ระบุ ‘ครอบครัวอบอุ่น’ สร้างเสริม ไอคิว อีคิว เด็กได้

ระบุ “ครอบครัวอบอุ่น” สร้างเสริม ไอคิว อีคิว เด็กได้
• ครอบครัว
หลังพบ เด็กออทิสติก มีพัฒนาการดีขึ้น

กรมสุขภาพจิต ห่วงไอคิว-อีคิวเด็กไทย หลังสำรวจพบดัชนีครอบครัวอบอุ่นลดลง ระบุสัมพันธภาพที่ดีของครอบครัวช่วยสร้างเสริมพัฒนาการเด็กได้ พร้อมเดินหน้าร่วมกับจังหวัดอุทัยธานี นำร่องพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ต้นแบบ เพื่อเสริมสร้างไอคิว-อีคิว ของเด็กและครอบครัวโดยประชาชนมีส่วนร่วมเป็นแห่งแรกของประเทศไทย

ข้อมูลจากการทำวิจัยเชิงสำรวจของกรมสุขภาพจิตปี 2550 พบว่า เชาวน์ปัญญา (IQ) และความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ของเด็กวัยเรียนที่อายุระหว่าง 6-11 ปี อยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่กลับพบค่าคะแนนในส่วนของความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) มีแนวโน้มลดลง เมื่อเปรียบเทียบระหว่างปี 2545 กับปี 2550 โดยปี 2545 ค่าคะแนนจะอยู่ระหว่าง 148-225 แต่ในปี 2550 กลับลดลงอยู่ระหว่าง 129-218 ซึ่งข้อมูลระบุว่า EQ มีความสัมพันธ์กับระดับ IQ โดยเฉพาะในด้านความกระตือรือร้น ความสนใจใฝ่รู้ กล้าพูด กล้าแสดงออกและความพึงพอใจในตนเอง ส่วนทางด้านดัชนีความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันในสังคมไทย จากการสำรวจของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงโดยรวมดีขึ้น จาก 61.59 ในปี 2544 เป็น 64.04 ในปี 2549 แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ดัชนีครอบครัวอบอุ่นกลับปรับลดลงจาก 67.87 ในปี 2544 มาอยู่ที่ 59.99 ในปี 2548 และเหลือ 58.75 ในปี 2549 ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่า “แนวโน้มความสัมพันธ์ในครอบครัวอ่อนแอลงอย่างต่อเนื่อง”

IQ, EQ เด็กไทยจะสร้างเสริมและพัฒนาได้ ปัจจัยสำคัญมาจากสัมพันธภาพที่ดีของครอบครัว!!

น.พ. ม.ล.สมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า เพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหา กรมสุขภาพจิตได้เริ่มโครงการพัฒนาสติปัญญาเด็กไทยมาตั้งแต่ปี 2548 และในปี 2551 นี้ ได้ร่วมกับ อปท.ในพื้นที่ 15 จังหวัดนำร่อง พัฒนารูปแบบพื้นที่เรียนรู้ของครอบครัวเพื่อการพัฒนา IQ, EQ ให้กับลูกหลานในชุมชน ซึ่งข้อมูลจากการสำรวจของกรมสุขภาพจิตที่ผ่านมา พบว่า ยังมีพ่อแม่ ผู้ปกครองหลายครอบครัวประสบปัญหาขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องการพัฒนา IQ, EQ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชนบทห่างไกลและในครอบครัวที่บุตรหลานมีปัญหาด้านพัฒนาการและออทิสติก การที่กรมสุขภาพจิตได้ลงนามความร่วมมือกับจังหวัดอุทัยธานี ในการให้บริการเด็กที่มีปัญหาพัฒนาการและออทิสติก โดยประชาชนมีส่วนร่วมและได้จัดทำโครงการเพื่อเสริมสร้างสติปัญญาและความฉลาดทางอารมณ์ (IQ และ EQ) และสนับสนุนหน่วยบริการด้านพัฒนาการเด็กในพื้นที่ขึ้น เนื่องจากมีเป้าหมายในการพัฒนาจังหวัดอุทัยธานีให้เป็นต้นแบบการดำเนินงานที่สมบูรณ์และเต็มรูปแบบ ซึ่งมีเครือข่ายพันธมิตรเข้าร่วมโครงการนี้กว่า 300 คน

“ทั้งนี้จังหวัดอุทัยธานี นับว่าเป็นจังหวัดนำร่องแห่งแรกของประเทศไทยที่ได้พัฒนาศูนย์การเรียนรู้ต้นแบบ เพื่อเสริมสร้าง IQ, EQ อย่างเป็นรูปธรรม โดยแกนนำชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมครอบครัวสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อการเรียนรู้ร่วมกันของพ่อแม่ลูกด้านการสื่อสาร โดยเฉพาะการสื่อสารความรู้สึกถึงกันและกัน การใช้อุปกรณ์หรือกิจกรรมที่ช่วยในการพัฒนา IQ, EQ เด็ก การเสริมสร้างพฤติกรรมทางบวกให้กับลูก ซึ่งผลการดำเนินงานพบว่า พ่อแม่ที่ร่วมกิจกรรมมีความสุข เพิ่มสัมพันธภาพในครอบครัว พ่อแม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ให้เวลากับครอบครัวเพิ่มขึ้นมีการพูดคุยกับลูกบ่อยขึ้น ในส่วนของเด็กพบว่าเด็กมีความมั่นคงทางอารมณ์และจิตใจมากขึ้น ไม่ต่อต้านและให้ความร่วมมือกับพ่อแม่มากขึ้น ครอบครัวถือเป็นพื้นฐานของสังคมที่จะดูแลเด็กได้ดีที่สุด การเลี้ยงดูจากพ่อแม่และความอบอุ่นของครอบครัวจะมีผลอย่างมากต่อการพัฒนา IQ และ EQ ในเด็ก” อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าว

ทางด้าน นายอุดม พัวสกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี กล่าวถึงปัญหาเด็กออทิสติกว่า ในฐานะพ่อเมืองผู้มีหน้าที่ในการดูแลทุกข์-สุขของคนอุทัยฯ มีความหวังอยู่เสมอว่าจะทำอย่างไรให้คนอุทัยฯ 326,975 คนตื่นเช้ามาแล้วมีความสุขปราศจากเด็กออทิสติก เพราะตนเองมองเห็นปัญหาว่าครอบครัวไหนที่มีลูกหลานเป็นเด็กออทิสติกถือว่าเป็นความเจ็บปวดของครอบครัวนั้น ทั้งพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย หรือแม้แต่ครูอาจารย์ และถ้ายิ่งมองในหลายมิติ ปัญหาเด็กออทิสติกยังกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมของประเทศด้วย

“ทำอย่างไร? ที่จะทำให้พ่อแม่หรือครอบครัวสามารถดูแลพัฒนาเด็กออทิสติกได้อย่างมีความสุข เราได้กรมสุขภาพจิตเป็นคำตอบและมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นตัวช่วย โดยการประสานความร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นแกนนำชุมชน วัด บ้าน โรงเรียนหรือ อบจ.ฯลฯ ร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ขึ้นในพื้นที่ โดยรูปแบบของการเรียนรู้ที่ศูนย์จะมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน แกนนำชุมชนมีหน้าที่อำนวยความสะดวกประสานเครือข่ายพันธมิตรในพื้นที่ กรมสุขภาพจิตสนับสนุนด้านวิชาการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการให้ความรู้โดยประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับภูมิปัญญาท้องถิ่นและพื้นที่ มีการใช้สื่อผสมพื้นบ้าน ซึ่งเป็นจุดเด่นของแต่ละท้องถิ่นมาเป็นปัจจัยในการสร้างเสริมและพัฒนา IQ, EQ อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากจะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แล้ว ยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือขึ้นในพื้นที่ ซึ่งนำไปสู่การสร้างกระแสและขยายผลสู่สาธารณะที่ส่งผลต่อการพัฒนาสติปัญญาเด็กไทยอย่างต่อเนื่อง” นายอุดม กล่าว

นายอุดม กล่าวด้วยว่า การเริ่มต้นในวันนี้หลังจากที่ จ.อุทัยธานี ได้ลงนามความร่วมมือกับกรมสุขภาพจิตในการให้บริการเด็กที่มีปัญหาพัฒนาการและออทิสติกโดยประชาชนมีส่วนร่วม นับเป็นเรื่องที่ดีและมีประโยชน์มากในการแก้ไขปัญหาในวงกว้าง จ.อุทัยธานี เป็นจังหวัดที่มีความพร้อมทั้งทางด้านบุคลากรและพื้นที่ รวมถึงยังพร้อมเป็นจังหวัดต้นแบบในการพัฒนาเด็กออทิสติกอย่างสมบูรณ์และเต็มรูปแบบต่อไป

น.พ.ดุสิต ลิขนะพิชิตกุล ผอ.โรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมป์ กล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัญหาเด็กออทิสติก ว่า ออทิสติกหรือออทิซึม จัดอยู่ในกลุ่มความบกพร่องของพัฒนาการแบบรอบด้าน เด็กออทิสติกจะมีปัญหาความล่าช้าหรือความผิดปกติของพัฒนาการด้านปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ภาษาที่ใช้สื่อสารและการเล่นตามจินตนาการก่อนอายุ 3 ปี จากข้อมูลการสำรวจของกรมสุขภาพจิตเมื่อปี 2547 พบประเทศไทยมีปัญหาเด็กออทิสติกในประชากร 1 ต่อ 1,000 คน และพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง 4 เท่า โดยยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรค แต่มีหลักฐานสนับสนุนว่าเกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของสมองมากกว่าผลจากสิ่งแวดล้อมและยืนยันได้ว่ารูปแบบของการเลี้ยงดูไม่ใช่สาเหตุของปัญหา การดูแลรักษาเด็กออทิสติกไม่มีวิธีการใดที่ดีที่สุดเพียงวิธีการเดียวและไม่มีรูปแบบไหนที่เป็นสูตรสำเร็จเพียงรูปแบบเดียวที่ต้องใช้กับเด็กที่มีปัญหาออทิสติก แต่ต้องเป็น “การดูแลรักษาแบบบูรณาการ” ทุกฝ่ายต้องมีส่วนร่วม

“การให้บริการเด็กที่มีปัญหาพัฒนาการและออทิสติกโดยประชาชนมีส่วนร่วมตามแนวทางของกรมสุขภาพจิต คือ เราต้องมีการพูดคุยกับประชาชน เพราะประชาชนคือผู้ใช้บริการและเป็นเจ้าของปัญหา เขาย่อมทราบดีว่าต้องการอะไรและอยากให้เราช่วยอะไร เมื่อเรารู้ถึงความต้องการก็สามารถให้บริการและแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด เราจึงต้องฟังเสียงประชาชนให้มากขึ้น เพราะประชาชนคือผู้ที่ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ในการแก้ไขปัญหา ในเบื้องต้นเราจะมีทีมเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ทำหน้าที่ให้ความรู้กับพ่อแม่ ผู้ปกครองในการตรวจคัดกรองเด็กที่มีความเสี่ยง ให้เขาเข้าใจว่าเสี่ยงก็คือเสี่ยง ป่วยก็คือป่วย เมื่อเขาเข้าใจปัญหาได้ดีและมีความรู้จากที่เราแนะนำเขาก็จะสามารถพัฒนาเด็กออทิสติกได้อย่างมีประสิทธิภาพ” น.พ.ดุสิต กล่าว

นายประสิทธิ์ บุญประสาน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยแห้ง อ.หนองขาหย่าง จ.อุทัยธานี เปิดใจว่า การที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้เข้าร่วม เนื่องจากเห็นประโยชน์ของโครงการนี้ การสร้างเสริมและการพัฒนา IQ, EQ ที่ดีที่สุดอยู่ที่การสื่อสารกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างพ่อแม่ลูก

“กิจกรรมครอบครัวสัมพันธ์ที่ศูนย์เรียนรู้จึงมุ่งเน้นให้พ่อแม่ลูก ได้อยู่ใกล้ชิดกันทำงานร่วมกัน ได้พูดคุยกันมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีงานฝึกอาชีพ โดยการใช้สื่อผสมพื้นบ้าน ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้ามาร่วมขบวนการเรียนรู้เพื่อการพัฒนา เช่น การทอผ้าด้วยมือ โดยจะให้ลูกๆ หลานๆ ที่มีอายุตั้งแต่ 8 ขวบขึ้นไปได้เข้าร่วมทำกิจกรรมนี้ด้วย โดยในทุกขบวนการผลิตตั้งแต่การแกะฝ้าย ปั่นด้าย ทอผ้า ล้วนทำด้วยมือของเด็กๆ ในชุมชน ที่เข้ามาเรียนรู้ร่วมกับพ่อแม่ผู้ปกครอง คนแก่คนเฒ่าได้ถ่ายทอดความรู้ให้เด็กๆ ในชุมชนนอกจากจะเป็นการสืบสานศิลปวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นแล้ว ยังทำให้เกิดความใกล้ชิดระหว่างคนในครอบครัว สายใยความรักในครอบครัวจะเป็นเกราะป้องกันลูกไม่ให้เดินทางผิด และยังช่วยเสริมสร้าง IQ, EQ แก่ตัวพ่อแม่และลูกๆ ได้เป็นอย่างดีด้วย”

ด้าน พ่อปิยะ รัตนสกุล สมาชิกในศูนย์พัฒนาการเรียนรู้ห้วยแห้ง เล่าว่า ประสบการณ์และความรู้ที่ได้รับจากการเข้าร่วมสัมมนาเรื่องการพัฒนา IQ, EQ เด็กทำให้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมายและเป็นหลักการเรียนรู้ที่ไม่ตายตัว เราเรียนรู้จากธรรมชาติ เรียนรู้จากศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านต่างๆ เช่น การเอาศิลปะชกมวยไทยมาฝึกสอนให้กับลูกๆ หลานๆ หรือการรำกลองยาว หรือจากการรวมกลุ่มของพวกเรา บางครั้งจะนั่งพูดคุยกันอยู่ใต้ต้นไม้ ศาลากลางบ้าน หรือที่โรงเรียน ทุกๆ ที่สามารถเป็นศูนย์การเรียนรู้ได้ ซึ่งผลจากการเรียนรู้ของพ่อปิยะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในครอบครัว จากการไม่เคยได้กินข้าวเย็นด้วยกันก็เริ่มกินข้าวเย็นด้วยกัน ช่วงกินข้าวได้พูดคุยกันมากขึ้น ได้เข้าใจกันมากขึ้น จากปัญหาทะเลาะระหองระแหงกันเดี๋ยวนี้แทบจะไม่มี ลูกๆ ก็ไว้ใจและเปิดใจคุยกับเราในหลายๆ เรื่องมากขึ้น ยอมรับเราให้เป็นที่ปรึกษา ปัญหาเกเร ก้าวร้าวก็ลดน้อยลง เข้าใจแล้วครับว่าการที่ไม่อยากให้ลูกเป็นคนเกเรก้าวร้าว อันดับแรกเลยต้องเริ่มต้นที่พ่อแม่ที่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีและเรียนรู้ที่จะถ่ายทอดความรู้สึกดีๆ ให้กับลูก เพื่อปลูกฝังให้ลูกเป็นคนดีของสังคม ส่วนตัวผมอยากให้ทุกครอบครัวมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันช่วยกันสอดส่องปัญหาไม่ให้กลับมาซ้ำเดิมอีก

น้องเต้ย-วรวุธ คำอัฐ หนึ่งในกลุ่มเด็กที่ได้เข้าร่วมโครงการฯ เปิดใจว่า ได้เข้าร่วมโครงการฯ มากว่า 1 ปีแล้วเพื่อนๆ ที่มาที่ศูนย์แห่งนี้หลายคนเคยเป็นเด็กเกเร พูดยาก ไม่ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน หนีเรียนบ้าง แต่พอเข้ามาที่ศูนย์ฯ หลายคนดีขึ้นไม่ก้าวร้าว ไม่เกเร ส่วนตัวเองเดี๋ยวนี้เรียนดีกว่าแต่ก่อนมากผลการเรียนดีขึ้นครับ กิจกรรมที่ศูนย์ช่วยได้ครับ เช่นการสอนทอผ้า สอนสานเครื่องจักสาน ทำให้เราได้มีความรู้กลับไปช่วยงานที่บ้าน พ่อแม่ก็ภูมิใจและชมเราทำให้เราอยากอยู่บ้านและรู้สึกรักครอบครัวมากขึ้น ส่วนพ่อแม่หลังจากเข้าร่วมโครงการฯ แล้วก็ไม่ค่อยทะเลาะกันเหมือนเมื่อก่อน โดยเต้ยบอกว่าเด็กจะเรียนเก่งได้ ครอบครัวควรช่วยส่งเสริมให้เด็กรักการอ่านหนังสือด้วย…

ศูนย์การเรียนรู้เพื่อสร้างเสริม IQ, EQ ของเด็กและครอบครัวถือเป็นการบูรณาการความร่วมมือเชิงบริหารจัดการของทุกภาคส่วน เด็กและผู้ปกครองคือกลุ่มเป้าหมายสำคัญ ส่วนความสำเร็จและความยั่งยืนของศูนย์ฯ อยู่ที่การมีส่วนร่วมของชุมชน หากไม่มีการสานต่อ อาจก้าวไปไม่ถึงจุดหมาย เด็กและครอบครัวอาจกลับมาพบกับปัญหาเดิมๆ ได้อีก

ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *