ยึดเศรษฐกิจพอเพียง สร้างหมู่บ้านเปี่ยมสุข

ยึดเศรษฐกิจพอเพียง สร้างหมู่บ้านเปี่ยมสุข
• คุณภาพชีวิต
ใช้เกษตรอินทรีย์ ควบคุมรายจ่าย

หมอชี้ พบผลงานที่เหนือความคาดหมาย เกิดนวัตกรรมใหม่จากภูมิปัญญาของชาวบ้านช่วยเศรษฐกิจให้ดีขึ้น เพิ่มรายได้และความสุขแก่ชาวบ้าน โดยไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 52 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) จัดงาน “หมู่บ้านเป็นสุขอย่างพอเพียง” ณ สำนักพิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เพื่อสนับสนุนให้กับหมู่บ้านที่อยู่ในชนบทห่างไกล ไม่ได้ตั้งอยู่ในตำบลที่เป็นที่ตั้งอำเภอหรือจังหวัด ไม่เป็นหมู่บ้านที่อยู่ในโครงการพิเศษใดๆ ได้มาร่วมกันคิดค้นสร้างสรรค์กิจกรรมโครงการโดยยึดแนวคิดหลัก “เศรษฐกิจพอเพียง” มาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

นพ.บัญชา พงษ์พานิช กรรมการบริหารแผนงาน สำนักเปิดรับทั่วไปและนวัตกรรม สสส. กล่าวว่า โครงการหมู่บ้านสร้างเสริมสุขภาพ ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง เริ่มต้นขึ้นในปี 2548 เพื่อกระตุ้นให้ชาวบ้านสามารถนำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงในพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปใช้ในการดำเนินชีวิตในหมู่บ้าน ให้ชาวบ้านรู้จักพอเพียง และนำมาซึ่งความสุขอย่างยั่งยืน คนเราสุขได้ต้องทั้งกายและใจ ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี จิตใจก็ไม่ดี นำมาซึ่งการไม่มีความสุขทางกาย

“การสนับสนุนของ สสส. เน้นหมู่บ้านที่ไกลปืนเที่ยง โดยมีชาวบ้านสนใจติดต่อเข้ามา 48 จังหวัดทั่วประเทศ รวม 130 โครงการ ส่วนในปีที่ 2 พบว่ามี 106 หมู่บ้านที่ประสบความสำเร็จ สามารถต่อยอดได้ ช่วยเหลือตัวเองได้ ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงเข้าไปพัฒนาชุมชนได้ นอกจากนี้ สสส. ได้สนับสนุนให้ชาวบ้านนำภูมิปัญญาท้องถิ่นกลับมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ส่งผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ในชุมชนดีขึ้นทั้งสุขภาพกายและใจ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ การใช้เกษตรอินทรีย์ที่ไม่ต้องซื้อหาในราคาแพง และปลอดสารเคมี หลังจากที่สนับสนุนให้ชาวบ้านทำบัญชีครัวเรือน ก็พบว่ารายจ่ายส่วนใหญ่เป็นค่าเคมีในการเกษตร ซึ่งไม่ค่อยได้ผล อีกทั้งยังทำให้ต้องเป็นหนี้สินจำนวนมาก ชาวบ้านก็มานั่งประชุมกัน แบ่งปันความรู้กัน นำเกษตรอินทรีย์มาใช้ ก็สามารถควบคุมรายจ่ายได้” นพ.บัญชา กล่าว

นพ.บัญชา กล่าวต่ออีกว่า จาก 3 ปีที่ผ่านมา เราพบว่ามีหลายอย่างเป็นผลงานที่เหนือความคาดหมาย เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้น จากภูมิปัญญาของชาวบ้านเอง สิ่งที่ปรากฏชัดและเป็นความภูมิใจของชาวบ้านเป็นเรื่องฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ชาวบ้านยังสามารถมีรายได้ และมีความสุขได้ โดยไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ทั่วโลก อย่างกรณีบ้านบุกลาง อุบลราชธานี มีวิถีชีวิตเกษตรพึ่งตนเอง สามารถบริหารกองทุนจนมีเงินหมุนเวียนถึง 24 ล้านบาท

นางภาคี วรรณสัก ปราชญ์ชาวบ้านบ้านทุ่งยาว จ.ลำพูน กล่าว่า วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ไม่มีผลกระทบต่อชาวบ้านบ้านทุ่งยาวนัก เนื่องจากชาวบ้านยังยึดถือในวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมที่ไม่ยึดติดกับวัตถุ ไม่หลงใหลไปกับสังคมหรือความเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี ซึ่งสิ่งนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่คนทุ่งยาวค้นพบจากการร่วมต่อสู้อย่างยาวนานในการรักษาผืนป่าที่ดินทำมาหากิน เนื่องจากทุ่งยาวเป็นพื้นที่ล่อแหลม และเป็นที่ต้องการของนายทุนจากภายนอกรวมถึงรัฐด้วย

นายชาติชาย จากบ้านจำรุง ผู้ใหญ่บ้าน บ้านดอนมัน จังหวัดระยอง ชาวสวนที่ประสบปัญหาในการปลูกพืชเชิงเดี่ยวและผลเสียจากการใช้สารเคมี จนกระทั่งนำมาสู่การเรียนรู้และการปรับเปลี่ยนวิธีคิดในการดำเนินชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง กล่าวว่า บ้านจำรุงใช้แนวทางของตัวเอง เริ่มจากเรื่องนอน อยู่ รู้ กิน เริ่มจากการปรับเปลี่ยนที่ตัวเองก่อน จากนั้นจึงสร้างกิจกรรมขึ้นภายในชุมชน ขยายเครือข่ายออกไปจนถึงเดี๋ยวนี้มี 20 กลุ่มงาน และใช้วิทยุชุมชนในการเผยแพร่สิ่งที่ทำ จนกระทั่งกลายเป็นภูมิคุ้มกันให้กับชุมชน ทั้งนี้ ไม่ว่าสถานการณ์ในสังคมจะเป็นอย่างไร เราสามารถพึ่งพาตัวเองได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ยังต้องต่อสู้ต่อไปเรื่อยๆ และเชื่อมั่นว่า หากแต่ละชุมชนมีความแข็งแกร่ง มีการทำงานเป็นกลุ่ม และมีการเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย หมู่บ้านใดที่เข้มแข็งจัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้ เผยแพร่ถ่ายทอด ต่อยอดออกไปสู่ชุมชนอื่นๆ ทำแบบนี้สัก 3-4 ปี เรามีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายของประเทศได้ หรืออย่างน้อยเรียนรู้กระแสสังคมอย่างเท่าทัน

เรื่องโดย : อังคณา พรรณธรรม Team content www.thaihealth.or.th

Update 01-05-52

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *