ลูกน้องที่ CEO มองหา

ลูกน้องที่ CEO มองหา
Post Today – ผู้เขียนนึกอยากเขียนเรื่องของคนเป็นลูกน้องมานานแล้ว ทั้งนี้ ใครๆ (รวมทั้งตัวผู้เขียนด้วยแหละค่ะ!) มักชอบเขียนเรื่องเกี่ยวกับผู้นำ เพราะผู้นำนั้นเป็นบุคคลที่มีความสำคัญต่อความอยู่รอดและความก้าวหน้าของบริษัท ผู้นำที่ดีและมีความสามารถจะสามารถกำหนดวิสัยทัศน์ เป้าหมาย กลยุทธ์ รวมทั้งกระตุ้นและบริหารผู้ใต้บังคับบัญชาให้ทำงานเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน จนสามารถสร้างผลงานตามเป้าหมายได้
ถ้าเปรียบองค์กรเป็นเสมือนเรือ ผู้นำก็เปรียบเสมือนนายท้ายที่คอยควบคุมหางเสือให้เรือแล่นไปในทิศทางที่ต้องการ ดังนั้น ใครๆ จึงมุ่งความสนใจไปที่ตัวของผู้นำว่าควรมีความสามารถในเรื่องอะไรบ้าง ควรพัฒนาปรับปรุงตนเองอย่างไร จึงจะสวมบทบาทผู้นำได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มภาคภูมิ
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าผู้นำเพียงคนเดียวจะสามารถดลบันดาลผลงานทั้งหลายให้เกิดขึ้นได้ ผู้นำก็จำเป็นที่จะต้องมีทีมงาน มีพนักงานที่รับผิดชอบทำหน้าที่ต่างๆ และถ้าพนักงานไม่สามารถทำงานได้ดี แม้จะมีผู้นำที่เก่งหรือมีแผนกลยุทธ์ที่เยี่ยมยอดก็คงไม่สามารถสร้างผลงานที่ดีออกมาได้ สัจธรรมในเรื่องนี้ ผู้นำเก่งๆ หลายคนจะเข้าใจดีถึงความสำคัญของการมีลูกน้องที่มีความสามารถ เป็นอัศวินคู่ใจที่เมื่อส่งพวกเขาออกไปสนามรบก็เป็นอันมั่นใจได้ว่าอัศวินเหล่านี้จะนำชัยชนะกลับมา
ผู้นำหายาก…ลูกน้องก็หายากเหมือนกัน
ในขณะที่ผู้นำเก่งๆ เป็นทรัพยากรบุคคลที่หายาก ลูกน้องเก่งๆ ก็เป็นทรัพยากรบุคคลที่หายากไม่แพ้กัน ปัจจุบันนี้ปัญหาสำคัญประการหนึ่งขององค์กรชั้นนำทั้งหลายก็คือ การขาดแคลนบุคลากรที่มีความสามารถ
ทั้งนี้ ถ้าองค์กรใดมีพนักงานเก่งๆ ซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องอยู่ในตำแหน่งหัวหน้า องค์กรเหล่านั้นก็ต้องระแวดระวังดูแลรักษาพนักงานคนเก่งเอาไว้แบบไม่ให้คลาดสายตา เพราะถ้าเผลอเมื่อไหร่ คนเก่งเหล่านั้นก็อาจถูกมือดีจากองค์กรอื่นฉกตัวไปทันที
ลูกน้องเก่งๆ ที่รู้ใจนายนั้นหายากแค่ไหน นายหลายคนคงตระหนักแก่ใจดี ไม่ต้องมองหาให้ไกลตัวไปเลย ดูแค่เลขานุการที่คุณมีอยู่ก็ได้ หากคุณมีเลขาฯ ที่ทำงานกับคุณมาได้สักปีหนึ่งขึ้นไป แล้ววันหนึ่งเลขาฯ หยุดงานหรือลาออก เชื่อว่านายหลายคนคงต้องประสบปัญหาขลุกขลักหาอะไรไม่เจอ ทำงานไม่สะดวกราบรื่นแน่ๆ และถึงแม้จะหาเลขาฯ ใหม่มาได้ กว่าจะเป็นงาน กว่าจะรู้ใจ ก็ต้องใช้เวลาหลายเดือนทีเดียว…เผลอๆ ก็อาจเป็นปี
ที่อารัมภบทมาเสียค่อนข้างยาวแบบนี้ ก็เพราะต้องการให้เห็นความสำคัญของลูกน้อง และให้กำลังใจแก่ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งลูกน้องทุกระดับทั้งหลายว่า การเป็นลูกน้องที่ดีในวันนี้ ย่อมเป็นรากฐานที่ดีในการเป็นหัวหน้าหรือเจ้านายที่ดีในวันหน้าได้ เพราะผู้ที่เป็นผู้นำในวันนี้ ก็เคยเป็นลูกน้องกันมาแล้วทั้งนั้น ดังนั้น หากอยากเป็นผู้นำในวันหน้า วันนี้ก็มาเรียนรู้กันก่อนดีไหมคะว่าลูกน้องที่ดีนั้นมีคุณสมบัติอะไรบ้าง
คุณสมบัติของลูกน้องที่ CEO มองหา
ผู้เขียนได้อ่านบทความของ Larry Bossidy ผู้ซึ่งเป็นทั้ง CEO และที่ปรึกษาชั้นนำที่ได้เขียนถึงคุณสมบัติของลูกน้องที่ CEO มองหาไว้อย่างน่าฟังในวารสาร Harvard Business Review เมื่อไม่นานมานี้ คิดว่าน่าสนใจและน่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่เป็นลูกน้องที่รักความก้าวหน้าในปัจจุบัน จึงขอนำข้อคิดของ Bossidy มาเล่าให้ฟัง แถมด้วยประสบการณ์ของผู้เขียนและผู้บริหารคนอื่นๆ ด้วย
– ลูกน้องที่ดีต้องมีส่วนร่วมและมีสำนึกของความรับผิดชอบ ในขณะที่ CEO ที่ดีรู้ว่าควรต้องกระจายอำนาจอย่างไร และรู้ว่าเมื่อไรสถานการณ์เรียกร้องให้เขาต้องลงไปจัดการเรื่องราวต่างๆ อย่างทันท่วงทีด้วยตนเอง เช่น เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่คุณภาพของสินค้ามีปัญหา หรือเหตุการณ์ที่ต้องระดมสรรพกำลังและทรัพยากรทั้งหลาย เพื่อออกสินค้าตัวใหม่สู่ตลาดให้เร็วกว่าคู่แข่ง
สถานการณ์เร่งด่วนเช่นนี้ CEO ที่ดีย่อมไม่นิ่งนอนใจปล่อยให้ลูกน้องทำงานไปตามระบบ โดยสำคัญผิดว่าตัวเองกำลังกระจายอำนาจแก่ลูกน้อง ทั้งๆ ที่สถานการณ์เช่นนี้ต้องการผู้นำให้เข้ามาตัดสินใจแก้ปัญหาโดยทันที
สำหรับลูกน้องก็เช่นกัน ลูกน้องที่ดีย่อมต้องมีเชาวน์ปัญญาและมีสำนึกที่ถูกต้อง กล่าวคือ เมื่อเห็นว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้นที่ส่อเค้าว่าอาจนำไปสู่การสูญเสียของบริษัท หรือเห็นเค้าลางของความผิดปกติเกิดขึ้น ก็ไม่เพิกเฉยคิดว่าไม่ใช่หน้าที่โดยตรงของตัว ลูกน้องที่ดีต้องรีบรายงานสิ่งผิดปกติเหล่านั้นให้ผู้บังคับบัญชาหรือนายทราบโดยทันที
ถ้าหากว่าลูกน้องทุกคนทำตัวเป็นหูเป็นตาแทนเจ้านาย โดยไม่มีทัศนคติที่ว่า “ธุระไม่ใช่ของฉันแล้ว” เชื่อว่าบริษัทหลายบริษัทที่เลิกล้มกิจการ หรือประสบปัญหาหนักหน่วงอาจจะรอดพ้นจากภาวะวิกฤตต่างๆ เหล่านั้นได้ทันท่วงที โดยอาจจะไม่ต้องทรุดหนักขนาดนั้นก็เป็นได้ ถ้ามีลูกน้องช่วยเป็นหูเป็นตาให้
– ลูกน้องที่ดีต้องมีไอเดียดีๆ มานำเสนอ มันหมดยุคแล้วสำหรับคำนิยามที่ว่าการเป็นลูกน้องที่ดี คือ การเป็นผู้ตามหรือเป็นผู้ที่ทำตามคำสั่งได้ครบถ้วนบริบูรณ์ แค่นี้ไม่พอค่ะ สำหรับยุคสมัยของการแข่งขันแบบคู่ต่อสู้กำลังหายใจรดต้นคอคุณอยู่
ผู้นำต้องการคู่คิดที่ช่วยกันหาทางเลือก ทางออก หรือนวัตกรรมมาป้อนในที่ประชุมเป็นอย่างยิ่ง ไม่ใช่ว่าเข้าประชุมทีไรก็จะมีแต่ลูกน้องจ้องตาแป๋ว พร้อมรับคำสั่งเท่านั้น เวลากำลังหน้าสิ่วหน้าขวานที่ผู้นำอาจเครียดจนมึนตึ้บ ผู้นำก็คิดอาศัยลูกน้องเหมือนกันว่าจะมีความคิดดีๆ บ้างไหม เพราะฉะนั้น ลูกน้องสมัยนี้ต้องทำตัวเป็นคู่คิดด้วย ไม่ใช่ตามต้อยๆ อย่างเดียวนะคะ
– ลูกน้องที่ดีต้องพร้อมให้ความร่วมมือ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าสถานการณ์ธุรกิจปัจจุบัน ถ้าเปรียบเป็นสมรภูมิรบ ก็เป็นสมรภูมิที่บรรดาขุนศึกทั้งหลายล้วนมีพละกำลังแข็งแกร่ง ติดอาวุธยุทโธปกรณ์ไฮ-เทค แถมด้วยกลยุทธ์การรบที่แยบยล
ดังนั้น หากคิดจะอยู่ให้รอดและอยู่อย่างยั่งยืน ผู้บริหารจำเป็นต้องมีลูกน้องดีๆ หลายคนที่ทำงานเป็นทีม ข้อนี้ต้องเน้นย้ำเป็นพิเศษ เพราะเหตุใดน่ะหรือ? ก็เพราะคนเก่งโดยมากมักมีความมั่นใจสูง ประเภทยอมหักไม่ยอมงอ ทำงานแบบศิลปินเดี่ยว ซึ่งแบบนี้มันไม่เป็นผลดีต่อองค์กรโดยรวม
จริงอยู่ที่บทบาทของผู้นำคือการสร้างและบริหารทีม แต่ไม่ใช่ว่าลูกทีมจะทำตัวเป็นศิลปินเดี่ยวกินเกาเหลากับเพื่อนร่วมทีมอยู่ทั้งตาปีตาชาติ ประมาณว่าถ้าไม่มีผู้นำมาช่วยไกล่เกลี่ยประนีประนอม ฉันก็จะอยู่แบบฉันนี่แหละ ได้ลูกน้องแบบนี้ก็ทำให้หัวหน้าต้องหนักใจและเหนื่อยใจไม่น้อย แต่ถ้าใครมีลูกน้องเก่งและแถมยังมีมนุษยสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน มีอัธยาศัยโอบอ้อมอารี ถ้อยทีถ้อยอาศัยกับเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ทั้งในและนอกแผนก หัวหน้าคนนั้นคงเป็นคนที่โชคดีที่สุดคนหนึ่ง ว่าแต่ว่าลูกน้องแบบนี้หาได้ที่ไหนบ้างคะ? ผู้เขียนคนหนึ่งล่ะที่อยากได้…
– ลูกน้องที่ดีต้องพร้อมทำโปรเจกต์ใหม่ๆ นอกจากจะต้องมีไอเดียดีๆ มานำเสนอแล้ว ลูกน้องที่ดียังต้องมีความสามารถที่จะนำความคิดใหม่ๆ ไปปฏิบัติให้เกิดผลจริงด้วย ไม่ใช่ดีแต่คิดเท่านั้น ในเรื่องของการปฏิบัติก็ต้องมีความสามารถเช่นกัน และถึงแม้ว่าไอเดียใหม่ๆ นั้นอาจจะไม่ได้ถูกริเริ่มโดยตัวลูกน้องก็ตามที
แต่หากเจ้านายต้องการให้ลูกน้องคนใดคนหนึ่งไปเป็นผู้นำหรือตัวนำ (Lead) ในการนำไอเดียนั้นไปปฏิบัติ ซึ่งคงต้องมีความเสี่ยงบ้างว่าอาจจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ ลูกน้องที่ (รัก) ดี และรักความก้าวหน้าก็ต้องมีความกล้า และมีความมั่นใจที่จะทำงานในโปรเจกต์ใหม่นั้น
ตัวผู้เขียนเองเคยมีประสบการณ์ในเรื่องนี้เช่นกัน โดยผู้เขียนอยากริเริ่มกิจกรรมใหม่ๆ สักอย่างหนึ่ง เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างนิสิตกับสตาฟฟ์ทีมงานของสถาบัน ซึ่งกิจกรรมนั้นคือการเต้นแอโรบิกในเช้าวันปฐมนิเทศนิสิตที่เราต้องการสร้างคอนเซปต์เรื่อง “Mind and Body” (จิตวิญญาณและร่างกายที่แข็งแกร่ง)
แต่ทีนี้เราหาคนนำเต้นแอโรบิกในฝั่งของสตาฟฟ์ไม่ค่อยได้ เพราะคนไทยเรามักขี้อาย อยู่ดีๆ จะให้ไปนำคนเต้นแอโรบิกนั้นไม่เคยมีใครทำมาก่อน ทั้งนี้ ผู้เขียนมีเลขาฯ คนหนึ่งที่ตอนแรกเธอก็กล้าๆ กลัวๆ ที่จะไปเต้นแอโรบิก แต่พอผู้เขียนลุ้นเธอหนักๆ เข้าเธอก็กล้าออกไปเต้นแอโรบิกกับผู้เขียนและนิสิตคนอื่นๆ ในขณะที่สตาฟฟ์หลายคนยังสงวนท่าทีไม่กล้าเต้นอยู่
แต่บรรยากาศในเช้าวันนั้นดีมาก เพราะนานๆ ทีสตาฟฟ์ของศศินทร์จะกล้าลงไปเล่นกับนิสิต มิฉะนั้นแล้วจะเห็นแต่นิสิต “วัยสะรุ่น” เป็นคนแสดงออกมากกว่า ผู้เขียนรู้สึกนิยมในความกล้าของเธอ และยังนึกในใจว่าอีกหน่อยถ้ามีโปรเจกต์ใหม่ๆ แปลกๆ จะให้เธอลองทำอีก ซึ่งในแง่ของการเป็นลูกน้องแล้ว มันเป็นโอกาสที่จะได้แสดงความสามารถให้เป็นที่ประจักษ์ของหัวหน้า ดังนั้น เลิกอยู่แต่ข้างหลังหัวหน้าได้แล้วนะคะ ถ้าหัวหน้าอยากให้คุณออกเวทีบ้างก็จงหยิบฉวยโอกาสนั้นเสียเถิด
– ลูกน้องที่ดีต้องพัฒนาภาวะผู้นำให้ลูกน้องของตนเองด้วย คุณสมบัติข้อนี้จะสะท้อนให้เห็นถึงความใจกว้างและประสิทธิภาพในการเป็นผู้นำของลูกน้อง ในขณะที่ผู้นำหรือเจ้านายของคุณใส่ใจพัฒนาให้โอกาสคุณได้ฝึกอบรมการเป็นผู้นำ ตัวคุณเองก็ควรที่จะให้ความเอาใจใส่ลูกน้องที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของคุณด้วย
ถือว่าเป็นการพัฒนาลูกน้องในแต่ละชั้นการบังคับบัญชา ซึ่งเป็นระบบที่ดี อย่าใจแคบอยากเก่งเพียงคนเดียว ลูกน้องของคุณเขาก็มีความฝัน มีความทะเยอทะยานอยากก้าวหน้าในอาชีพเช่นกัน ดังนั้น คุณควรสืบทอดค่านิยมและการปฏิบัติที่ดีเช่นนี้จากเจ้านายของคุณ เพราะในอนาคตหากคุณได้เลื่อนอันดับเป็นผู้บริหาร คุณเองก็ย่อมต้องการลูกน้องเก่งๆ เช่นกัน
– ลูกน้องที่ดีต้อง “ทันข่าว ทันสถานการณ์” มันจะน่าเบื่อขนาดไหนหากคุณมีลูกน้องที่ไม่รู้เรื่องข่าวรอบตัวเลย ถามอะไรก็ “ไม่รู้ค่ะ” “ไม่ทราบค่ะ” ผู้เขียนเคยได้ยินผู้บริหารระดับสูงท่านหนึ่งจัดระดับความสามารถของลูกน้อง โดยเปรียบเทียบกับอวัยวะต่างๆ ในร่างกายว่า ลูกน้องที่เก่งมาก คิดแทนท่านได้ ตัดสินใจแทนท่านได้ นั้นคือ “สมอง”
ลูกน้องบางคน “เป็นหูเป็นตา” แทนท่านได้ คือคอยสดับตรับฟังรายงานข่าวใหม่ๆ คอยสอดส่องดูแลติดตามงานแทนท่าน โดยที่ท่านไม่ต้องไปจ้ำจี้จ้ำไชบอกให้ทำ ลูกน้องบางคนเป็นเหมือน “มือขวา” คือรู้ใจ ทำงานตามสั่งได้ดี ไว้ใจได้ ไม่ต้องกลัวความผิดพลาด และลูกน้องบางคนเหมือน “แข้งขา” หรือแค่ “เท้า” นั่นก็คือช่วยผ่อนภาระของท่านได้นิดหน่อย เช่น ช่วยหยิบฉวยข้าวของให้ เดินไปซื้อของให้ มากกว่านั้นไว้ใจไม่ได้ ผู้เขียนคิดว่าเป็นการเปรียบเปรยที่เข้าทีดีเหมือนกัน
การจะเป็นลูกน้องที่สามารถเป็นมันสมอง และเป็นหูเป็นตาให้เจ้านายได้นั้น Bossidy กล่าวว่า ลูกน้องต้องสนใจติดตามข่าวคราวต่างๆ ตามสื่อทั้งหลาย โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับธุรกิจการค้าของบริษัทของตน เพื่อที่จะเป็นคนหูกว้าง ตากว้าง มีข้อมูลทันสมัย มีไอเดียดีๆ มานำเสนอให้เจ้านายได้เสมอๆ ยามที่เจ้านายต้องการข้อมูลใหม่ๆ หรือทางแก้ปัญหาต่างๆ เผลอๆปะเหมาะเคราะห์ดี คุณมีไอเดียดีๆ ก็อาจจะได้เลื่อนขั้นพุ่งปรู๊ดปร๊าดไปเลยก็ได้…ใครจะรู้?
– ลูกน้องที่ดีต้อง “คาดการณ์ล่วงหน้า” เป็น ข้อนี้ยากหน่อยเพราะกว่าจะมาถึงระดับนี้ได้ คุณต้องฝึกวิทยายุทธ์ในข้อที่แล้วมานานพอสมควร จนมีข้อมูลมีประสบการณ์แก่กล้าจนก้าวล่วงจากการเป็นผู้เกาะติดสถานการณ์มาเป็นผู้ทำนายสถานการณ์ได้ แต่ถึงยากก็ไม่ยากเกินที่คุณจะทำได้
ให้นึกถึงคุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา สิคะ กว่าจะมาเป็นคุณสรยุทธที่เก่งกล้ารอบรู้เหตุบ้านการเมืองในวันนี้ คุณสรยุทธก็เริ่มจากการเป็นนักข่าวธรรมดาๆ นี่แหละ พอสะสมข้อมูลมากๆ เข้า ก็จะเริ่มมองเห็นทิศทาง ความเป็นไปของสถานการณ์จนเดาเกมการเมืองได้ ดังนั้น รีบพัฒนาตนเองขวนขวายหาความรู้รอบตัวเสียนะคะ ไม่ช้าไม่นานคุณก็จะสามารถเป็นลูกน้องสุดยอดปรารถนาของ CEO จนได้ และก็ไม่ช้าไม่นานอีกเช่นกัน ตำแหน่ง CEO จะไปไหนเสีย!

Tags:

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *