักมันขึ้นไปใหญ่
ผมเข้าใจว่า เรายังไม่รู้ชัดนักว่าเกิดอะไรขึ้นกับสมองเวลาเครียด แต่เรารู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับอวัยวะส่วนอื่นมากทีเดียว เช่น มีสารบางอย่างหลั่งออกมาให้ร่างกายตื่นตัวเป็นพิเศษ หัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ ความดันโลหิตสูงขึ้น ระบบภูมิต้านทานในร่างกายลดลง ระบบย่อยอาหารไม่ทำงานหรือทำงานผิดปรกติ เรียกว่าตับไตไส้พุงปั่นป่วนไปหมด
ฉะนั้นความเครียดจึงเป็นอันตรายต่อสุขภาพกายอย่างมาก อันเป็นความรู้ที่ทำให้ยิ่งหากำไรจากความเครียดได้ง่ายขึ้น
หมอบางคนอธิบายว่า สภาวะเครียดนั้นเป็นธรรมชาติของร่างกายมนุษย์ ซึ่งในสมัยก่อนต้องเผชิญกับภยันตรายต่างๆ อยู่เสมอ ร่างกายจึงเตรียมตัวเองกับการเผชิญภัยเหล่านั้น
แม้ว่าเป็นธรรมชาติของร่างกาย แต่กลไกที่ร่างกายสร้างความเครียดขึ้นนี้ น่าจะคลายลงอย่างรวดเร็ว เมื่อพ้นภยันตรายนั้นไปแล้ว ที่น่าประหลาดก็คือ ถึงแม้ว่าคนปัจจุบันไม่ต้องวิ่งหนีเสือทุกวันแล้วก็ตาม แต่ร่างกายก็ยังสร้างความเครียดขึ้น เผชิญกับสิ่งที่ไม่ใช่ภยันตรายทางกายเฉพาะหน้าเหมือนเดิม ร้ายไปกว่านั้นก็คือสิ่งที่คนสมัยปัจจุบันมองว่าเป็นภยันตรายนั้นไม่เหมือนเสือ คือวิ่งหนีให้พ้นไม่ได้ง่ายๆ ถึงวิ่งพ้นแล้ว ก็จะมีเสื้อตัวใหม่โผล่มาให้วิ่งหนีได้ไม่สิ้นสุด ความเครียดที่ร่างกายสร้างขึ้นจึงดำรงอยู่เป็นเวลานานๆ ไม่คลายลงสักที
ผมคิดว่าเรื่องนี้จะเข้าใจความเครียดของคนปัจจุบันได้ง่ายขึ้น ถ้ามองความเครียดจาก “ใจ” (อันเป็นภาษาโบราณ ซึ่งปัจจุบันใช้คำว่าสมองแทน)
ถึงอย่างไร ความเครียดก็เกิดขึ้นที่ใจ เพราะใจเครียดก่อน จึงทำให้ร่างกายทำงานผิดปรกติ
สาเหตุของความเครียดจึงมาจากใจ (ไม่ใช่หัวใจนะครับ) นั่นก็คือเมื่อไรที่ใจไม่ปรกติเมื่อนั้นก็เครียด
“ปรกติ” นี่สำคัญนะครับ ผมขอให้ความหมายว่าอย่างนี้ครับคือใจมันนิ่งๆ อย่างที่มันเป็นตามธรรมชาติ ไม่แส่ส่ายไปหาสิ่งที่จะทำให้ใจไม่นิ่งตามธรรมชาติ เช่น อยากไม่ตาย ซึ่งผิดธรรมชาติ หรืออยากให้ฝนไม่ตก ก็ผิดธรรมชาติอีกนั่นแหละ หรือโกรธ ทั้งโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ หรือโกรธอยู่ลึกๆ โดยไม่รู้ว่าโกรธใคร โกรธทำไม ก็ล้วนผิดธรรมชาติทั้งนั้น เพราะล้วนมาจากใจที่อยากอะไรสักอย่างอันไม่เป็นไปตามธรรมชาติ
ดังนั้น โลภก็เครียดนะครับ โลภมากก็เครียดมาก โลภลึกก็เครียดลึก อยากได้อะไรจนตัวซี้ตัวสั่น จนต้องไปเป็นหนี้เป็นสินเขาซื้อหามาให้ได้ ก็เครียด พอเป็นหนี้เขาแล้ว ก็อยากเป็นอิสระ ยิ่งเครียดขึ้นไปอีก อยากได้ตำแหน่งก็เครียด กลัวเขาไล่ออกก็เครียด อิจฉาเขาก็เครียด หมั่นไส้เพื่อนร่วมงานก็เครียด เกลียดนายกฯ ก็เครียด เกลียดตัวเองยิ่งเครียดใหญ่ รักคุดก็เครียด (ถ้าไม่รู้จักปลง) ฯลฯ
ฟังดูเหมือนกับว่า พระอรหันต์เท่านั้นที่ไม่เครียด ซึ่งก็จริงนะครับ แต่ผมไม่ได้คิดจะเสนอให้ทุกคนคลายเครียด ด้วยการสำเร็จอรหัตตผลให้หมด แต่หลายอย่างที่เป็นหลักชัยของพระอรหันต์นั้น เราสามารถประยุกต์ใช้ได้ในระดับปุถุชนอย่างเราซึ่งก็ให้ผลได้คลายเครียดอย่างมีประสิทธิภาพ
ที่สำคัญก็คือ ความเครียดเป็นเรื่องของใจ ฉะนั้น วิธีคลายเครียดจึงต้องทำที่ใจ ไม่ใช่ไปเพ่งเล็งกันที่สมอง (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย) อันเป็นวิธีที่เขาทำธุรกิจหากำไรกันในปัจจุบัน
เพราะไปคิดว่า ความเครียดมาจากการใช้สมองนี่แหละครับที่ทำให้คนชั้นกลางไปสรุปเอาง่ายๆ ว่า เฉพาะพวกตนซึ่งต้องทำงานด้วยสมองเท่านั้นเป็นกลุ่มที่เครียดจัด ส่วนกรรมกรหรือเกษตรกรซึ่งแม้ต้องทำงานหนัก ก็เป็นการทำงานด้วยร่างกายเท่านั้น จึงไม่เครียด
แต่ความจริงแล้ว ไม่ว่ากรรมกรหรือชาวนาก็มีโอกาสเครียดได้เท่ากันหรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับว่า “ใจ” ของเขาแส่ส่ายไปหาสิ่งที่ผิดธรรมชาติมากน้อยแค่ไหน ลงข้าวโพดไว้ร้อยไร่ แล้วฝันเฟื่องว่าจะได้รวยกันใหญ่เสียที ก็เครียดน่าดูเลยนะครับ
ถ้าใจของกรรมกรและเกษตรกรแส่ส่ายไปหาสิ่งผิดธรรมชาติเหมือนใจของคนชั้นกลาง เขาก็เครียดเท่ากันแหละครับ ผมออกจะสงสัยด้วยซ้ำว่า ใจของคนชั้นกลางนั้นแผ่ขยายออกไปครอบคลุมคนกลุ่มอื่นๆ ทั้งสังคมไปหมดแล้ว เช่น เป็นผู้ให้อุดมคติแห่งชีวิตแก่คนอื่นๆ ไปหมด ทุกคนในสังคมไม่ว่าจะอยู่ในอาชีพหรือชั้นใดก็ล้วนเครียดเท่าๆ กัน
ส่วนใหญ่ของวิธีคลายเครียดที่คนชั้นกลางเชื่อถือมากที่สุดเห็นจะเป็นการหันเห (diversion) สมองชั่วครู่ชั่วยาม ตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายที่สุดก็คือดื่มเหล้า เพราะเหล้าไปกดสมองส่วนต่างๆ ให้ทำงานเลวลง สำนึกต่างๆ ก็ขาดความแหลมคมไปชั่วขณะที่อยู่ใต้อิทธิพลของแอลกอฮอล์ ใจที่แส่ส่ายไปหาไม้กอล์ฟถุงใหม่, ผู้หญิงคนใหม่, นายใหม่, ฯลฯ จึงทิ่มแทงน้อยลง ดูเหมือนคลายเครียด แต่ที่จริงการกดความเครียดไว้เช่นนั้น นอกจากไม่คลายเครียดได้ถาวรแล้ว ยังอาจทำให้เครียดมากขึ้นไปอีก
การใช้สมองก็ไม่ได้เป็นสาเหตุของความเครียด เพราะถึงอย่างไรเราไม่สามารถหยุดการทำงานของสมองได้ แม้แต่เวลาหลับ สมองก็ยังทำงานอยู่ ฉะนั้น การพักสมองจึงไม่ใช่การไม่คิดอะไรเลย ซึ่งเป็นไปไม่ได้ แต่อยู่ที่ว่าจะคิดอย่างไรต่างหาก
ผมต้องย้ำเรื่องนี้เพราะผมรู้สึกว่าวัฒนธรรมความเครียดของไทยนั้นเป็นศัตรูกับการคิดอย่างยิ่ง ใครพูด-เขียน-แสดงอะไรที่ต้องใช้ความคิด คนก็จะบอกว่าโอ๊ยเครียดจริงโว้ย ฟัง-อ่าน-ชมไม่ไหวแล้ว แล้วเขาหยุดไปทำอะไรหรือครับ ก็หยุดไปคิดอีกนั่นแหละ แต่เป็นการคิดวนเวียนซ้ำซากเกี่ยวกับตนเอง ซึ่งกลับทำให้เครียดเสียยิ่งกว่าการชมละครโทรทัศน์ที่ทำให้ต้องคิดอะไรที่พ้นตัวเองออกมา
ความจริงแล้ว การพักสมองที่ดีที่สุดคือ การหันเหนั่นแหละครับ หมายความว่าเปลี่ยนกระบวนการคิด เช่น นั่งคิดเลขมาทั้งวัน รวมทั้งนั่งคิดสงสารตัวเองมาทั้งวัน ก็กลับมาดูละครโทรทัศน์ที่มีศิลปะทั้งการแสดง และการแฝงแง่คิดที่คมคายอย่างมีศิลปะ ก็คือการพักสมองอย่างวิเศษ
ไม่ใช่นั่งดูแต่ละครบู๊ล้างผลาญ, รักหวานจ๋อย หรือตลกโปกฮา ซึ่งกลับยิ่งทำให้คิดวนเวียนแต่ตัวเอง ไม่หลุดไปได้เสียที ก็เลยยิ่งเครียดขึ้นไปใหญ่
การหันเหจากกระบวนการคิดแบบหนึ่งไปสู่กระบวนการคิดอีกแบบหนึ่ง เป็นการใช้สมองที่มีประสิทธิภาพ คือความจริงที่นักจิตวิทยารู้มานานแล้ว และใช้เป็นหลักในการจัดตารางเรียนของเด็ก เช่น เรียนเลขแล้วก็มาต่อด้วยวิชาดนตรีหรือวาดเขียนแล้วกลับไปหาวิชาวิทยาศาสตร์หรือภูมิศาสตร์ ฯลฯ ทำให้เด็กใช้สมองในการเรียนได้ดีที่สุด
ผมจึงอยากสรุปว่า แก่นแท้ของการคลายเครียดนั้นเอาเข้าจริงก็คือ การคิด-การทำอะไรที่พ้นออกไปจากผิวหนังของตัวเองบ้าง วันหนึ่งๆ เราเฝ้าคิดเฝ้าทำอะไรโดยเอาประโยชน์ตัวเองเป็นที่ตั้งตลอดเวลา หยุดคิด-ทำวนเวียนซ้ำซากอย่างนั้นเสียบ้าง ก็จะคลายเครียดไปได้พอสมควร เพราะมันไม่ไปกระตุ้นต่อมเครียด ซึ่งก็คือต่อมที่มีไว้เผชิญกับภยันตรายที่อาจมีกับตัวนั่นเอง
ผมเคยได้ยินคำประชดที่เจ็บปวดทารุณมากอันหนึ่ง เมื่อคุณพ่อคนหนึ่งบอกลูกสาวที่เขาเห็นว่าไม่ฉลาดว่า หนูอย่าคิดอะไรเลยเดี๋ยวไม่สบาย
ผมรู้สึกว่าคนชั้นกลางไทยกำลังบอกตัวเองอย่างนั้นอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ เพราะคนชั้นกลางไปสับสนว่าความเครียดมาจากสมอง แต่ที่จริงแล้วความเครียดมาจาก “ใจ” โลภมาก โกรธมาก หลงมาก ก็ล้วนทำให้เครียดทั้งนั้น ถ้าไม่อยากเครียดจึงต้องทำใจ ไม่ใช่ขอเป็นคนปัญญาอ่อนวันละ 16 ชั่วโมง
หน้า 28

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *