‘มองโลกในแง่ดี’ – ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ หนุ่มเมืองจันท์

“มองโลกในแง่ดี” – ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ หนุ่มเมืองจันท์
วันหนึ่ง ผมได้รับบทความแปลสั้นๆ ชิ้นหนึ่งจาก “ตี้” ธิดารัตน์ เจริญชัยชนะ

นอกจากเป็น “ดีเจ.” เป็นอดีตนางเอกภาพยนตร์ “ตี้” ยังเป็นนักแปลของสำนักพิมพ์มติชน

ที่สำคัญ เธอเป็นภรรยาของ “บัวไร” เจ้าของ “เรื่องสั้นประจำส้วม” ที่เคยโด่งดังใน “มติชนสุขสรรค์” วันอาทิตย์

“ตี้” กับ “บัวไร” ส่งมอบบทความชิ้นนี้ให้ผมตอนที่ไป HAPPY BOOK DAY ที่เชียงใหม่ พร้อมโน้ตสั้นๆ ว่ากำลังอ่านหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งเป็นการรวบรวมเรื่องราวดีๆ ในวัยเด็ก

“ระหว่างอ่านนึกถึงพี่ตุ้ม ก็เลยพยายามแปลสุดฤทธิ์ ส่งมาให้เผื่อว่าพี่จะเอาไปหากินได้ค่ะ”

ช่างเป็นน้องที่น่ารักจริงๆ ความจริงผมอ่านแล้วอยากเก็บไว้เฉยๆ แต่ “ตี้” บังคับว่าต้องนำมาหากิน เฮ้อ ก็เลยจำใจ

ดังนั้น จึงขอเริ่มการทำมาหากิน ณ บัดนี้

เรื่องที่ “ตี้” แปลเป็นเรื่องดีๆ ของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง

เขาเริ่มต้นเรื่องว่า “หลายครั้งในชีวิต…ไม่ใช่ใครอื่นหรือเหตุการณ์ที่อยู่เหนือการควบคุมหรอกที่ทำให้ชีวิตคุณดูเหมือนไร้ทางออก หากเป็นทัศนคติของคุณเองต่างหากที่เป็นตัวการใหญ่”

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงของเด็กผู้ชายคนหนึ่งในประเทศกานาครับ

วันหนึ่งในวิชาภาษาอังกฤษ ครูยกกระดาษสีขาวแผ่นใหญ่ขึ้นมา

กระดาษแผ่นนี้มีจุดสีดำเล็กๆ อยู่จุดหนึ่งที่มุมล่างด้านขวาของกระดาษ

“เด็กๆ พวกเธอมองเห็นอะไรบ้าง” ครูชี้ไปที่กระดาษ

“จุดสีดำ” พวกเด็กตะโกนตอบพร้อมกัน

คุณครูยิ้ม นิ่งไปสักครู่หนึ่งก่อนตั้งคำถาม

“ทำไมไม่มีใครสักคนเห็นสีขาวของกระดาษ” เธอตั้งคำถาม “พวกเธอมองเห็นแต่เพียงจุดสีดำเล็กๆ”

แล้วคุณครูก็สอนมุมมองใหม่ให้กับนักเรียน

“นี่คือ สิ่งที่แย่มากของธรรมชาติมนุษย์ ไม่มีใครมองเห็นด้านดีและภาพในมุมกว้างของสิ่งต่างๆ เลย ขอให้พวกเธออย่าใช้ชีวิตที่เหลือกับทัศนคติแบบนี้เป็นอันขาด”

นี่คือ บทเรียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบทหนึ่งของเด็กชายคนนี้

เป็นบทเรียนจาก “กระดาษสีขาว” และ “จุดสีดำ”

มันดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กๆ แต่มันทำให้มุมมองของเด็กชายคนหนึ่งต่อโลกใบเดิมเปลี่ยนไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง

ครับ เด็กชายคนนี้ชื่อ “โคฟี่ อานัน”

เลขาธิการสหประชาชาติคนปัจจุบัน

ในอบรมครั้งหนึ่ง พระไพศาล วิสาโล ที่ผมชอบนำเรื่องของท่านมาหากินเป็นประจำได้ตอบข้อซักถามจากผู้ที่อบรม 2 คน

คนหนึ่งเป็นคนรักสุนัขมาก รักขนาดชงโอวัลตินให้กิน ดูแล “เจ้าเล็บงาม” เป็นอย่างดี

มุมคิดของเขาต่อหมาไม่เหมือนกับคนอื่น

เขาคิดว่าเจ้าหมาตัวนี้ชาติก่อนคงทำกรรมไว้เยอะจึงเกิดมาเป็นหมา ไม่เกิดมาเป็นคน

คนโชคดีอย่างเขาจึงควรจะเอื้ออาทรให้ความรักแก่มัน

และเพื่อให้ชาติหน้าเจ้าหมาตัวนี้จะได้มีโอกาสดีๆ ในชีวิตบ้าง เขาจึงพาหมาไปฟังเทศน์เป็นประจำที่วัด

ผู้คนที่พบเห็นกลับมองว่าเขาเป็นคนมีกรรม มีหมาเป็นเจ้ากรรมนายเวร จึงต้องรับใช้หมา

ผู้เข้าอบรมอีกคนหนึ่ง แม่ยายเป็นอัมพฤกษ์ เขาจึงรับมาอยู่ด้วยที่บ้าน ไม่นานภรรยาโชคร้ายประสบอุบัติเหตุรถชนจนเป็นอัมพาต

ทุกวันนี้เขาจึงต้องดูแลภรรยาและแม่ยายเป็นประจำทุกเช้าเย็น

แม้ภาระจะหนักอึ้งเมื่อเทียบกับคนทั่วไป แต่เขาก็มีความสุขที่ได้ดูแลคนที่เขารักทั้ง 2 คน

แต่ช่วงที่ผ่านมาเขากลับได้ยินแต่เพื่อนๆ บอกว่าเขาเป็นคนมีกรรม ต้องดูแลคนเจ็บถึง 2 คน

ชีวิตในชาตินี้คือการชดใช้กรรมในอดีต

พระไพศาลได้ฟัง 2 เรื่องนี้แล้วก็บอกกับคนแรกว่าสิ่งที่เขาทำนั้นคือการแสดงความเมตตาต่อสัตว์ ทำดีกับสัตว์เพื่อหวังให้สัตว์ได้รับผลบุญ

เมื่อทำด้วยความเมตตา ทำด้วยความรู้สึกที่เป็นสุข

“แล้วอย่างนี้จะเรียกว่าชดใช้กรรมได้อย่างไร”

ส่วนคนที่สอง พระไพศาลบอกว่าสิ่งที่เขาทำนั้นคือการทำความดี ดูแลคนป่วยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ให้มีความสุขสบายตามอัตภาพ

“ท่านมีเมตตาและได้ลงแรงยอมลำบากเหนื่อยยาก” พระไพศาลกล่าว

“อาตมาไม่เข้าใจว่าทำไมจึงเรียกการลงแรงทำความดีว่าการชดใช้กรรม”

เป็น “คำถาม” ที่สร้าง “มุมใหม่” ให้กับหลายคน

อีกคนหนึ่งเป็นนักปั่นจักรยานทีมชาติ ชื่อ “ประจักษ์”

ผมเคยสัมภาษณ์เขาเกี่ยวกับเรื่องการต่อสู้กับความเหนื่อยล้าของร่างกาย

“ประจักษ์” เคยไปแข่งที่ต่างประเทศ ความฮึดและอึดของเขาเป็นที่ยอมรับของเพื่อนๆ

เขาเคยเป็นตะคริวที่ขาขณะที่ปั่นจักรยานทางไกล

รู้ไหมครับว่า “ประจักษ์” ทำอย่างไร

เมื่อแรงขาของเขาไม่มี เขาก็ใช้มือช่วยกดขาเพื่อส่งแรงให้จักรยานเคลื่อนที่ไปข้างหน้า

ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

“ไปได้ไกลเท่าไร” ผมถาม

“ไม่เท่าไรหรอกครับ” เขาตอบ

“ประมาณ 10 กว่ากิโลเอง”

เฮ้ย…10 กว่ากิโลเมตรเนี่ยนะ ขนาดขาไม่เป็นตะคริว ไม่รู้ว่าผมจะปั่นถึงหรือเปล่า

แต่เจ้านี่ใช้มือช่วยกดขาที่เป็นตะคริวสามารถปั่นจักรยานไปได้อีก 10 กว่ากิโลเมตร

สมควรแล้วที่พี่เพื่อนน้องจะชมนักว่าไอ้คนนี้หัวใจเกินร้อยจริงๆ

นึกดูสิครับ ยามที่เราเหนื่อยและหมดแรง การที่จะทำให้เราฮึดสู้ได้คงมีเพียงอย่างเดียว คือ “กำลังใจ”

แต่ปัญหาคือเราจะสร้าง “กำลังใจ” ให้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

“ประจักษ์” มีเคล็ดลับในการสร้างเสริม “กำลังใจ” ให้เกิดแรงฮึดสู้กับความเหนื่อยล้าอย่างไรรู้ไหมครับ

ช่างง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ

“ผมมองแต่ข้างหน้า”

เป็น “คำตอบ” สั้นๆ ของ “ประจักษ์”

เขาจะไม่เหลียวกลับไปมองเส้นทางผ่านมา สายตาจะเพ่งไปยังทางที่เหลือข้างหน้า

มองแต่อนาคต

นึกแต่เป้าหมาย และหนทางที่เหลืออยู่

สร้าง “กำลังใจ” จากระยะทางที่หดสั้นลงจากการลงแรง

แม้บางช่วงตอนที่ขึ้นเขาสูงชัน ระยะทางจะค่อยๆ ลดลงไปแค่ทีละล้อ-ทีละล้อก็ตาม

ครับ…มองแต่ข้างหน้า

คิดอย่างมี “ความหวัง”

และเชื่อว่าเราทำได้

แค่นี้ก็ถึงเส้นชัยแล้ว

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *