ราชทัณฑ์ใช้ไอทีสร้างอาชีพ เปิดโอกาสผู้ผิดพลาดกลับเข้าสังคม

ราชทัณฑ์ใช้ไอทีสร้างอาชีพ เปิดโอกาสผู้ผิดพลาดกลับเข้าสังคม

การลงโทษผู้กระทำความผิดกฎหมายบ้านเมือง “การจำคุก” ถือเป็นการลงโทษแก่ผู้กระทำความผิดรูปแบบหนึ่ง เพื่อต้องการให้ผู้กระทำความผิดได้ใช้เวลาที่อยู่ในเรือนจำ ในการสำนึกผิดและได้ทบทวนในสิ่งที่เขาเหล่านั้นได้กระทำลงไป โดยกรมราชทัณฑ์มีภาระกิจและหน้าที่ในการควบคุมผู้ต้องขัง ตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรม การบำบัดฟื้นฟู และการแก้ไขพัฒนานิสัย เพื่อคืนคนดี มีคุณค่าสู่สังคม สำหรับการฟื้นฟูและแก้พฤติกรรมของผู้ต้องขัง ได้กำหนดไว้หลายรูปแบบ เช่น ให้การศึกษา การส่งเสริมการเรียนรู้ การพัฒนาจิตใจ

กรมราชทัณฑ์ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่พระองค์ทรงมีความห่วงใย มีพระเมตตาต่อผู้ต้องขัง และมีพระกระแสรับสั่งให้กรมราชทัณฑ์ และหน่วยงานพันธมิตรพึงปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง โดยจัดโครงการต่างๆ อาทิ 1.โครงการจัดการศึกษาวิชาชีพคอมพิวเตอร์ ที่เป็นโครงการตามพระกระแสรับสั่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2540 โดยพระองค์ได้พระราชทานคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ให้กับเรือนจำ/ทัณฑสถาน เพื่อจัดการศึกษาวิชาชีพแก่ผู้ต้องขัง ที่ขณะนี้ ได้ดำเนินการไปแล้ว 26 แห่ง มีผู้ต้องขังสำเร็จการศึกษาไปแล้ว 640 คน

2.โครงการเทคโนโลยีบัณฑิตหลักสูตร “เทคโนโลยีบัณฑิตแขนงวิชาเทคโนโลยีพาณิชยกรรม” เป็นโครงการที่คณะกรรมการโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศ ตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการขยายผลจากการศึกษาวิชาชีพคอมพิวเตอร์ระยะสั้น ไปสู่การศึกษาต่อระดับปริญญาตรี เพื่อพัฒนาทักษะความรู้แก่ผู้ต้องขัง โดยได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ส่งอาจารย์เข้ามาสอนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ

ทั้งนี้ กรมราชทัณฑ์ได้รับสมัครผู้ต้องขังจากเรือนจำ/ทัณฑสถานทั่วปรเทศ เข้ามาเรียนร่วมกันในเรือนจำ/ทัณฑสถาน 3 แห่งได้แก่ เรือนจำกลางครองเปรม 15 คน ทัณฑสถานบำบัดกลาง 16 คนและทัณฑสถานหญิง 20 คน และ 3.โครงการจัดการศึกษาวิชาชีพหลักสูตรการออกแบบและผลิตสื่อสิ่งพิมพ์

นายนัทธี จิตสว่าง อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวถึงโครงการจัดการศึกษาวิชาชีพหลักสูตรการออกแบบและผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ ว่า เกิดขึ้นจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระกระแสรับสั่งกับ ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางมด) ในเรื่องการจัดการศึกษาวิชาชีพคอมพิวเตอร์แก่ผู้ต้องขังในรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งนี้ หลักสูตรออกแบบและผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ ได้จัดโครงการนำร่องที่เรือนจำกลางคลองเปรม ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่เดือน มิ.ย.- ส.ค. 2548 รวมเวลาการอบรมทั้งสิ้น 224 ชั่วโมง

อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เล่าต่อว่า ทาง ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรี ได้สนับสนุนงบประมาณดำเนินงาน 127,000 บาท จัดหลักสูตรออกแบบและผลิตสื่อสิ่งพิมพ์แก่ผู้ต้องขัง และส่งคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาดำเนินการเรียนการสอน ในหลักสูตรนี้มีผู้ต้องขังเข้าอบรมจำนวน 20 คนในโอกาสนี้ กรมราชทัณฑ์หวังว่าวิชาชีพการออกแบบและผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ จะเป็นธุรกิจที่มีการขยายตัว และเป็นที่ต้องการของตลาดทั่วไป และผู้ต้องขังที่ได้รับวุฒิบัตรออกไป จะนำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาตัวเองให้ชำนาญ สามารถนำไปประกอบอาชีพสุจริตได้ในอนาคต

นายนัทธี กล่าวอีกว่า ในปีงบประมาณ 2548 กรมราชทัณฑ์ได้ขยายผลโครงการ โดยการสนับสนุนงบประมาณเพื่อให้เรือนจำ/ทัณฑสถาน 10 แห่ง จัดซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ สำหรับใช้ในการจัดการศึกษาวิชาคอมพิวเตอร์ให้กับผู้ต้องขัง และขณะนี้ เรือนจำ/ทัณฑสถานกำลังอยู่ระหว่างการประสานงานขอเปิดสอนวิชาชีพคอมพิวเตอร์ และเมื่อดำเนินการจัดการเรียนการสอนอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว กรมราชทัณพ์จะได้กราบบังคมทูลสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการขอพระราชทานเข้าร่วมเป็นโครงการพระองค์ท่านต่อไป

ด้าน ศ.ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะรองประธานคณะกรรมการโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศ ตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กล่าวว่า โครงการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อผู้ต้องขัง ปัจจุบันมีเรือนจำ/ทัณฑสถาน 25 แห่งในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศร่วมโครงการ

รองประธานคณะกรรมการโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศฯ กล่าวถึงแนวทางดำเนินการโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ ว่า คือ การสนับสนุนคอมพิวเตอร์มือ 2 และเครื่องพิมพ์ โดยมีการจัดอบรมหลักสูตรต่างๆ อาทิ หลักสูตรคอมพิวเตอร์เบื้องต้น หลักสูตรคอมพิวเตอร์เพื่อการใช้งาน หลักสูตรการออกแบบสิ่งพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์ หลักสูตรการซ่อมบำรุงที่จัดเฉพาะเรือนจำชาย และเมื่อผู้ต้องขังผ่านการอบรมในแต่ละหลักสูตร ก็จะได้ประกาศนียบัตรรับรองในแต่ละหลักสูตร

ศ.ดร.ไพรัช กล่าวอีกว่า เรือนจำ/ทัณฑสถานหลายแห่ง ได้ประสานงานทางวิทยาลัยเทคนิค วิทยาลัยสารพัดช่าง และวิทยาลัยการอาชีพในพื้นที่ใกล้เคียง อีกทั้ง เรือนจำ/ทัณฑสถานหลายแห่ง ได้เปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องแต่มีวิชาบังคับ คือ วิชาคอมพิวเตอร์พื้นฐาน โดยผู้ต้องขังสามารถเรียนในสาขาวิชาเหล่านี้ สามารถใช้คอมพิอวเตอร์พระราชทานในการเรียนการสอนได้

รองประธานคณะกรรมการโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศฯ กล่าวเสริมว่า นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ได้สนับสนุนให้เกิดความร่วมมือระหว่างเรือนจำ/ทัณฑสถาน กับสถานศึกษา ได้แก่ มหาวิทยาลัย วิทยาลัย หรือ สถานศึกษาอื่นในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้การรับรองหลักสูตร และส่งวิทยากรมาเป็นผู้อบรม และเพื่อให้ผู้ต้องขังที่ผ่านการอบรมได้มีการพัฒนาต่อเนื่อง คณะกรรมการฯ จะได้ประสานงานกับหน่วยงานภายนอก ให้ว่าจ้างผู้ต้องขังที่ผ่านการอบรมแล้ว พิมพ์เอกสาร และฐานข้อมูลต่างๆ อีกทั้ง ยังสนับสนุนให้ผู้ต้องขังทำงานด้วยการผลิตออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์จัดจำหน่าย โดยทำให้ผู้ต้องขังมีรายได้ระหว่างที่ต้องขังอีกทางหนึ่ง

ส่วน นักโทษชาย นพ (นามสมมติ) ตัวแทนผู้ต้องขัง กล่าวว่า โครงการนี้ เปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังที่จบประถมศึกษาปีที่ 6 ไม่เคยสัมผัสคอมพิวเตอร์ ได้มีโอกาสเรียนรู้คอมพิวเตอร์ จากเวลาในการอบรมประมาณ 300 ชั่วโมง ทำให้ทักษะในการออกแบบบนคอมพิวเตอร์แข็งขึ้น เพียงแต่ว่าเวลาที่ผู้ต้องขังได้เล่นกับเครื่องมีน้อย รวมทั้ง จำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้เรียนก็ยังไม่เพียงพอ สุดท้ายคือ เมื่ออยู่ในคุกนานทำให้ขาดแรงบันดาลใจ หรือ ตัวอย่างงานดีๆ มาเป็นตัวอย่างในการเรียนการสอน อย่างไรก็ตาม เมื่ออกไปแล้วก็อยากเอาความรู้ที่ได้รับ ไปใช้ประกอบอาชีพที่สุจริตต่อไป

นักโทษชาย กบ (นามสมมติ) แสดงความเห็นว่า อยากให้สังคมและคนภายนอก เปิดโอกาสและให้การยอมรับบ้าง พวกเราทุกคนต้องการออกไปเป็นคนดี ทุกคนในนี้แม้ส่วนมากจะต้องคดียาเสพติด แต่ก็เป็นเพียงรายเล็กๆ หลายคนทำเพราะสถานการณ์ หรือ ความจำเป็นบังคับ การเรียนที่นี่นักโทษชายบางนายต้องขวนขวายหาทางมาเข้าเรียน ต้องขอย้ายแดนเพื่อมาเข้าหลักสูตร ยอมถูกลงโทษเพราะไม่ได้ทำงานของตัวเอง เพื่อเอาเวลาครึ่งวันมาเรียน แต่โชคดีที่เราได้อาจารย์ที่ดี และมีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดความรู้ให้กับพวกเรา

ทั้งหมดนี้ คือ ความเห็นและรายละเอียดของโครงการจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่มีส่วนร่วมในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อพัฒนาความรู้ และสร้างอาชีพก่ผู้ต้องขัง แม้ว่านักโทษเหล่านี้จะมีคนที่กำลังจะพ้นโทษ หรือ ยังต้องถูกจองจำไปอีกหลายปีก็ตามแต่ อย่างน้อยหากพวกเขาได้สำนึกผิด และคิดที่จะกลับตัวให้เป็นคนดี สังคมและคนรอบข้างก็ควรจะให้โอกาสบ้าง แม้อดีตของพวกเขาจะแก้ไขไม่ได้ แต่อนาคตของพวกเขาเหล่านี้ก็ยังมีสิทธิที่จะใช้ชีวิตตามปกติเช่นเดียวกับคนทุกคน…

ที่มา : http://www.thaitelecom.com/

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *