ระเบิด พลังสมอง สร้างองค์กร 'คิดสร้างสรรค์'

ระเบิด พลังสมอง สร้างองค์กร ‘คิดสร้างสรรค์’
อยากจะเป็นองค์กรสร้างสรรค์ สร้างผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรม คิดค้นบริการที่มีมูลค่า มีพนักงานที่ครีเอทสุดๆ ไม่ใช่เรื่องยาก สร้าง “ระบบ” ทั้งองค์กร เพื่อให้เป็น “องค์กรสร้างสรรค์” ก่อน แล้วไอเดียเจ๋งๆ จะเกิด และทำได้จริง !

จะพลิกองค์กรให้สุดครีเอท กลายเป็นองค์กรสร้างสรรค์ หรือที่เรียกว่า Creative Organization Development: COD

ศรัณย์ จันทพลาบูรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท 37.5 องศาเซลเซียสและผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ แนะนำว่ามี 3 กระบวนท่า

เริ่มตั้งแต่การสอนกระบวนการคิดสร้างสรรค์ให้พนักงาน (Creative Thinking) วิธีการให้ผู้นำหรือหัวหน้ารู้จักกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์คนทำงาน (Creative Leadership) และวิธีการสร้างระบบรองรับไอเดียใหม่ๆ ขององค์กรเพื่อนำสู่การกระทำ (Creative System)

“Creative Thinking เป็นเหมือนการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์สร้างสรรค์ให้กับพนักงาน พวกเขาจะมีโอกาสฝึกฝนการคิดนอกกรอบ สามารถดัดความคิดหลุดโลกให้นำมาใช้งานได้จริง

ส่วน Creative Leadership เป็นวิธีช่วยให้หัวหน้างานมีทักษะในการกระตุ้นลูกน้องให้คิดสร้างสรรค์

เรียกว่าเป็นคนรดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย ให้ความคิดสร้างสรรค์ของลูกน้องเติบโตงอกงาม ไม่ใช่เป็น “ผู้ตัดตอน”

ขณะที่ Creative Process เป็นการวางระบบขององค์กรเพื่อนำความคิดสร้างสรรค์ไปสู่การลงมือทำจริง” ศรัณย์กล่าว

ในองค์กรสร้างสรรค์ บทบาทของหัวหน้าและลูกน้อง จึงสนับสนุนส่งเสริมศักยภาพการคิดซึ่งกันและกัน ไม่ใช่พนักงานเป็นเสมือนกบ มีหัวหน้าเป็นเหมือนกะลาครอบอยู่

ขณะที่องค์กรเองก็สร้างระบบ และบรรยากาศที่เอื้อให้เกิดการคิดสร้างสรรค์

ส่วนการจะงัดแงะให้เกิดไอเดียที่สร้างสรรค์นั้น ศรัณย์บอกว่า หลักใหญ่ๆ คือ การปรับมุมมองของคน (Mind Set) การสร้างความรู้สึก (Mood) การสร้างกระบวนการ (Mechanics) และวิธีสร้างให้องค์กรอยู่อย่างยั่งยืน (Momentum)

เช่น ถ้าให้แต่ละคนคิดไอเดียใหม่ๆ แค่เริ่มต้น ก็คงมีเสียงบ่นว่า ไม่ใช่คนครีเอท

ก็ต้องปรับมุมมอง ชี้ให้เห็นว่า.. เรื่องของความคิดสร้างสรรค์ “ไม่เกี่ยว” กับไอคิว

ส่วนการสร้างความรู้สึก (Mood) เพื่อปลุกความคิดสร้างสรรค์ที่หลับให้ตื่น ศรัณย์แนะนำให้ทำแบบเด็กช่างสงสัย

ไล่ถามไล่ไปเรื่อยๆ เช่น ถ้าเขาไม่กล้าทำอะไรใหม่ๆ ก็ให้ถาม กลัวอะไร กลัวทำผิด ผิดแล้วไง ประเมินไม่ดี ประเมินไม่ดีแล้วไง เจ้านายไล่ออก เจ้านายจะไล่ออกน่ะจริงมั้ย

“ทีนี้ถ้าไม่จริง ก็จะทำให้คนหายกลัว เมื่อหายกลัวก็กล้าคิด”

เมื่อความคิดเริ่มทะลุผลิดอกแตกยอดออกมา ศรัณย์อธิบายว่า ช่วงนี้อาจจะได้ความคิดที่ทั้งบรรเจิดและหลุดโลก ใช้ได้บ้าง ใช้ไม่ได้บ้าง ซึ่งเรียกว่า การคิดด้น (Divergent Thinking) ก็ต้องนำมาผ่านระบบกรอง ด้วยการคิดควบหรือ Convergent Thinking อีกที

ขั้นตอนนี้เรียกว่า Mechanics

“Divergent Thinking คือ การคิดอย่างอิสระ เน้นปริมาณมากๆ ไม่สนใจว่าผิดหรือถูก มุ่งหาความคิดหลุดโลก และเราจะพบว่าไอเดียหลังๆ จะแปลกกว่าไอเดียแรกๆ ”

ดังนั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านความคิดสร้างสรรค์รายนี้ให้เคล็ดว่า ถ้าอยากได้ความคิดใหม่ๆ ต้องคิดออกมาให้มากๆ ปล่อยความคิดแรกๆ ให้ออกมาก่อน เพื่อให้ได้ “ความคิดใหม่” ในตอนหลัง

ส่วนใครที่ยังคง “ตัน” อาจจะเริ่ม “ทะลวง” กรอบด้วยการตั้งคำถามกับตัวเอง ทำแบบนี้ได้ไหม ปฏิเสธสิ่งที่รู้อยู่ก่อน คิดให้หลุดโลกไปเลย แล้วค่อยหาวิธีดึงกลับมาให้อยู่ในกรอบขององค์กร

“ในขั้นของ Convergent Thinking จะเป็นการคิดให้รอบคอบ มีเหตุผล คิดให้ตรงกับวัตถุประสงค์ คิดแบบปรับปรุง แต่ยังคงความแปลกใหม่ เพื่อเลือกไอเดียที่ดีที่สุด” ศรัณย์เพิ่มเติม

เมื่อได้ความคิดสร้างสรรค์แล้ว ก็ต้องสร้าง Momentum หรือความต่อเนื่องในการคิดสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นในองค์กร ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับหัวหน้า ผู้บริหาร ที่ต้องมีลักษณะของ Creative Leadership

สไตล์ผู้บริหารแบบ Creative Leadership อาจมีแปลกแหวกแนวบ้าง เช่น รับคนทำงานที่คิดไม่เหมือนเรา เพื่อให้ได้มุมที่ต่าง หรือใช้การสัมภาษณ์พนักงานเพื่อหาความคิดใหม่ๆ “แค่ถามว่า คุณจะทำอะไรใหม่ๆ ให้เรา”

Creative leadership ยังต้องมีลักษณะ อยากรู้อยากเห็น ยื้อ อึด เพราะบางครั้งอาจจะยังไม่ได้ไอเดียที่ต้องการ และยังต้องถ่อมตัว ให้ฟีดแบ็คลูกน้องที่สร้างสรรค์

“สิ่งที่ทำให้เกิดโมเมนตัม คือ การให้ฟีดแบ็คสร้างสรรค์ เพราะฉะนั้นกรณีที่ลูกน้องเสนอไอเดียมา ต้องชื่นชม คุณคิดได้ไง ไอเดียดีแล้ว เราจะนำไปทำหรือให้ไปคิดต่อ” ศรัณย์แนะนำ

ในส่วนขององค์กร ซึ่งจะต้องสร้างระบบเพื่อรองรับไอเดียใหม่ๆ หรือสร้าง Creative System นั้น แน่นอนว่า จะต้องมีทั้งบรรยากาศ และระบบการบริหาร

ศรัณย์บอกว่า องค์กรที่สร้างสรรค์ ควรมี job description ให้พนักงาน ต้องมีไอเดียใหม่ๆ มาเสนอ

แม้จะทำให้เกิด “ตลาดมืด” ซื้อขายแลกเปลี่ยนไอเดียในหมู่พนักงาน แต่ถ้าพนักงานคุยกันเรื่องความคิดสร้างสรรค์ คุยกันไป คุยกันมา ก็จะได้ความคิดใหม่ๆ ถือเป็นบรรยากาศที่ดี

การสร้างระบบนี้ เขาแนะนำว่า ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย อาจจะส่งตัวแทนเพื่อเป็นคณะกรรมการสร้างสรรค์ และเป็นคณะทำงานที่จะผลักดันให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ข้ามฝ่ายข้ามแผนกขึ้น

หรืออาจจะเริ่มต้นโดยนำร่องในบางแผนก บริษัทจัดหาคนที่จะเป็นโค้ชให้ ถือเป็นแคมเปญที่สร้างสีสัน ความตื่นตัว ให้ทุกคนในองค์กรได้มีเวทีแสดงความคิดแปลกใหม่ของตัวเอง

นอกจากระบบแล้ว บรรยากาศก็ต้องใช่ เช่น การเปลี่ยนบทบาท ฝ่ายมาเนจเมนท์มาให้บริการฝ่ายพนักงานบ้าง ความเสมอภาคนี้จะทำให้พนักงานกล้าคิด

หรืออาจจะจัดให้มีวาระว่าด้วยเรื่องความผิดพลาด ให้มาคุยกัน ใครทำอะไรพลาดไป จะได้แก้ไข

ศรัณย์ยังแนะนำว่า ควรให้รีวอร์ดกับทุกไอเดีย แต่ต้องไม่ใช่ตัวเงิน โดยจากการสำรวจ พนักงานส่วนใหญ่ต้องการให้ตนเองเป็นที่รับรู้ของคนอื่นๆ และต้องการได้รับความชื่นชมจากคนอื่น

“เงินไม่ควรใช้เป็นรีวอร์ดสำหรับการคิดสร้างสรรค์ เพราะถ้าคนอยากได้เงินมาก ก็จะเพลย์เซฟ ทำให้ความคิดสร้างสรรค์หด และเงินยังทำให้เกิดความปั่นป่วน เพราะแต่ละคนย่อมต้องมองว่าไอเดียของตนเองดี”

“รีวอร์ด” ที่สร้างสรรค์อาจจะเป็นรูปแบบการจัดพาเหรด เพื่อประกาศว่า พนักงานคนนั้นๆ คือผู้คิดค้นไอเดีย มีบริการเมดไปทำความสะอาดบ้านให้พนักงาน ให้ที่จอดรถพิเศษ

“หรือถ้าใครมีไอเดีย ก็จะมีหวอ ดังขึ้น ตรงนั้นที ตรงนี้ที เท่ดีไม่หยอก”

COD อาจจะยังใหม่สำหรับคนไทย แต่ศรัณย์เชื่อว่า น่าจะเหมาะสำหรับวัฒนธรรมตะวันออกอย่างประเทศของเราที่มีระบบอาวุโส ความเกรงใจ ไม่กล้าแสดงออก หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง เพราะ COD จะทำให้การแสดงความคิดใหม่ๆ เป็นเรื่องสนุก ได้รับการยอมรับจากองค์กร

ที่สำคัญไอเดียสร้างสรรค์ต่างๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นไอเดียใหม่ๆ หรือได้เงินล้าน แต่พอเกิดไอเดียที่ดีจริง ผู้บริหารก็นั่งตีขิมได้ หรืออย่างน้อย คงดีกว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากเดิมเลย

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *