ยุทธศาสตร์ซัพพลายเชน

ยุทธศาสตร์ซัพพลายเชน
Source: iTransport

การสร้างความสามารถในการแข่งขันในระดับซัพพลายเชน ที่สำคัญคือความเป็นผู้นำในเรื่องของต้นทุน และความสามารถในการสร้างความแตกต่างเหนือคู่แข่งในด้านคุณภาพ ความยืดหยุ่น และความรวดเร็ว คุณภาพอาจหมายถึงคุณสมบัติอันโดดเด่นของสินค้า (Performance quality)

หรือหมายถึงความสามารถในการผลิตได้ตรงกับที่กำหนดไว้หรือการผลิตที่ปราศจากข้อบกพร่อง
หรือของเสีย (Conformance quality) ส่วนความยืดหยุ่นหมายถึงความสามารถในการปรับเปลี่ยนรูปแบบ
สินค้า หรือการนำเสนอสินค้าใหม่ๆ ได้รวดเร็ว (Design flexibility) หรืออาจหมายถึงความสามารถในการ
ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ไม่สม่ำเสมอได้ทันการณ์ (Volume flexibility) ส่วนความรวดเร็วหมาย
ถึงความเร็วและความแน่นอนหรือทันเวลาในการขนส่ง (Speed & reliability) ความได้เปรียบในเชิงการแข่ง
ขันจึงมักวัดกันที่ต้นทุน คุณภาพ ความยืดหยุ่น และความรวดเร็วในการส่งมอบสินค้า (Stock, Greis, and
Karsarda (1999)) คุณภาพของระบบโลจิสติกส์ที่กล่าวมานั้น คงยากที่จะทำได้ทั้งหมด ยิ่งจะให้เร็วและถูก
ด้วยแล้ว ดูจะขัดแย้งกันอยู่พอควร การเลือกที่จะบริหารหรือกำหนดยุทธศาสตร์ที่เหมาะสม จึงเป็นเรื่อง
สำคัญที่จะทำให้องค์กรและซัพพลายเชนสามารถบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดย
เฉพาะอย่างยิ่งการเลือกใช้ยุทธศาสตร์แบบ Lean ที่เน้นเรื่องประสิทธิภาพลดของเสียในระบบ และ
ยุทธศาสตร์แบบ Agile หรือ Quick Response ที่เน้นเรื่องความรวดเร็วในการตอบสนองความต้องการของ
ตลาดเป็นหลัก

ยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ที่กล่าวถึงกันบ่อยครั้งในบ้านเราคือ Lean Manufacturing ซึ่งมีบริษัทโต
โยต้าเป็นผู้นำที่สำคัญ จากการบริหารงานแบบ Just-in-time ทำให้สามารถส่งมอบชิ้นส่วนรถเข้าสู่ระบบการ
ผลิตได้เป็นรายชิ้น โดยไม่ต้องมีการเก็บชิ้นส่วนรถไว้ในโรงงานผลิต (ซึ่งผู้ผลิตชิ้นส่วนรถหรือบรรดา
suppliers ต้องไม่รับภาระในการสต๊อกสินค้าไว้แทนด้วย จึงจะทำให้ต้นทุนการสต๊อกสินค้าโดยรวมของ
ซัพพลายเชนลดน้อยลง) การบริหารแบบ Just-in-time ต้องอาศัยการวางแผนและความร่วมมือในการบริ
หารโลจิสติกส์ขาเข้าโรงงานให้ได้ตามแผนการผลิตแบบทันเวลาพอดี โดยมีอุปสรรคสำคัญคือต้นทุนการขน
ส่งที่เพิ่มขึ้น เพราะต้องทยอยส่งทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง แต่ด้วยผลสัมฤทธิ์ของ Just-in-time ที่สามารถสนอง
ตอบความต้องการของลูกค้าได้หลากหลายมากขึ้น และลดต้นทุนในส่วนของคลังและสินค้าคงคลังได้ทั้ง
ระบบ ทำให้ทุกฝ่ายต้องปรับปรุงระบบให้สามารถอยู่รอดอย่างมีกำไรได้ในยุทธศาสตร์แบบนี้ ไม่ว่าจะเป็น
ระบบการผลิตที่สามารถผลิตได้ครั้งละน้อยลงโดยต้นทุนไม่สูงขึ้นมาก และการประสานระบบการขนส่งเข้า
กับองค์กรอื่นในซัพพลายเชน เพื่อให้การส่งมอบสินค้ามีต้นทุนไม่สูงขึ้น
Just-in-time ถูกนำมาใช้กับอุตสาหกรรมต่างๆ อีกมาก เช่น การส่งมอบสินค้าให้กับห้างค้าปลีกในปริมาณที่
เท่ากับความต้องการของลูกค้าเท่านั้น และต้องเติมเต็มสินค้าแบบต่อเนื่องด้วย ลักษณะการผลิตและการส่ง
มอบเท่าที่ต้องการอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ตรงกับกลยุทธ์ Lean Continuous Replenishment Strategy กลยุทธ์
นี้ใช้ในกรณีที่ความต้องการของตลาดค่อนข้างแน่นอนหรือประมาณการได้ดี และสามารถส่งมอบสินค้าหรือ
เติมเต็มสินค้าได้ในระยะเวลาสั้นๆ จุดเด่นของกลยุทธ์นี้คือต้นทุนของคลังและสินค้าคงคลังโดยรวมของ
ซัพพลายเชนควรต้องลดลง เพราะไม่มีการผลิตหรือส่งมอบสินค้าเกินความต้องการ แต่ความท้าทายคือ
ความสามารถในการส่งมอบสินค้าแบบทันเวลาพอดี ไม่เร็วหรือช้ากว่าเวลาที่กำหนดของระบบการผลิตหรือ
ความต้องการของลูกค้า (Zero Stock) เพราะจะสร้างความเสียหายให้กับแผนการผลิตหรือทำให้เสียโอกาส
ในการขายสินค้าให้กับลูกค้าได้

ส่วนกลยุทธ์แบบ Lean Supply Management (หรือ Lean Plan and execute) หมายถึง ระบบ
การผลิตแบบไร้ไขมัน เป็นกลยุทธ์ที่ให้ความสำคัญกับการกำจัดของเสียทุกอย่างออกจากระบบปฏิบัติการ
ให้ได้มากที่สุด รวมทั้งเวลาที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ด้วย เป้าหมายของกลยุทธ์นี้คือการเป็นผู้นำในด้านต้น
ทุนนั่นเอง จะดำเนินการอย่างไรให้ต้นทุนโดยรวมต่ำที่สุด หาประโยชน์จากการผลิตแบบ Economy of
Scale หรือผลิตครั้งละมากๆ ได้ เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีปริมาณความต้องการค่อนข้างคงที่ สามารถวางแผน
การผลิตล่วงหน้าได้ และไม่จำเป็นต้องมีความหลากหลายของสินค้ามากนัก

อีกกลยุทธ์หนึ่งคือ Agile Supply Chain (หรือ Agile quick response) เป็นยุทธศาสตร์ที่ต้อง
การพัฒนาระบบการผลิตและส่งมอบ ให้มีความรวดเร็วสามารถนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดทันตามความต้อง
การของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว หรือไม่สามารถคาดการณ์ความต้องการของลูกค้าได้ล่วงหน้า
สิ่งสำคัญในการใช้กลยุทธ์นี้มี 2 ประการ คือ 1) ต้องเชื่อมต่อระบบสารสนเทศให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล
ระหว่างผู้ซื้อและกลุ่มบริษัทในซัพพลายเชน เช่น ข้อมูลล่าสุดที่ได้จากการขายสินค้า (up-to-date point-
of-sale data) ทำให้ทุกฝ่ายรับทราบความต้องการของตลาดลดความจำเป็นในการสต๊อกสินค้า และรับ
ทราบความเป็นไปของระบบการผลิตร่วมกันในฐานะผู้ผลิตร่วมในซัพพลายเชน และช่วยกันผลิตและส่งมอบ
สินค้าตาม trend ที่ลูกค้าต้องการอย่างรวดเร็วและ 2) ต้องปรับปรุงระบบการผลิตให้มีความยืดหยุ่น สามารถ
ผลิตสินค้าได้หลากหลายมากขึ้นในปริมาณการผลิตครั้งละน้อยๆ ได้ โดยต้นทุนไม่สูงขึ้นมากนัก ข้อน่า
สังเกตคือแม้ว่ากลยุทธ์นี้จะให้ความสำคัญกับความต้องการของตลาดมาก แต่ก็เป็นกลยุทธ์ที่เน้นไปในเรื่อง
การปรับปรุงกระบวนการผลิตของกลุ่ม suppliers เมื่อรับทราบความต้องการของลูกค้าแล้ว ในวงการแฟชั่น
มียุทธศาสตร์ที่เรียกว่า Fast fashion ที่ต้องการพัฒนาความสามารถในการรับทราบความต้องการของลูกค้า
ได้ล่วงหน้า โดยให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกระบวนการในการค้นหาแนวโน้มรูปแบบแฟชั่นใหม่ๆ ที่จะ
เป็นที่นิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดทุกวันในวงการตลาดแฟชั่น ภาพลักษณ์ของ
แฟชั่น และผู้ผลิตผลงานแฟชั่น เนื่องจากอุตสาหกรรมที่เป็นไปตามแฟชั่นจะคาดการณ์ได้ยากลำบาก และ
เมื่อ trend เกิดขึ้นแล้ว ความต้องการก็จะมีมากในระยะแรกๆ เท่านั้น และความต้องการใน trend นั้นก็จะ
หมดไปอย่างรวดเร็ว เรียกว่าเป็นสินค้าประเภทซื้อตามความรู้สึก (high impulse purchase) เป็นส่วนใหญ่
(Fernie and sparks, 1998) ทั้งกลยุทธ์ Agile และ Fast Fashion เป็นกลยุทธ์ที่เน้นความได้เปรียบในเรื่อง
ความรวดเร็วมากกว่าความเป็นผู้นำในด้านต้นทุนการผลิต

เป็นการเลือกใช้กลยุทธ์ Lean สำหรับการผลิตในส่วนที่เป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำ ซึ่งผลิตเป็นวัสดุอุปกรณ์
สำหรับรอการประกอบ/ผลิตเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปต่างๆ ได้ทั่วไป ในขั้นนี้สามารถใช้หลัก Economy of
scale ในการผลิต lot ใหญ่ได้เพื่อให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยต่ำสุด และยังไม่ประกอบ/ผลิตจนกว่าจะทราบ
ว่าตลาดต้องการสินค้าแบบใดแล้วจึงรีบผลิต และส่งมอบแบบเร่งด่วนตามกลยุทธ์ Agile ในอุตสาหกรรม
ส่วนปลายน้ำเพื่อให้ทันกับความต้องการของตลาด

กลยุทธ์ Leagile นั้นใช้หลักการ postponement 2 ลักษณะ คือ 1)ไม่ประกอบ/ผลิตจนกว่าจะทราบความ
ต้องการ แต่จะมีวัสดุอุปกรณ์พร้อมผลิตเก็บเป็นสต๊อกไว้ และ 2) ไม่นำสินค้าที่ผลิตเสร็จแล้วไปสต๊อกรอไว้

ในพื้นที่ต่างๆ จนกว่าจะมีสั่งสินค้าแล้วค่อยจัดส่งจากสต๊อกส่วนกลางไป กลยุทธ์นี้ใช้กับกรณีที่ระบบการ
ผลิตและส่งมอบสินค้าของซัพพลายเชนต้องใช้ระยะเวลานาน และไม่สามารถคาดความต้องการของลูกค้า
ได้ล่วงหน้า เป้าหมายของกลยุทธ์จึงให้ความสำคัญกับการเพิ่มความรวดเร็วในการผลิตและส่งมอบในส่วนที่
ทำได้ก่อน แล้วเหลือส่วนการประกอบขั้นสุดท้ายไว้ดำเนินการเมื่อทราบความต้องการ ทำให้สามารถลด
ความเสียหายจากการต้องทำลายสินค้าที่ผลิตมาไม่ทันหรือไม่ตรงกับ trend ที่เกิดขึ้น ซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่าย
ในการจัดส่งและจัดเก็บสินค้าได้ไม่ตรงกับความต้องการของคนในพื้นที่ต่างๆ ด้วย

กลยุทธ์เหล่านี้เชื่อว่าหลายๆ บริษัทคงได้มีการดำเนินการไว้บ้างแล้วไม่มากก็น้อย
สำคัญที่ว่าองค์กรต่างๆ ในซัพพลายเชนใช้กลยุทธ์ที่สอดคล้องกันหรือไม่ เมื่อทิศทางตรงกันการตัดสินใจใน
ระดับปฏิบัติการ ก็จะไม่เกิดความขัดแย้งให้เสียอารมณ์โดยไม่จำเป็นและยังทำให้เกิดความสมานฉันท์อีก
ด้วย

อ้างอิง :
Christopher (2005) Logistics and supply chain management: Creating Value-Adding Networks 3
rd Edition, Prentice Hall.
Christopher, Peck, and Towill (2006) A taxonomy for selecting global supply chain strategies,
The Internaitonal Journal of Logistics Management, Vol. 17 No. 2, 2006 pp. 277-287.
Barnes and Greenwood (2006) Fast fashioning the supply chain: shaping the research agenda,
Journal of Fashion Marketing and Management Vol. 10 No. 3, 2006 pp. 259-271.

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *