รางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ประจำปี พ.ศ.2548

รางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ประจำปี พ.ศ.2548
รางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ประจำปี พ.ศ.2548 เป็นของศาสตราจารย์ แบร์รี เจ มาร์แชลล์ และศาสตราจารย์ เจ โรบิน วาร์เรน จากผลงานการศึกษาวิจัยจนค้นพบเชื้อแบคทีเรียชื่อ “เฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร” (Helicobacter pylori) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคแผลในกระเพาะและกระเพาะอาหารอักเสบ
เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ.2548 สภาโนเบล ณ สถาบันวิจัยการแพทย์คาโรลินสกาแห่งสต็อกโฮม ประเทศสวีเดนได้ประกาศรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาและการแพทย์ประจำปี 2548 โดยมอบรางวัลดังกล่าวให้แก่ศาสตราจารย์ แบร์รี เจ มาร์แชลล์ (Barry J. Marshall) จากมหาวิทยาลัยเวสเทิร์นออสเตรเลีย และศาสตราจารย์ เจ โรบิน วาร์เรน (J. Robin Warren) พยาธิแพทย์จากประเทศออสเตรเลีย

ศาสตราจารย์ เจ โรบิน วาร์เรน วัย 68 ปี เกิดในเมืองแอดิเลด ขณะนี้อาศัยอยู่ที่เมืองเพิร์ทซึ่งเขาทำงานเป็นผู้เชี่ยวชาญวิชาพยาธิวิทยาที่โรงพยาบาลรอยัลเพิร์ท จนถึงปี 2542 เป็นผู้ค้นพบแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะโค้ง ตัวเล็ก อาศัยอยู่ที่ส่วนปลายของกระเพาะอาหาร โดยพบแบคทีเรียชนิดนี้มากถึงครึ่งหนึ่งของชิ้นเนื้อกระเพาะอาหารที่มาตรวจทางพยาธิวิทยา และสังเกตพบว่าเยื่อบุกระเพาะอาหารบริเวณรอบๆเชื้อแบคทีเรีย ปรากฎร่องรอยของการอักเสบเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง
ศาสตาจารย์ แบร์รี เจ มาร์แชลล์ วัย 54 ปี อาศัยอยู่ในเมืองคัลกูร์ลี รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย โดยทำวิจัยอยู่ที่ศูนย์วิจัยการแพทย์ควีนส์อลิซาเบธที่ 2 ในเมืองเนดแลนด์ส เมื่อครั้งที่ท่านยังเป็นเฟลโลว์ทางอายุรศาสตร์ มีความสนใจในงานของศาสตราจารย์ เจ โรบิน วาร์เรน เป็นอย่างมาก และเริ่มต้นทำการศึกษาวิจัยผลชิ้นเนื้อจากผู้ป่วยรวม 100 ราย จนในที่สุดสามารถเพาะเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวได้เป็นครั้งแรกและตั้งชื่อว่า “เฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร” จากการศึกษาต่อมาพบเชื้อนี้ในผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารอักเสบและโรคแผลในกระเพาะอาหารเกือบทุกราย จึงได้นำเสนอรายงานทางการแพทย์ว่าเชื้อ “เฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร” น่าจะเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคแผลในกระเพาะและกระเพาะอาหารอักเสบ ศาสตราจารย์มาร์เชลล์ เคยได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลในพระบรมราชูปถัมภ์สาขาสาธารณสุขซึ่งเป็นรางวัลอันทรงเกียรติอีกรางวัลของไทยเมื่อปี 2545 อีกด้วย
เชื้อแบคทีเรีย “เฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร” เข้าสู่กระเพาะได้โดยการกลืนเข้าไปหรือขย้อนเชื้อจากลำไส้มาอยู่ในกระเพาะอาหาร โดยปกติในกระเพาะอาหาร จะไม่มีเชื้อแบคทีเรีย หลังจากเชื้อเข้าสู่กระเพาะอาหารจะใช้หนวดของมันว่ายเข้าไปฝังตัวในเยื่อเมือกบุผนังกระเพาะ และปล่อยน้ำย่อย เอ็นซัยม์ และสารพิษมาทำลายและกระตุ้นให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุผนังกระเพาะอาหาร ด้วยกลไกนี้ร่วมกับกรดที่หลั่งออกมาจากเซลล์เยื่อมูกกระเพาะ จะช่วยกันทำลายผนังกระเพาะให้มีการอักเสบและเกิดเป็นแผลได้ในที่สุด
การรักษาแผลในกระเพาะโดยการใช้ยาลดการหลั่งกรดสามารถทำให้แผลหายได้ แต่ไม่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียนี้ได้ เชื้อแบคทีเรียจะฝังตัวอยู่และรอเวลาที่จะกำเริบขึ้นมาใหม่ เป็นผลทำให้โรคกระเพาะกำเริบอีก
การรักษาในปัจจุบันจึงมุ่งที่จะฆ่าเชื้อแบคทีเรียนี้ด้วย ปัจจุบันมีการค้นพบแนวทางการรักษาใหม่ โดยใช้ยา 3 ชนิด คือ ยาลดการหลั่งกรด 1 ชนิดร่วมกับยาปฏิชีวนะ 2 ชนิด ซึ่งเหตุที่ต้องให้ยาปฏิชีวนะถึง 2 ชนิดก็เพราะเชื้อตัวนี้ดื้อยาง่าย การให้ยาตัวเดียวไม่ได้ผล และเหตุที่ต้องให้ยาลดการหลั่งกรดเพิ่มเพราะยาปฏิชีวนะจะถูกทำลายโดยกรด ทำให้ประสิทธิภาพด้อยลง ซึ่งยาลดการหลั่งกรดจะทำให้กรดน้อยลง ส่งผลให้ยาปฏิชีวนะทำงานดีขึ้นและกำจัดเชื้อได้ดีขึ้น อีกประการหนึ่งคือยาลดการหลั่งกรดจะช่วยลดการปวดท้องได้ดี ในช่วงที่เชื้อยังไม่ถูกฆ่าตาย เพราะกว่าเชื้อจะถูกฆ่าต้องใช้เวลาเกิน 7 วันขึ้นไป หลังจากนั้นคนไข้จะหายเป็นปกติ และเมื่อติดตามไปหนึ่งปี พบว่าโอกาสที่เชื้อจะกลับมาเป็นซ้ำน้อยมากไม่ถึงร้อยละ 5-10
ผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารในประเทศไทยมีมากถึงร้อยละ 20-25 ของประชากร และแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนใหญ่จะอยู่ในวัยทำงาน คิดเป็นคนไข้ที่มีแผลในกระเพาะประมาณร้อยละ 10-20 โดยแผลในกระเพาะอาหารเป็นโรคที่มีภาวะแทรกซ้อนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เช่น มีเลือดออก แผลทะลุ หากรักษาไม่ทันโอกาสตายสูง เชื้อแบคทีเรียนี้มีส่วนทำให้เกิดแผลในกระเพาะประมาณร้อยละ 50-70 ที่เหลือแผลในกระเพาะอาจเกิดร่วมกับการกินยาแก้ปวดหรือยาชุด
การวินิจฉัยเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะทำได้สองอย่างวิธีแรกอาศัยการส่องกล้อง แล้วตัดผนังบุกระเพาะชิ้นเล็กๆ ไปตรวจหาเชื้อซึ่งเป็นการตรวจแอนติบอดี้ต่อเชื้อ ส่วนอีกวิธีหนึ่งเป็นการตรวจที่เรียกว่า breath test เป็นการตรวจสารที่เชื้อแบคทีเรียสร้างขึ้นในกระเพาะและตรวจพบได้ในลมหายใจของผู้ป่วย
ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *