ยักษ์ใหญ่ล้มดัง

ยักษ์ใหญ่ล้มดัง
ดู “ละคร” แล้วย้อนดูตัว ในกระบวนการของการเรียนรู้ คนฉลาดไม่จำเป็นต้องพลาดเอง ในยุคนี้ โอกาสล้ม โอกาสลื่นในการบริหารธุรกิจและองค์กร มีมากมายมหัศจรรย์อยู่แล้ว เพราะมีปัจจัยใหม่ที่ใครๆก็ไม่เคยคุ้นมาวุ่นวายหัวใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเทคโนโลยี โลกาภิวัตน์ พฤติกรรมผู้บริโภค คู่ค้า คู่แข่ง หรือแม้แต่กลุ่มที่จะเข้าเป็นแรงงานของเราในอนาคต

ที่สำคัญ ทุกอย่างจะลื่นไหลไปเร็ว จนหลายครั้ง รูปแบบการทำงานตลอดจนวงจรธุรกิจหมุนเร็วจนคนทำงานมึน

หากเห็นคนอื่นลื่นล้มมาแล้ว หากเห็นความ “ลับ ลวง พราง” มาแล้ว จะได้เลือกตั้งหลัก หรือหนีห่างได้ต่างและดีกว่าเขา

ดังนั้น หากช่างศึกษา ช่างสังเกต ช่างเรียนรู้ หมั่นดูคนอื่น แล้วนำบทเรียนจากความสำเร็จและความล้มเหลวของเขามาปรับใช้ให้เหมาะกับเรา…ถือเป็นการเรียนลัด

ล่าสุดมีผลการวิจัยที่น่าสนใจขององค์กรชื่อ Corporate Executive Board เผยแพร่ผ่านHarvard Business Review ซึ่งเป็นวารสารดังด้านการบริหารของมหาวิทยาลัย Harvard

การวิจัยเจาะลึกถึงผลการบริหารงานขององค์กรชั้นนำระดับโลก 100 องค์กรที่ได้รับการจัดอันดับโดยนิตยสาร Fortune โดยศึกษาย้อนหลัง 50 ปี

จากนั้นทีมงานวิจัยได้คัดเลือกบริษัท 50 บริษัทที่เคยสะดุดความสำเร็จ เป็นองค์กรที่อยู่แนวหน้า แต่ประสบปัญหา ทำให้หยุดโตบ้าง ถอยหลังบ้าง หรือตกต่ำจนกู่ไม่กลับก็มี

ผลการศึกษาพบว่า 87% ขององค์กรที่อยู่ชั้นแนวหน้าของโลกประสบปัญหามาแล้วทั้งสิ้น แม้องค์กรที่โดดเด่นเป็นสง่า มีชื่อเสียงที่น่าเกรงขาม ชื่อที่ยืนยันว่าถ้าไม่แน่จริง อย่าริมาแข่งด้วย อาทิเช่น Volvo Apple Caterpillar 3M Daimler-Benz ต่างเคยประสบปัญหา สะดุด หยุดโต หรือถดถอยมาแล้วทั้งสิ้น

การวิจัยบ่งชี้ว่าองค์กรเหล่านี้ หากไม่สามารถแก้ปัญหาและผลักดันองค์กรให้ขยับไปข้างหน้าได้ภายใน 10 ปี จะมีแค่ 7% เท่านั้นที่สามารถกลับไปประสบความสำเร็จใหม่ได้

ดังนั้น วิธีการหนึ่งซึ่งจะทำให้เราเรียนรู้จากยักษ์ใหญ่เหล่านี้ได้ คือการศึกษาว่าเหตุใดเขาจึงสะดุด เขาจึงหยุดโต และบ้างถึงกับล้มครืน ยืนไม่ไหว

จากการวิเคราะห์เจาะลึก ปรากฏว่ามีประเด็นที่โดดเด่นเห็นชัดว่าองค์กรเหล่านี้ก้าวพลาดคล้ายคลึงกัน 4 ประการคือ

1. เวียนว่ายในวังวน

กว่าองค์กรเหล่านี้จะก้าวเป็นผู้นำ เป็นยักษ์ใหญ่ได้ ต้องเก่ง ความสำเร็จระดับนี้ไม่มี “บังเอิญ”

กระนั้นก็ดี เจ้าความเก่งและความสำเร็จนี้กลับเป็นตัวที่สร้างอุปสรรคมากมายหลายมิติ เป็นตัวกีดกันความสำเร็จที่ต่อเนื่องในอนาคต

อุปสรรคที่ทำให้องค์กรเหล่านี้เวียนว่ายในวังวนของความสำเร็จในอดีต ไม่สามารถฝ่าฟันสายน้ำออกมาได้ง่ายๆ จนถูกน้ำวนกลืนหายไปบ้าง มีอาทิความภาคภูมิใจเกินเหตุ จนกลายเป็นความหลงผิด เกิดยึดติดกับอัตตาแบบอลังการ

บางครั้งเมื่อประสบความสำเร็จสูงๆเป็นเจ้าตลาด จึงพลาดที่จะฟัง แม้ลูกค้าเขาบ่นเขาว่า ก็ ”มิได้นำพา” เพราะอยู่ขาขึ้น คู่แข่งน้อยใหญ่ก็ดูไม่น่ากลัว…ก็เรายิ่งใหญ่ขนาดนี้ ไม่มีพลาดอยู่แล้ว…

ความสำเร็จทำให้หน้ามืดตามัว…หลงตัวเองเรื้อรัง

กว่าจะรู้ตัว ลูกค้าหาที่พึ่งใหม่ได้แล้ว…ก็ไม่แคล้วคู่แข่งน้อยใหญ่ที่เราไม่กลัวเขานั่นเอง

2. ขาดความสามารถในการสร้างนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง

การที่องค์กรเหล่านี้ประสบความสำเร็จโดดเด่นได้ ต้องมีอะไรที่แตกต่างจากชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่แปลกใหม่ กระบวนการบริหารที่ทำให้ต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่ง แนวทางการดูแลลูกค้าที่ไม่เหมือนใคร ฯลฯ

กระนั้นก็ดี เจ้าความสำเร็จอีกแล้ว ทำให้หลายองค์กรเดินผิดแนว ละเลยที่จะใส่ใจในการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว

ความสำเร็จและความยิ่งใหญ่ยิ่งทำให้อุ้ยอ้าย จะปรับจะเปลี่ยนอะไรที่มีข้อจำกัด มีข้อคัดค้านว่าของเดิมก็ดีอยู่แล้ว

คู่แข่งที่ตาใส ไม่หลงใหลกับอดีต แม้มีขีดความสามารถที่ด้อยกว่า ก็สามารถคว้าลูกค้าไปได้ต่อหน้าต่อตา อาศัยความไว และความใส่ใจในการเปลี่ยนแปลง เผลอๆ แซงหน้ายักษ์ใหญ่ก็มีให้เห็น

3. อยากโตไกลตัว

ความสำเร็จ ความยิ่งใหญ่บางครั้งทำให้ยืนไม่ติดดิน…ในมุมมองของผู้ที่ประสบความสำเร็จ โอกาสช่างมีมากมาย น่าจะขยาย น่าจะฉกฉวย จนกระโดดโหยงเหย็ง เขย่งเก็งกอย มิน่าแปลกใจว่าทำไมลื่นล้มง่าย

ความท้าทายสำคัญที่องค์กรยักษ์ใหญ่เหล่านี้ประสบคือ บริหารแบบสมดุล แบบพอดี ระหว่างการบริหารจัดการธุรกิจของตัวให้ประสบความสำเร็จทั้งในแง่ประสิทธิภาพและประสิทธิผล ก่อนที่จะเริ่มแบ่งกำลัง พลังงานและเงินไปสู่ธุรกิจอื่นที่อยู่นอกเขตความเชี่ยวชาญของตน เช่นบริษัทด้านอาหาร ผันตัวเองไปทำเรื่องอสังหาริมทรัพย์ หรือบริษัทผลิตสินค้า ขยายงานมาด้านการเงิน เป็นต้น

อนึ่ง เมื่อมีโอกาส ก็ไม่ควรทิ้งง่ายๆ แต่ต้องเลือกแบบมีสติ เพราะ “โอกาส” ที่มายาม ”ขาขึ้น” อาจกลายเป็น “ทุกขลาภ”ที่ปราบเซียนมานักต่อนัก

4. ขาดคนที่มีความสามารถ

ระหว่างอ่านผลการวิจัยไปค่อนทาง ดิฉันเริ่มลุ้น…แล้วเรื่อง ”คน” อยู่ไหน? ที่เขาล้มแผละๆกันเป็นเพราะเรื่องธุรกิจ เรื่องกลยุทธ์เท่านั้นหรือ

มีอยู่แล้วค่ะ…อย่างไรๆ ก็ไม่หนีเรื่อง ”คน”

ยักษ์ใหญ่ที่ไม่ใส่ใจเรื่องคนเท่าที่ควร จะเก่งเรื่องอื่นขนาดไหน ก็เก่งแบบไม่ยั่งยืน ธุรกิจหยุด สะดุดขาตัวเองได้ง่ายๆ

มีแผนแสนดี แต่ขาดคนทำ…?

แผนแสนดี จึงคงเป็นแผนต่อไป…ไม่เป็นผลลัพธ์ จับต้องเป็นงาน เป็นเงิน เป็นตลาด เป็นลูกค้าไม่ได้ดั่งแผน

ทีมงานวิจัยระบุว่ากลุ่มคนที่ขาดคือกลุ่ม “ดาว” หรือกลุ่ม Talent ที่เราเคยคุยถึงบ่อยๆ ในคอลัมน์นี้ หากขาดคนเก่งคนดี…ที่ไหนๆ ก็แพ้ภัยตัวเอง

ปัจจัยทั้ง 4 ประเด็นเป็นปัญหาหลักที่เกือบ 9 ใน 10 องค์กรที่แม้จะยิ่งใหญ่เท่าใดก็หนีไม่พ้น

ที่น่าสนใจคือ หากพิจารณาดีๆ ปัญหาทั้ง 4 หัวข้อเป็นสิ่งที่เกิดจากภายในองค์กรเป็นหลัก เกิดจากแนวคิด แนวบริหารของแต่ละองค์กร มิได้เป็นปัจจัยจากภายนอกที่ควบคุมยาก ควบคุมลำบากกว่าปัญหาภายใน

คณะผู้วิจัยฟันธงว่าองค์กรใหญ่ที่หยุด ที่สะดุดความสำเร็จตัวเอง เกิดจากปัจจัยและปัญหาภายนอกเพียงแค่ 13% ขณะที่สาเหตุส่วนใหญ่ อยู่ภายใต้ความควบคุมของผู้นำและผู้บริหารได้แทบทั้งสิ้น

สนิมเกิดจากเนื้อในตนจริงๆ ค่ะ

ที่มา : พอใจ พุกกะคุปต์

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *