มุมมองของ… คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน

มุมมองของ… คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน
Post Today – ในการประกาศผลรางวัล Thailand Corporate Excellence Awards 2006 ซึ่งดำเนินมาครบรอบ 6 ปี ผมและคุณวรรณวีรา รัชฎาวงศ์ กรรมการบริหารสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย ได้มีโอกาสร่วมสัมภาษณ์ท่านผู้นำ 6 ท่านลงในรายงานการประกาศผลรางวัลฯ …
สำหรับสัปดาห์นี้เรามาเรียนรู้มุมมองของคุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

Q : คุณอภิรักษ์เป็นผู้จุดประกายการจัดงานนี้เมื่อ 6 ปีที่แล้ว มีที่มาอย่างไรครับ
A : ในตอนนั้นทาง TMA และ SASIN มีการพูดคุยกันว่าต้องการให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กได้เรียนรู้จากองค์กรชั้นนำ จึงมีการจัดตั้งคณะทำงานและก็จัดทำแผนงานและแนวทางการคัดเลือกกันขึ้น
แนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ บริษัทข้ามชาติหลายแห่งมักจะมีแนวคิดเรื่องการถ่ายทอดองค์ความรู้ซึ่งกันและกันอยู่แล้ว
ในขณะนั้นก็เริ่มมีบริษัทไทยจำนวนมากที่ประสบความสำเร็จในระดับชาติ แต่ว่ายังมีจำนวนน้อยในระดับโลก ในการจัดการสมัยใหม่หากเราได้ศึกษาและเรียนรู้แนวคิดใหม่ๆ จากองค์กรที่ประสบความสำเร็จก็น่าจะเป็นทางลัดที่ดี

Q : คิดว่าอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้องค์กรเหล่านี้ได้รับรางวัลครับ
A : น่าจะมาจากการที่ฝ่ายจัดการได้ทุ่มเทและให้ความสนใจในการพัฒนาองค์กร และบุคลากร การลงทุนในการวิจัยและพัฒนาต่อเนื่อง ตลอดจนการใส่ใจในเรื่องของการตอบแทนต่อสังคมหรือ CSR (Corporate Social Responsibility)
องค์กรเหล่านี้มองระยะยาว ไม่ได้คิดจะทำเงินในระยะสั้นๆ เท่านั้น พวกเขามองการพัฒนาต่างๆ ที่กล่าวมา ว่าเป็นการลงทุนมิใช่เป็นค่าใช้จ่าย เราเห็นชัดเจนว่านี่เป็นการเติบโตที่ยั่งยืนและก่อให้เกิดผลดีกับทุกฝ่ายทั้งภายในและภายนอกองค์กร

Q : มีคำแนะนำสำหรับองค์กรที่ยังไม่ได้รางวัลอย่างไรครับ
A : ขอให้มองระยะยาวอย่ามองแค่เป้าหมายระยะสั้นเช่นยอดขายและส่วนแบ่งการตลาด เพราะว่ามันไม่ยั่งยืน องค์กรชั้นนำเหล่านี้เขาทำธุรกิจในขณะเดียวกันก็มุ่งพัฒนาไปด้วยพร้อมๆ กัน พวกเขารักษาสมดุลทุกๆ อย่างในเวลาเดียวกัน ทำให้พวกเขาฟันฝ่าวิกฤตมาได้หลายครั้ง
องค์กรขนาดกลางและเล็กก็สามารถเป็นเลิศได้ พวกเขาสามารถที่จะคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ โดยอาจจะไม่จำเป็นต้องทุ่มเทงบมากมาย ใน New Economy ขนาดไม่ใช่ข้อจำกัด มันเป็นเรื่องของภาวะผู้นำ แนวคิด นวัตกรรม และความเร็ว

Q : คุณอภิรักษ์ทำงานทั้งภาคเอกชนและรัฐ ช่วยกรุณาแนะนำเรื่องภาวะผู้นำหน่อยครับ
A : ประการแรกผู้นำต้องสามารถกำหนดวิสัยทัศน์ระยะยาวและสั้นได้อย่างชัดเจน
ประการที่ 2 ถนนไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ระหว่างทางต้องเผชิญอุปสรรค ผู้นำต้องมีความมานะบากบั่นที่จะฟันฝ่าอุปสรรค หากผู้นำไม่หนักแน่น องค์กรก็ลำบาก ในโลกธุรกิจมีการแข่งขัน ในราชการมีความผันผวนทางการเมือง
ประการที่ 3 ผู้นำกระตุ้นให้คนคิดริเริ่มสิ่งใหม่ๆ และนวัตกรรม มันอาจจะเป็นมุมมองใหม่กับเรื่องเดิมๆ หรือในโลกธุรกิจก็อาจจะเป็นการ Relaunch หรือการเปิดตัวใหม่อีกครั้งหนึ่ง สำหรับผลิตภัณฑ์เดิม หรืออาจจะเป็นการเปิดตัวครั้งแรก (Launch) ของผลิตภัณฑ์ใหม่

ในการทำงาน องค์กรควรจะเปิดโอกาส และกระตุ้นให้คนคิดออกนอกกรอบ เวลาเราพูดถึงนวัตกรรม คนอาจจะจำกัดเพียงว่านวัตกรรมนั้นมีแค่การวิจัยและพัฒนาใหม่ๆ ซึ่งต้องใช้งบประมาณมาก ซึ่งไม่จำเป็น
ประการสุดท้าย ผู้นำต้องคำนึงถึงสังคมด้วย เราจะสังเกตเห็นได้ว่า เริ่มมีความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับสิ่งแวดล้อมและสังคม องค์กรควรจัดสรรงบประมาณที่พอสมควร เพื่อสนับสนุนสังคม โดยเฉพาะคนที่ด้อยโอกาสกว่า ยิ่งคุณมีตำแหน่งใหญ่โตมากขึ้นเพียงใด ยิ่งองค์กรคุณประสบความสำเร็จมากเพียงใด คุณต้องคำนึงและตอบแทนสังคมมากยิ่งขึ้นเพียงนั้น

Q : คุณอภิรักษ์พูดถึงการต่อสู้กับปัญหาและอุปสรรค ช่วยขยายความหน่อยครับ
A : ในชีวิตของคนทำงาน เรามีวันดี และวันที่เครียด พวกเราคนทำงานทุกคนต้องเจอะเจอปัญหาและอุปสรรคเป็นธรรมดา เราอาจจะหงุดหงิดได้ ท้อถอยได้ เป็นช่วงๆ แต่ละคนก็มีวิธีรับมือกับปัญหาและอุปสรรคที่แตกต่างกันออกไป
สำหรับผม ในขณะที่ทำงานภาคเอกชน ผมคำนึงถึง Accountability คือความมุ่งมั่นรับผิดชอบที่ตกลงและได้รับมอบหมายมา เมื่อจะทำอะไรก็ต้องทำให้ถึงที่สุดตามเป้าหมาย
ปัจุบันยิ่งต้องมี Accountability มากขึ้น เพราะให้บริการคนกว่าสิบล้านคนใน กทม. แน่นอนว่าปัญหาและอุปสรรคมีมากกว่า แต่ว่าผมตระหนักตั้งแต่ก่อนจะเข้ามารับราชการแล้วว่าผมเลือกเส้นทางนี้เพราะมีอุดมการณ์ที่ต้องการทำงานเพื่อสังคม”

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *