มาอินเดียทีไร ได้คิดบวก

มาอินเดียทีไร ได้คิดบวก

นมัสเต โกลกาตา อีกครั้ง !!! ยังไม่ทันข้ามปีเราก็พบกันอีกจนได้
ในแวดวงของนักเดินทาง หรือบรรดาคนชีพจรลงเท้าทั้งหลายมักพูดกันว่า ที่ไหนไม่ไปก็ได้ แต่อินเดียไม่ไปไม่ได้ คล้ายๆ กับเรียนวิชาท่องโลกยังไม่จบหลักสูตร เพราะแม้จะไปยุโรป อเมริกา เมืองฝรั่งมังค่าที่ว่ากันว่าสุดแสนศิวิไลซ์ แต่เชื่อไหมว่ามีเรื่องมาเล่าสู่กันฟังได้น้อยกว่าไปอินเดียเพียงครั้งเดียว
ปีก่อนไปนมัสการสังเวชนียสถาน 4 ตามประสาชาวพุทธ ได้ใบบุญหลวงพ่อ หลวงพี่ และแม่ชีวัดไทยอุปถัมภ์ พอถึงต้นปีที่ผ่านมา เพิ่งไปลุยแถวอัสสัมกับเพื่อนมาครึ่งเดือนจนสะบักสะบอม คิดว่าอีกหลายปีกว่าจะได้มีโอกาสมาใหม่
ดีนะว่าเป็นแค่ความตั้งใจ ถ้าถึงขั้นสาบานคงมีหวังถูกฟ้าดินลงโทษแน่ เพราะไม่สามารถหักใจได้ เมื่อได้รับเชิญจากการท่องเที่ยวอินเดีย ภายใต้การประสานงานของบริษัท ซัคเซส แทรเวล
เหตุผลง่ายๆ ก็คือ ดูโปรแกรมแล้วไม่ไปไม่ได้แน่ ไม่งั้นชีวิตนี้คุยโม้ไม่ได้เต็มปากว่าเคยไปอินเดียมาแล้ว
เส้นทางที่ว่านั่นก็คือ เดลี อัครา ไจปูร์ หรือชัยปุระ แน่นอนว่าแค่คิดว่างานนี้มีโอกาสได้ไปเยือน “ทัชมาฮาล” อนุสรณ์แห่งความรักระดับโลก แค่ที่เดียวก็คุ้มสุดคุ้มแล้ว ยังแถมด้วยสถานที่อื่นๆ ที่ติดอันดับที่บรรดานักท่องเที่ยวต่างอ้างอิงกันทั้งนั้น
พวกเราหมายถึงบรรดาฉันและเพื่อนพ้องน้องพี่ในแวดวงท่องเที่ยว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนิตยสารชั้นนำทั้งหมด 5 คน คือ ณรงค์ศักดิ์ นาคคณา หรือ “ปิ๊ก” จาก Travel Guide Magazine คนที่สองคือ พี่กิ๊ก หรือวราภรณ์ จาก Nature Explorer Magazine ส่วนคนที่สามคือ น้องเกด อมิดา ยามาลี จาก On Holiday Magazine
โดยมีพิมพ์ใจหรือน้องโป๊ะ จากซัคเซส เป็นหัวหน้าทีมร่วมเดินทางไปกับพวกเราด้วย
นัดกันบ่ายสองโมงที่เกต 4 แถว F สนามบินสุวรรณภูมิ คราวนี้เราได้รับความอนุเคราะห์ในการเดินทางด้วยสายการบินคิงฟิชเชอร์ (Kingfisher Airline) หลายคนอาจไม่คุ้นชื่อ อาจไปนึกถึงฟิชเชอร์แมน เฟรนด์ ยาอมแก้เจ็บคอ แต่ขอบอกว่าคนทั่วโลกเขารู้จักกันดีว่า เป็นสายการบินน้องใหม่ระดับพรีเมียมที่มาแรงไม่น้อย โดยเฉพาะการเดินทางไปอินเดีย ซึ่งเมื่อก่อนมีทางเลือกให้ไม่มากนัก
เครื่องบินออกตรงเวลา ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่งก็ถึง โกลกาตา (Kolkata) ซึ่งเปลี่ยนชื่อมาจากชื่อเดิมที่คนไทยรู้จักกันดีว่า กัลกัตตา Calcutta อดีตเมืองหลวงเก่าของอินเดีย ส่วนจุดหมายของการเดินทางในวันแรกนี้คือ เดินทางต่อไปนอนที่เดลี (Delhi) เมืองหลวงปัจจุบันของอินเดีย
เราต้องไปต่อเครื่องบินภายในประเทศที่โกลกาตา ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากจุดที่เราลงเครื่อง แต่ถ้าใครไปไม่รู้ บังเอิญไปถามคนแถวนั้นรับรองได้ว่ามีฮาแน่ เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ถามคนแรกบอกว่าเดินไปสักสิบนาที เดินไปนิดหนึ่ง เราเดินไม่ถูก ถามคนที่สวนทางมาบอกประมาณสิบห้านาที
เผลอเดินไม่ถูกช่องทาง ถามเจ้าหน้าที่แถวนั้น สองนาทีก็ถึง ตอนนั้นได้ยินฝรั่งที่เดินต่อหลังเราถามคนอื่น เสียงตอบบอกว่าสักพักก็ถึง ถ้าไม่อยากเดิน ขึ้นแท็กซี่แถวนั้นก็มีบริการ
สรุปว่า มองเห็นตัวอาคารตั้งอยู่ข้างหน้า ถ้าเดินจริงพร้อมลากกระเป๋าไปด้วย ไม่รู้กี่นาทีแน่ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนเดิน แต่สำหรับฉันกับเพื่อนได้เหงื่อพร้อมหอบแฮ่ก ลิ้นห้อยเล็กน้อย
มาคราวนี้โชคดีที่มีรถของสายการบินให้บริการ พาไปยังอาคารของสนามบินภายในประเทศแบบเสร็จสรรพไม่ต้องลุ้น ใช้เวลาขึ้นเครื่องมาถึงเดลี ผ่านกระบวนการเข้าเมืองกว่าจะถึงโรงแรม The Asoke ที่มีบาตรพระตั้งอยู่หน้าโรงแรมใบเบ้อเริ่มเทิ่มก็ราวเที่ยงคืนเศษ
แม้จะต่างบ้านต่างเมือง แต่พอมาถึงก็สามารถหลับได้แบบไม่ปลุกไม่ตื่น ซึ่งต้องบอกเลยว่าเรื่องนอนนี่เป็นคุณสมบัติพิเศษส่วนตัวของฉันมาแต่ไหนแต่ไร โดยมีปรัชญาที่ตั้งเองไว้รองรับเรียบร้อยว่า “สุขใดเหนือกว่าการนอนเป็นไม่มี” หรือ “เกิดเหตุอะไร เครียดแค่ไหน คิดอะไรไม่ออกก็ขอให้ได้นอนไว้ก่อน”
นอกจากที่พักอันแสนสบาย ภายใต้การดูแลของการท่องเที่ยวอินเดียแล้ว อาจเป็นเพราะช่วงเดือนพฤศจิกายนที่มาคราวนี้ ต้องบอกว่าเป็นช่วงอินเทรนด์ คือเป็นฤดูท่องเที่ยวอินเดียอย่างแท้จริง อากาศเริ่มเย็นและจะค่อยๆ เย็นไปจนได้ที่เมื่อถึงราวเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคม บรรดานักจาริกแสวงบุญที่จะไปนมัสการสังเวชนียสถานและไปสถานที่อื่นๆ ก็มักไปกันช่วงนี้
สำหรับคนที่อยากไปแต่ยังไม่มีเงินจ่ายตอนนี้ ทางซัคเซสทัวร์ฝากแจ้งข่าวว่า กำลังจัดโปรโมชั่น 0% นาน 6 เดือน ทั้งไปนมัสการสังเวชนียสถานและไปทัชมาฮาล เดลี ชัยปุระ ใครสนใจก็ลองสอบถามกันเองได้ที่ ซัคเซส แทรเวล โทรศัพท์ 0-2762-9025-8 อี-เมล์ sales01@successtravel.net เว็บไซต์ www.successtravel.co.th
ส่วนการเตรียมตัวเบื้องต้น สำหรับคนที่ไม่เคยไปก็มีกติกาที่ไม่เคร่งครัดอะไร สามารถลืมได้ แต่อาจมีความวุ่นวายนิดหน่อยคือ ทันทีที่เหยียบแผ่นดินอินเดียนั้น การทำท่าส่ายหัว ยึกยักนั้น มีความหมายว่า โอเค ไม่ใช่ โนเค เพราะครั้งแรกที่มาอินเดีย ช่วงที่ออกลุยกันเองนั้น สั่งอาหารอะไร น้องบริกรก็ส่ายหน้ายึกยักแบบนี้แหละ เราก็คิดว่าไม่มี เลยสั่งเมนูอื่นกันไปเรื่อยเปื่อย
มาถึงบางอ้อ ตอนที่รายการอาหารที่เขาส่ายหน้าแล้วเรานึกว่าไม่มีถูกลำเลียงขึ้นโต๊ะทั้งหมด และต้องจ่ายเงินนี่แหละ
คราวนี้เลยจำแม่นเป็นอย่างมาก ไม่ใช่เพราะลืมไม่ลง แต่ว่า “ไม่กล้าลืม” ต่างหาก
เห็นไหมว่า เหยียบแผ่นดินอินเดียเมื่อไหร่ ก็ได้วิธีคิดบวกกลับมาด้วยทุกที เริ่มต้นก็ทำให้เป็นคนความจำดี กลายเป็นคนไม่ประมาทมาจนถึงทุกวันนี้.

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *