รายได้กับความสุข

รายได้กับความสุข
มองมุมใหม่ : รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 06 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้เริ่มนำเสนอท่านผู้อ่านในเรื่องเกี่ยวกับ ความสุข (Happiness) ไว้ ซึ่งดูเหมือนเป็นสิ่งที่พวกเรา ต่างพยายามแสวงหากัน โดยเนื้อหาส่วนใหญ่นั้นนำมาจากหนังสือชื่อ Happiness เขียนโดย Richard Layard ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่หันมาเขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องของความสุข จากสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นการเริ่มต้นพื้นฐานเกี่ยวกับความสุข สัปดาห์นี้ เรามาดูกันต่อนะครับว่า จะสร้างความสุขได้อย่างไร?
ถ้าจะถามว่าอะไรคือเหตุแห่งความสุขผมเชื่อว่า ท่านผู้อ่านจำนวนมากคงจะนึกถึงเรื่องเงินหรือพวกทรัพย์สินนอกกายต่างๆ เป็นลำดับแรก แต่อย่างที่ได้นำเสนอไว้ในบทที่แล้วนะครับ ข้อมูลและงานวิจัยต่างๆ ชี้ชัดเลยว่า การที่มีเงินหรือรายได้เพิ่มขึ้น ไม่ได้ทำให้คนมีความสุขเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ใช่ว่าเรื่องของรายได้จะไม่มีส่วนสัมพันธ์กับความสุขเสียทีเดียวนะครับ คนเราจะมีความสุขจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น ก็ต่อเมื่อมีการเปรียบเทียบกับผู้อื่น
มีงานวิจัยที่พบว่าถ้าบุคคลอื่นรอบๆ ตัวท่านมีรายได้เพิ่มขึ้นเพียงแค่ 1% จะทำให้ระดับความสุขของเราลดลงหนึ่งในสาม ในทางกลับกันถ้ารายได้ของเราเพิ่มขึ้น 1% (ในขณะที่ผู้อื่นไม่เพิ่ม) ระดับความสุขของเราจะเพิ่มขึ้น 1/3 เช่นเดียวกันครับ
มีงานวิจัยในอเมริกาและสวิตเซอร์แลนด์ ที่พบว่าความสุขของคนเราจะขึ้นอยู่กับระดับรายได้ของเรา เปรียบเทียบกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยเป้าหมายรายได้นั้นมาจากรายได้เฉลี่ยของบุคคลรอบๆ ตัวท่าน ซึ่งก็บอกได้เลยว่า ความสัมพันธ์ระหว่างรายได้กับความสุขของเรานั้นจะอยู่ในรูปของการเปรียบเทียบมากกว่าตัวเงินที่เราได้รับ เราจะยิ่งมีความสุขมากขึ้น ถ้ารายได้ของเราเพิ่มสูงกว่ากลุ่มที่เราเปรียบเทียบด้วย ในขณะเดียวกัน ถ้าผู้อื่นที่ท่านเปรียบเทียบมีรายได้สูงกว่าท่าน ความสุขของท่านก็จะลดน้อยลงครับ
พอทราบข้อมูลเหล่านี้ ก็ทำให้พบของการสร้างความสุขจากรายได้อยู่สองประการนะครับ ประการแรกคือ หยุดเปรียบเทียบกับผู้อื่น ซึ่งพูดง่ายแต่ทำยากครับ เพราะมนุษย์เราจะต้องเปรียบเทียบกับผู้อื่นจนเป็นนิสัยแล้ว ลองสังเกตดูสมัยเรียนหนังสือก็ได้ครับ เราจะได้เกรดเท่าไร ไม่ค่อยสำคัญเท่ากับเกรดของเราเปรียบเทียบกับเพื่อนคนอื่นๆ ในห้อง ถ้าเราไม่สามารถที่จะหยุดเปรียบเทียบได้
วิธีการสร้างความสุขจากรายได้ประการที่สองคือ ต้องเปรียบเทียบกับผู้ที่ต่ำกว่าเสมอครับ เพราะถ้าเปรียบเทียบกับคนกลุ่มนั้น เราจะมีรายได้ที่มากกว่า อันจะนำไปสู่ความสุข ผมเองก็สังเกตเห็นหลายๆ คน ที่จะชอบเปรียบเทียบตนเองกับผู้ที่ด้อยโอกาสกว่า ซึ่งก็จะทำให้ตนเองรู้สึกดีขึ้นและเป็นสุข
นอกจากนี้ เรายังพบอีกนะครับว่าการมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้น อาจจะทำให้ผู้ที่ยากจนมีความสุขมากกว่าผู้ที่ร่ำรวยอยู่แล้ว สังเกตได้ง่ายๆ นะครับ ถ้าท่านได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้น ห้าร้อยบาท ท่านจะมีความสุขเพิ่มขึ้นหรือไม่? สำหรับผู้ที่ไม่ค่อยมีเงิน การได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นห้าร้อยบาท ย่อมจะนำไปสู่ความสุขมากกว่าคนที่มีเงินอยู่แล้ว ผมเชื่อว่าสำหรับท่านผู้อ่านหลายๆ ท่าน เงินห้าร้อยบาท อาจจะเป็นเพียงแค่เศษเงิน ที่ไม่ได้ทำให้ตนเองรู้สึกมีความสุขเพิ่มขึ้น ประเด็นที่น่าสนใจ ก็คือเงินจำนวนเท่ากัน อยู่ที่บุคคลสองกลุ่มย่อมจะนำไปสู่ความสุขที่แตกต่างกัน ลองนึกภาพง่ายๆ นะครับว่า ถ้าสมมติว่าท่านรวยมาก การที่ท่านบริจาคเงินสองแสนบาทสำหรับผู้ที่ด้อยโอกาสกว่าท่าน ท่านจะไม่ได้มีความสุขที่ลดน้อยลง เพราะสูญเสียเงินสองแสนบาทแต่อย่างใด แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ที่ด้อยโอกาสและได้รับเงินสองแสนบาทจากท่าน จะมีความสุขเพิ่มมากขึ้นอย่างมากมาย ซึ่งถ้าคนรวยส่วนใหญ่ทำแบบนี้ ก็จะทำให้ความสุขโดยเฉลี่ยของคนทั้งประเทศดีขึ้น
พอถึงตรงนี้ก็เลยไม่แปลกใจนะครับ ที่ทำไมบรรดามหาเศรษฐีทั้งหลายในต่างประเทศ ถึงได้ให้ความสำคัญ กับการบริจาคเงินเพื่อสาธารณกุศลกันนัก ตัวอย่างที่กำลังโด่งดัง ก็คือกรณีของ Bill Gates กับ Warren Buffet สองนักธุรกิจและมหาเศรษฐีชื่อดังของอเมริกาถึงได้หันมารณรงค์เรื่องของการบริจาคเงินเพื่อสาธารณกุศลมากขึ้น (และก็ไม่ได้ทำเพื่อเอาหน้าด้วยนะครับ) เนื่องจากเงินที่พวกเขาบริจาคไป ไม่ได้ทำให้ความสุขของบุคคลเหล่านี้ลดน้อยลง แต่เขาเชื่อว่าเงินเหล่านั้น จะทำให้คนอีกมากมายมีความสุขเพิ่มมากขึ้น
ต้องบอกว่าอยากจะเห็นเศรษฐีในบ้านเราหันมาเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้กันเหมือนเขาบ้างนะครับ ซึ่งก็ทำให้นึกสงสัยต่อเหมือนกันนะครับ ว่าทำไมหลายๆ ครั้ง เราลอกเลียน หรือนำแนวคิดทางการบริหาร ของประเทศตะวันตกมาใช้ แต่เรื่องของการบริจาคเพื่อสาธารณกุศลเหมือนต่างประเทศ กลับไม่ค่อยได้เห็นเท่าไรนะครับ
มีผู้ตั้งข้อสังเกตเหมือนกันครับว่า การที่คนๆ หนึ่งจะมีความสุขมากกว่าอีกคนหนึ่งนั้น พันธุกรรมหรือยีน มีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่? มีงานวิจัยที่น่าสนใจที่ศึกษาฝาแฝดแท้ (มียีนต่างๆ เหมือนกัน) กับฝาแฝดไม่แท้ (มียีนที่ไม่เหมือนกันทั้งหมด) จะพบว่าฝาแฝดแท้จะมีระดับของความสุขในระดับที่เท่าหรือใกล้เคียงกันมากกว่าฝาแฝดไม่แท้ ซึ่งอาจจะบอกได้ว่ามาจากยีนที่เหมือนกันของฝาแฝดแท้ แต่เรื่องของพันธุกรรมก็เป็นเพียงแค่ปัจจัยหนึ่ง ที่ส่งผลกระทบต่อความสุขนะครับ ไม่ใช่ทั้งหมด
เราไม่สามารถบอกได้ว่าคนๆ นั้น เป็นคนอมทุกข์ เพราะยีนของเขาระบุไว้นะครับ การเลี้ยงดูก็มีส่วนสำคัญด้วยครับ ในสัปดาห์หน้า เราจะมาดูกันต่อนะครับว่า นอกเหนือจากเรื่องของรายได้และยีนแล้ว มีปัจจัยใดอีกบ้างที่ส่งผลกระทบต่อความสุขของเรา

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *