รูแห่งความเครียด

รูแห่งความเครียด
Mon, 12/11/2007 – 13:16 — นิ้วกลม
เครียดไหมครับช่วงนี้?
เวลาเครียดคุณผู้อ่านทำอย่างไรให้หายเครียดครับ?
วิธีบรรเทาความเครียดโดยทั่วไปของคนเมืองในยุคสมัยนี้น่าจะเป็นการนำตัวเองไปอยู่ในแวดล้อมของสิ่งบันเทิงเริงรมย์ ไล่เรียงตั้งแต่วิทยุ, เครื่องเสียง, โทรทัศน์, ดีวีดี, โรงภาพยนตร์, สวนสนุก, สถานบันเทิง, ผับ, เทค, บาร์ รวมไปถึงคาเฟ่!
คาเฟ่ที่เรากำลังพูดถึงกันไม่ใช่ร้านกาแฟที่เปิดเพลงแจ๊สเบาๆ นั่งตักบราวน์นี่แกล้มกาแฟขมๆ เข้าปาก แต่หมายถึงคาเฟ่ที่มีอาเสี่ยอาเฮียมานั่งดูนักร้องน้องรักร้องเพลงอยู่บนเวทีแกล้มเบียร์โดยลืมเมียและความวุ่นวายต่างๆ นานาไว้ที่หน้าประตูคาเฟ่ ช่วงเวลาในสถานที่แห่งนั้นจึงมีแต่ความหรรษา และแน่นอนว่ามันจะหรรษาขึ้นไปอีกหลายเท่าเมื่อมี ‘ตลกคาเฟ่’
ตลกคาเฟ่ เป็นตลกแบบไทยๆ ที่ตลกได้ตลกดี ตลกโดยที่ไม่จำเป็นต้องคิดหลายตลบเหมือนตลกฝรั่ง ไม่ได้มายืนทอล์คโชว์เดี่ยวไมโครโฟนกันนิ่งๆ แต่ยังแสดง ร้อง รำ แต่งหน้าทาปาก เขียนคิ้วโก่งๆ ป้ายลิปสติกเลอะๆ ร่ายลิเก เคาะระนาด ตีฉิ่ง ตบฉาบ สารพัดสารพัน และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ การเอาถาดตีกบาล!
หลายคนจึงเรียกตลกแบบนี้ว่า ตลกตีหัวเข้าบ้าน
คือตีหัวให้มึนๆ ฮาๆ แล้วก็เดินเข้าไปในบ้านได้อย่างสบายใจ
ตลกมักมีบุคลิกที่น่าคบหา ดูเข้าถึงง่าย ใจดี มีอารมณ์ขัน และเป็นมิตร ตลกชายหลายรายจึงมีภรรยาที่สวยราวกับนางงาม ไม่เพียงเท่านั้นหลายท่านก็ดูเหมือนจะมีนางงามมากกว่าหนึ่งคนในบัญชีรายชื่อ ผู้ชายหลายคนจึงอิจฉาตลก นั่งขบคิดว่าตลกเหล่านั้นก็ไม่ได้หน้าตาดีกว่าเรา ไฉนพวกเขาจึงมีเสน่ห์ดึงดูดสาวๆ สวยๆ ให้ขวยเขินโอนอ่อนผ่อนปรนไปกับวาจาโอ้โลมได้ถึงเพียงนั้น กระทั่งหญิงสาวหลายรายที่ถูกตลกทำร้ายจิตใจก็ยังสลัดไม่หลุด ยังคงหลงรักตลกคนนั้นหัวปักหัวปำอยู่ดังเดิม
ตลกมีอะไรดี?
ธรรมชาติของมนุษย์ย่อมอยากหัวเราะมากกว่าอยากร้องไห้อยู่เป็นธรรมดา แต่ตัวเร่งปฏิกิริยาให้คนหลงรักอะไรๆ ที่ตลกได้ง่ายดายและมากมายยิ่งขึ้นก็คือ ความเครียดและความกดดันที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในชีวิตประจำวันของคนเราในยุคสมัยนี้
ยิ่งโลกหมุนไว ก็ยิ่งเพิ่มความกดดันให้คนต้องวิ่งให้ทันโลก
ข้อมูลข่าวสารมากก็ต้องไล่ตามอ่าน กลัวโง่กว่าเพื่อน
ไม่รวมถึงหน้าที่การงานอันเคร่งเครียดจริงจัง และสภาพแวดล้อมที่ห่างไกลจากธรรมชาติมากขึ้นทุกที หันไปทางไหนก็มีแต่ตึก ตึก ตึก รถก็ติด ติด ติด อากาศก็มีแต่ควันพิษ พิษ พิษ อยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ใครไม่เครียดก็นับว่าเก่งจริงๆ
เมื่อเครียดมากก็ต้องหาวิธีแก้ เพราะเหตุนี้ ตลกจึง ‘หล่อ’ ขึ้นไปอีกระดับ
ตามหลักอุปสงค์และอุปทาน เมื่อความต้องการมาก สิ่งที่สนองความต้องการก็จะมีค่ามากขึ้นตามๆ กันไป
พวกเราจึงหลงรักตลกได้ง่ายๆ และอยากเป็นมิตรสหายกับพวกเขา
อยากอยู่ใกล้ๆ เพราะมั่นใจได้ว่า ในวันเวลาที่เราเครียดหนัก อย่างน้อยก็ยังมีพวกเขามาบรรเทาทุกข์ให้เราได้สุขขึ้นมาบ้าง
เป็น ‘รูแห่งความเครียด’ ที่อ้ารอให้ ‘ความขำ’ มาเติมเต็ม
เพราะเหตุนี้หรือเปล่าที่โฆษณาบ้านเราจึงเต็มไปด้วยความฮาจนล้นจอทีวีไปหมด สินค้าทุกชนิด แบรนด์ทุกแบรนด์พยายามทำตัวให้เป็นคนขำ พยายามเรียกเสียงฮาจากคนดูและผู้บริโภค ซึ่งในจุดประสงค์ซ่อนเร้นก็คืออยากจะเป็นเพื่อนที่จะหยิบยื่นความสุขให้กับผู้บริโภคนั่นเอง
แต่!! ช้าก่อน! ความเป็นเพื่อนไม่ได้ได้มาฟรีๆ นะเธอ แต่เธอต้องแลกด้วยการบริโภคพวกฉัน และที่สำคัญ เธอต้องจ่ายตังค์ค่าความขำให้ฉันด้วย!
หากเทียบกันกับยุคสมัยเมื่อสักประมาณสิบปีก่อนหน้านี้ โฆษณาในวันนั้นต่างจากโฆษณาทุกวันนี้มาก แต่ละแบรนด์พยายามทำตัวเป็น ‘คนหล่อ’ มีรสนิยมวิไล วางมาดเหมือนนักเรียนนอกพูดไทยไม่ค่อยชัด แต่เดี๋ยวนี้โฆษณาไทยๆ พยายามถ่ายและผลิตออกมาให้ดูดิบสมจริง นายแบบโฆษณาไม่เน้นที่หน้าตาดี แต่เน้นที่ความบ้านๆ ใกล้ตัว ดูสัมผัสได้ เป็นเพื่อนกันได้ ตัวแสดงบางตัวแต่งตัวโทรมเกินจริง โจร ขอทาน จิ๊กโก๋ ในหนังโฆษณาบางเรื่องนั้นใช้ costume (ที่ใช้คำกระแดะเพราะอยากจะสื่อว่า มันถูกฝ่าย costume เลือกมาแล้วอย่างพิถีพิถัน) ที่ดูจน ดิบ สกปรก และเละเทะกว่าที่เราพบเห็นในชีวิตประจำวันด้วยซ้ำไป ซึ่งคล้ายกันเหลือเกินกับการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผม เขียนคิ้วโก่ง ทาลิปสติกเละๆ ของตลกคาเฟ่ ซึ่งทั้งหมดนั้นไม่ได้ทำไปเพื่อสิ่งอื่นใดเลย นอกจากอยากให้ท่านผู้ชม ‘ขำ’
เป้าหมายสุดท้ายคือ เสียงหัวเราะของท่านผู้ชม
สำหรับตลกคาเฟ่ เมื่อผู้ชมหัวเราะ เขาก็ได้รับเงินค่าจ้างให้มาแสดงต่อไป
แต่สำหรับหนังโฆษณา เมื่อผู้ชมหัวเราะ เมื่อผู้ชมชื่นชอบ จำหน้าตา จำโลโก้ จำชื่อสินค้าได้ ในคราวต่อไปที่มีโอกาสเลือกซื้อ ผู้ชมก็จะควักเงินในกระเป๋าไปจ่ายเป็นค่าแลกเปลี่ยนความขำ ณ ร้านค้าที่มีสินค้าและบริการเหล่านั้น
ดูเหมือนว่าความขำจะได้รับการพิสูจน์ วิเคราะห์ และวิจัยมาแล้วว่าได้ผล เพราะทุกวันนี้ไม่ว่าอะไรก็อยากมีเสน่ห์ด้วยการทำตัวเป็นตลกกันทั้งนั้น
กระทั่งแบรนด์บางประเภทที่แต่ก่อนแต่ไรต้องสร้างภาพลักษณ์ให้ดูดี น่าเชื่อถือ และไม่ ‘เล่น’ อาทิ ธนาคาร, บริษัทประกันชีวิต หรือกระทั่งองค์กรต่างๆ ของรัฐ เดี๋ยวนี้ก็หันมาใช้ความฮาเพื่อผูกมิตรมัดใจผู้ชมผู้บริโภคกันไปหมดแล้ว
การนั่งดูโฆษณาในจอทีวีไทยทุกวันนี้จึงไม่ต่างอะไรกับการได้ไปคาเฟ่ เป็นสถานที่แห่งความบันเทิงที่จะให้เรารู้สึกผ่อนคลายลืมโลกอันวุ่นวายไปชั่วขณะ และระหว่างที่กำลังมึนๆ กับมุกขำๆ เหล่านั้น เราก็จะจ่ายเงินกันได้ง่ายขึ้น มารู้ตัวอีกทีว่ากระเป๋าฟีบก็ตอนสร่างจากความเมาแล้ว
ตอนเรามีความสุขเรามักจะใช้จ่ายง่ายกว่าปกติ

หากจะมองกันในเชิง ‘ความรู้สึก’ ที่ ‘ผูกติด’ มากับหนังโฆษณา โฆษณาขำๆ เหล่านี้ก็พยายามผูกความขำเข้ากับสินค้าเหล่านั้นเพื่อให้ผู้บริโภคได้รู้สึกถึงความสุขแบบเดียวกันนี้ระหว่างที่กำลังบริโภคสินค้าเหล่านั้นไปด้วย
ระหว่างที่เรากินช็อกโกแล็ตเราอาจนึกภาพเจ้านายกำลังเต้นท่าตลกๆ นั้น, ระหว่างที่เราดื่มชาเขียวเราก็รู้สึกได้ถึงความขำน่ารักๆ ของเจ้าหนอนน้อย, ระหว่างเดินไปจ่ายเงินที่เซเว่นฯ เราก็อาจฮัมเพลงค่าน้ำนมขำๆ ไปพร้อมๆ กัน เพราะภาพและเสียงแห่งความฮาเหล่านั้นมันถูกผูกติดเข้าไปในความรู้สึกของเราที่มีต่อแบรนด์เหล่านั้นไปเป็นที่เรียบร้อย หลังจากที่ถูกฉายซ้ำเข้าไปในดวงตาครั้งแล้วครั้งเล่า
เราจึงไม่ได้บริโภคแค่ขนม, น้ำชา, เหล้า, เบียร์, แว่นตา, น้ำมัน, โทรศัพท์มือถือ, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, ลูกอม, ฯลฯ แต่เรายังบริโภคความฮาลงไปในกระเพาะอาหาร และติดไปกับข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ อีกด้วย
ซึ่งสิ่งเหล่านั้นนำมาซึ่งความสุข
ความสุขท่ามกลางสภาพสังคมและชีวิตอันกดดันและเต็มไปด้วยความเครียดล้อมหน้าล้อมหลัง การได้มานั่งหน้าจอหัวร่อตาหยีไปกับหนังโฆษณาแบบไทยๆ ก็นับว่าเป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ก่อนข่มตานอน เพื่อที่จะตื่นขึ้นมาผจญกับความเครียดต่างๆ นานาอีกวัน วันแล้ววันเล่า
กลยุทธ์ทางการตลาดแบบหนึ่งที่แบรนด์ใหญ่ๆ รวยๆ ชอบทำกันคือการเจียดเงินส่วนหนึ่งไปทำอะไรเพื่อสังคมบ้าง ไม่ว่าจะบริจาคข้าวของต่างๆ, ดูแลธรรมชาติของเมืองไทย, อนุรักษ์ช้างหรือปลาพะยูน, ฯลฯ เพราะนั่นเท่ากับเป็นการคืนกำไรสู่สังคม (บ้าง) และตัวแบรนด์เองก็จะได้ภาพลักษณ์น่ารักคนดีมีคุณธรรมติดตัวไปด้วย เ
ป็นการให้เพื่อที่จะได้รับ
แต่เดี๋ยวนี้ดูเหมือนทุกแบรนด์ไม่ต้องลำบากขนาดนั้น ไม่ต้องคิดโครงการคืนกำไรอะไรมากมายสู่สังคม ลำพังแค่ทำโฆษณาฮาๆ ก็ช่วยให้ผู้บริโภคทั้งหลายได้หลับสบายไปอีกหนึ่งคืน และแน่นอน เมื่อตื่นขึ้นมาก็ต้องเอาเงินมาซื้อสินค้าของเรา (ก๊าก ก๊าก ก๊าก)
เมื่อวงการโฆษณานานาชาติมองเข้ามาที่จอโทรทัศน์ของพวกเราชาวไทย พวกเขาชื่นชมกันขรมว่า “ทำไมพวกยูถึงคิดโฆษณาได้บ้าบอและฮาแตกได้ขนาดนี้” ไม่มีบ้านเมืองไหนที่โฆษณาจะบ้าและสนุกเท่าบ้านเราอีกแล้ว หากจะมีใกล้เคียงกันก็เห็นจะเป็นประเทศญี่ปุ่น (ซึ่งก็มีสภาพสังคมและการทำงานที่เครียดและกดดันมากๆ เช่นกัน)
พื้นฐานความขำที่ว่ากันว่ามีอยู่ในทุกผู้ทุกตัวตนของคนไทยอันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พวกเรามีโฆษณาฮาๆ แบบนี้อยู่ในจอทีวีจนเกือบจะล้นท่วมจอ
แต่อีกสิ่งหนึ่งที่น่าคิด เมื่อลองคิดในวิธีคิดแบบ ‘รูของผู้บริโภค’
ยิ่งหนังโฆษณาแสดงสิ่งใดในนั้นมากแค่ไหน แปลว่าโลกในชีวิตจริงยิ่งขาดแคลนสิ่งนั้นมากเท่านั้น
ยิ่งในจอขำ ก็ยิ่งแปลว่าข้างนอกยิ่งเครียด
หนึ่งปีที่ผ่านมาโฆษณาบ้านเราขำมาก นั่นแปลว่าอะไร?

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *