รู้จักธุรกิจของตัวเอง (1)

รู้จักธุรกิจของตัวเอง (1)

รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง…ทุกคนคงเคยได้ยินคำกล่าวนี้มาก่อนแล้วทั้งนั้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทำธุรกิจแล้ว การรู้เขา รู้เรา ก็ยิ่งมีความสำคัญต่อความอยู่รอดของธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“การรู้เขา” เป็นเรื่องที่ต้องออกไปสืบเสาะหาข้อมูลที่อยู่ภายนอก ซึ่งจะทำได้ยากกว่า “การรู้เรา” ซึ่งเป็นเรื่องภายใน ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า จะไม่รู้ไม่ได้
การไม่รู้จักธุรกิจของตัวเอง จึงเป็นสัญญาณอันตรายต่อการเจริญเติบโตของธุรกิจอย่างยิ่ง
เอสเอ็มอีไทยส่วนใหญ่แล้ว ปัญหาภายในของธุรกิจที่ผู้ประกอบการมักจะบอกว่าไม่รู้มากที่สุดเรื่องหนึ่ง ก็คือเรื่องของตัวเลขและบัญชี
ทั้งๆ ที่เป้าหมายสำคัญที่สุดประการหนึ่งของการประกอบอาชีพทำธุรกิจ ก็คือ การแสวงหากำไร เนื่องจาก กำไร ก็คือผลตอบแทนที่ผู้ประกอบอาชีพธุรกิจหวังจะได้รับจากการทำงานอาชีพอย่างเหนื่อยยากลำบากของเขา
กำไร คือสิ่งที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอดปลอดภัย และเติบโตต่อไปได้ในอนาคต
หากเจ้าของธุรกิจไม่ทราบว่า กำไรที่แท้จริงจากการประกอบอาชีพธุรกิจของตนเองเกิดขึ้นเท่าไร เขาก็อาจจะทุ่มสรรพกำลังที่มีอยู่ไปในทางที่ผิดก็ได้
คือทำไปแล้วเหนื่อยเปล่า เพราะไม่สามารถทำกำไรตอบแทนกำลังงานที่ลงไปได้คุ้ม หรือทำไปแล้วขาดทุน
สู้ไม่ทำเลย ยังจะดีกว่า
ดังนั้น การทำความรู้เกี่ยวกับระบบบัญชีของธุรกิจ จึงถือได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่จะทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้ “รู้เรา” ได้เป็นอย่างดีที่สุด
เรื่องของบัญชี ก็คือเรื่องของการทำความเข้าใจและจะติดตามอย่างใกล้ชิดว่าเงินไหลเข้าและไหลออกจากกิจการอย่างไร
ผู้ประกอบการ จึงต้องมีหน้าที่บริหารกิจการของตนเอง เพื่อให้มีความมั่นคงทางการเงินสูงสุด
ซึ่งก็คือ การหาวิธีการที่จะสร้างกำไรได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว และการบริหารเงินสดให้มีเพียงพอในการขับเคลื่อนกิจการ โดยไม่ติดขัด
เครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ผู้ประกอบการมองภาพภายในของกิจการได้อย่างชัดเจนแม่นยำ ได้แก่ รายงานทางการบัญชี
สำหรับ ธุรกิจ เอสเอ็มอี แล้ว รายงานทางการบัญชีที่สำคัญ จะมีอยู่ 3 ฉบับ ได้แก่
1. รายงานว่าผลการทำธุรกิจในช่วงที่ผ่านมา ดีหรือไม่ดีอย่างไร
2. รายงานว่า สถานภาพทางการเงินของธุรกิจ แข็งแรงหรืออ่อนแอ อย่างไร
3. รายงานว่าระดับการถือครองเงินสด หรือการมีเงินสดไว้ใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจประจำวัน เป็นอย่างไร
ในภาษาของบัญชี จะเรียกรายงานเหล่านี้ว่า งบกำไรขาดทุน งบดุล และ งบกระแสเงินสด
เจ้าของเอสเอ็มอีที่ไม่ได้ทำบัญชีด้วยตัวเอง จึงควรที่จะเรียกดูรายงานเหล่านี้จากนักบัญชีที่มีหน้าที่ทำบัญชีให้กับท่านเป็นประจำทุกงวดบัญชี
งวดบัญชี หรือ รอบระยะเวลาทางการบัญชีที่นักบัญชีจะต้องปิดบัญชี อาจจะเป็นงวดรายเดือน งวดรายไตรมาส (ทุก 3 เดือน) หรือ งวดรายปี แล้วแต่ระบบที่กิจการของท่านกำหนดไว้
รายงานเหล่านี้จะเป็นหูเป็นตาให้กับเจ้าของกิจการเพื่อที่จะทำให้รู้ว่ากิจการของเราอยู่ในสถานการณ์ดีหรือร้าย ในรอบระยะเวลานั้นๆ
ยกตัวอย่างเช่น ผลการดำเนินธุรกิจ ซึ่งชี้วัดกันไปที่ว่า ทำธุรกิจแล้วได้ผลกำไรตอบแทนความเหนื่อยยากลำบากของผู้ประกอบการกลับมามากน้อยแค่ไหน อย่างไร จะเป็นตัวเลข 3 กลุ่ม ที่จะบอกให้ผู้ประกอบการทราบว่า
1. รายได้ ของกิจการเกิดขึ้นเท่าไร
2. ในการสร้างรายได้จำนวนนั้น กิจการต้องใช้ ค่าใช้จ่าย ไปเป็นจำนวนเท่าไร
3. กิจการได้ กำไร หรือ ขาดทุน เท่าไร
ผู้ประกอบการย่อมต้องทราบว่า กำไร จะเกิดขึ้นเมื่อกิจการมีรายได้มากกว่าค่าใช้จ่าย หรือ
กำไร = รายได้ – ค่าใช้จ่าย
หาก รายได้ น้อยกว่า ค่าใช้จ่าย กิจการก็จะประสบกับการ ขาดทุน
ดังนั้น จุดแรกสุดของการที่จะรู้ว่ากิจการทำกำไร หรือ ขาดทุน จะเริ่มมาจากการดูที่ รายได้ ของกิจการ
รายได้ส่วนใหญ่ของกิจการ จะเกิดมาจาก ยอดขาย ของสินค้าที่เป็นตัวหลักของกิจการ
รายได้อื่นๆ ของกิจการ อาจจะมาจากกิจกรรมรองๆ รายได้จากการให้เช่า รายได้จากลิขสิทธิ์หรือกรรมสิทธิ์ที่ถือครองโดยกิจการ หรือแม้กระทั่งรายได้จากดอกเบี้ยเงินฝากในธนาคาร
การรู้ว่า รายได้ของกิจการเกิดขึ้นจากแหล่งใดบ้าง จะทำให้ผู้ประกอบการมองเห็นได้ว่า จะหันทิศทางของกิจการของตนเองไปทิศทางใด รายได้ตัวไหนที่มีแนวโน้มจะลดลง ตัวไหนที่มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น จะเตรียมตัวรับสถานการณ์อย่างไร หรือจะต้องสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรกับกิจการของตนเองบ้าง
ในส่วนของ ค่าใช้จ่าย ระบบบัญชีที่ดีจะแยกแยะรายการค่าใช้จ่ายให้เราเห็นได้อย่างชัดเจนออกเป็นหมวดๆ อย่างเป็นระเบียบ
ค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่สุด ที่จะถูกรายงานออกมาในรายงานก่อนในอันดับแรก มักจะเป็นค่าใช้จ่ายที่เรียกว่าเป็น ต้นทุนของสินค้าที่ขายไป หรือเรียกสั้นๆ ว่า ต้นทุนสินค้า
ต้นทุนสินค้า เป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ไปเพื่อให้ได้ตัวสินค้ามาขาย
เช่น ในกรณีของการค้าปลีกค้าส่ง หรือ ธุรกิจซื้อมาขายไป ต้นทุนสินค้า ก็คือ ราคาสินค้าที่เราต้องไปซื้อมาขายนั่นเอง
ในกรณีของการผลิตสินค้าขึ้นมาเองเพื่อนำไปขาย ต้นทุนสินค้า ก็จะประกอบด้วย วัตถุดิบต่างๆ ที่ต้องใช้ ค่าแรงงานที่ต้องใช้ในการผลิต หรือ เงินเดือนของพนักงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิต และ ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกิดขึ้นจากการผลิต เช่น ค่าไฟฟ้าที่เกิดจากการเดินเครื่องจักร ค่าเชื้อเพลิงหรือพลังงานที่ต้องใช้ ฯลฯ เป็นต้น
ค่าใช้จ่ายก้อนที่ 2 จะเป็นค่าใช้จ่ายในหมวดที่เรียกว่า ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร ได้แก่ ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากต้นทุนสินค้าโดยตรง แต่เป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ไปในการทำให้กิจการดำเนินไปประจำวันและค่าใช้จ่ายที่ต้องบริหารจัดการเพื่อให้ขายสินค้าให้ได้เพื่อสร้างรายได้หรือยอดขายขึ้นมา เช่น ค่าเงินเดือนผู้บริหาร พนักงานขาย พนักงานประจำสำนักงาน พนักงานฝ่ายบัญชีการเงิน พนักงานส่งสินค้า ฯลฯ ค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์ตัวสินค้า ค่าน้ำมันรถ ค่าเดินทาง ค่าคอมมิชชั่นการขาย ค่าเช่าอาคารสำนักงาน เป็นต้น
รวมไปถึงค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นตัวเงิน เช่น ค่าเสื่อมราคาของเครื่องมืออุปกรณ์ หรือทรัพย์สินอื่นๆ ที่ซื้อมาไว้ใช้ในกิจการ และค่าดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายหากมีการกู้เงินมาใช้ในกิจการ
สิ่งที่เจ้าของกิจการควรทราบต่อไปอีกเล็กน้อย ก็คือ หากนำรายได้จากการขายสินค้า หักออกจาก ต้นทุนสินค้า แล้ว ก็จะได้ตัวเลขที่ในทางธุรกิจเรียกว่า กำไรเบื้องต้น ซึ่งจะบอกว่า เฉพาะการซื้อขายตัวสินค้าอย่างเดียว กิจการจะได้กำไรเท่าไร โดยยังไม่คิดรวมค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารอื่นๆ เป็นตัวชี้วัดความสามารถ หรือ ความเก่งในการขายของกิจการ
เช่น สินค้าขายได้ 100 บาท มีต้นทุนสินค้า 60 บาท กำไรเบื้องต้น คือ 40 บาท หรือคิดเป็นกำไรเบื้องต้น 40%
กิจการที่สามารถทำกำไรเบื้องต้นได้ 40% แสดงว่ามีความสามารถในการขายมากกว่ากิจการประเภทเดียวกัน ที่ทำกำไรเบื้องต้นได้เพียง 25 หรือ 30% เป็นต้น
ดังนั้น กำไรเบื้องต้น = รายได้จากการขาย หรือ ยอดขาย – ต้นทุนสินค้า
และ กำไรสุทธิ = กำไรเบื้องต้น – ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร
กำไรสุทธิ จะเป็นการวัดว่า ในการทำให้สินค้าขายได้ ใครที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการบริหารมากกว่ากัน

ที่มา : http://www.siaminfobiz.com/

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *