ภาวะสมองเสื่อม ความจริง 9 ประการ

ภาวะสมองเสื่อม ความจริง 9 ประการ
ชุดความรู้สำหรับประชาชน ศ.นพ.นิพนธ์ พวงวรินทร์ หัวหน้าสาขาวิชาประสาทวิทยา
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กรุงเทพมหานคร 10700.

1) ภาวะสมองเสื่อมคืออะไร ?
เป็นเวลานานนับศตวรรษ ที่มนุษย์เราได้มีความพยายามที่จะหาวิธีทำให้ตัวเองฉลาดขึ้น หรือหายาทำให้สมองดี แต่ก็ยังไม่ประสพผลสำเร็จ ตรงกันข้ามคนส่วนใหญ่ เมื่อมีอายุมากขึ้นจะพบว่ามีความจำเลวลง, หลงลืม หรือบุคลิกภาพและอารมณ์ผิดแผกไปจากปรกติ บางรายเป็นมากจนจัดว่าเป็นโรคขึ้นมา ซึ่งเรียกว่า ภาวะสมองเสื่อม.
ในปัจจุบันประชากรผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มขึ้นมากมายในโลก เนื่องจากมนุษย์มีอายุยืนยาวกว่าเดิม แม้แต่ในประเทศไทยเอง เดิมคนไทยมีอายุเฉลี่ยราว 45 ปี ในปัจจุบันผู้ชายไทยมีอายุเฉลี่ยยืนยาวถึง 63 ปี และผู้หญิง 64 ปี. ประชากรผู้สูงอายุในโลก ในบางแห่งจึงมีการทวีจำนวนเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าอัตราเกิดของทารก ดังนั้นภาวะสมองเสื่อมนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่สุดอันหนึ่งที่ทำให้ผู้สูงอายุทั่วโลกมีความพิการ และพึ่งตนเองไม่ได้.

2). ภาวะสมองเสื่อมพบบ่อยแค่ไหน ?
จากการศึกษาทางระบาดวิทยา ถึงสถิติของความชุกชุมของภาวะสมองเสื่อมในประชากรโลก พบว่าอยู่ในอัตราสูงถึง 5-8 เปอร์เซนต์ของผู้อายุเกิน 65 ปี และจะมีอัตราเป็นโรคสูงถึง 20 เปอร์เซนต์ และถ้าอายุเกิน 90 ปี จะพบถึงครึ่งหนึ่งที่มีภาวะสมองเสื่อมเกิดขึ้น
ในประเทศไทยพบว่ามีประชากรอายุเกิน 60 ปี ถึง 3 ล้าน 1 แสนคน คิดเป็นเปอร์เซนต์ ได้ร้อยละ 5.7 ของประชากรไทย (พ.ศ.2532) ดังนั้นกลุ่มประชากรกลุ่มนี้จึงมีความโน้มเอียงสูงที่จะเกิดภาวะสมองเสื่อมได้.
ภาวะสมองเสื่อมนี้ไม่เฉพาะเกิดแต่ในผู้สูงอายุเท่านั้น ในประชากรที่อายุน้อยก็อาจเกิดภาวะนี้ได้เช่นกัน ซึ่งมักจะมีสาเหตุมาจากโรคพันธุกรรม, โรคการติดเชื้อของสมอง (เช่นเยื่อหุ้มสมองอักเสบ, สมองอักเสบจากไวรัส), สารพิษ และโรคหลอดเลือดสมองเป็นต้น ซึ่งจะได้กล่าวโดยละเอียดในเรื่องสาเหตุของโรคต่อไป.

3). พยาธิสภาพของภาวะสมองเสื่อมเป็นอย่างไร ?
เป็นที่ทราบกันดีว่าสมองของคนเรานั้น เป็นอวัยวะที่ได้พัฒนามาสูงสุดของร่างกายมนุษย์เรา และมีความสลับซับซ้อนในการทำงานมากที่สุด เซลล์สมองเป็นเซลล์ที่มีความจำเพาะมาก และเปราะบางที่สุด. ในคนปรกติมีเซลล์สมองมากมายนับเป็นพันๆ ล้านตัว เซลล์เหล่านี้เมื่อตายไปจะไม่มีการงอกมาทดแทนได้ เช่นอวัยวะอื่นๆ ดังนั้นปริมาณและจำนวนเซลล์สมองที่ทำหน้าที่ในคนปรกติ จะมีการลดจำนวนลงเรื่อยๆเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ขบวนŠการนี้ถือว่าเป็นธรรมชาติอันเกิดมาจากความชราภาพ บางคนมีเซลล์สมองตายไปวันละ 1,000 ตัว บางคน 10,000 ตัว ซึ่งไม่เท่ากันแล้วแต่เหตุปัจจัยที่มาส่งเสริมเช่น การดื่มเหล้า, การอักเสบของสมอง, สมองขาดเลือดหรือน้ำตาล ยาหรือพิษบางชนิด และภาวะชักต่างมีผลทำให้เกิดการสูญเสียของเซลล์สมองมากกว่าคนปรกติทั่วไป.
ในผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมจะพบว่ามีปริมาณ หรือจำนวนเซลล์ของสมองที่ทำงานลดลง
อย่างมากมายอย่างเห็นได้ชัดเจนในกล้องจุลทรรศน์. จึงทำให้มีปัญหาด้านความจำ, ความคิด, อารมณ์และบุคลิกภาพของตนผิดไปจากเดิมอย่างมาก. นอกจากนี้ยังอาจพบว่ามีใยของประสาทในสมองพันกันยุ่งเหยิงเต็มไปหมดอีกด้วย.

4). มีภาวะอื่นๆ อะไรบ้างที่อาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการคล้ายกับภาวะสมองเสื่อม ?
ก่อนที่จะบ่งชี้ว่าคนใดเป็นภาวะสมองเสื่อม แพทย์หรือคนดูแลผู้ป่วยจำเป็นต้องแยก
ภาวะ 3 ภาวะต่อไปนี้ที่อาจมีอาการและอาการแสดงคล้ายคลึงกับภาวะสมองเสื่อมได้ อันได้แก่
ก). ผู้ป่วยที่สับสน เช่นเกิดขึ้นภายหลังชัก, หมดสติหรือเป็นลม, ได้รับยานอนหลับหรือยากล่อมประสาท หรือยากระตุ้นประสาทบางอย่าง, ผู้สูงอายุที่มีไข้สูงหรือผู้ที่หอบเหนื่อย และมีออกซิเจนไปสมองไม่พอ, ผู้ป่วยเบาหวานที่มีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ, ผู้ป่วยที่ช็อคหรือเสียเลือดมากๆ หรือแม้กระทั่งผู้ที่ไม่ได้พักผ่อนติดต่อกันนานหลายๆวัน.
ข). ผู้ป่วยที่เพ้อคลั่ง เช่นเกิดจากโรคพิษสุราเรื้อรัง, ติดยาเสพย์ติด, ติดยานอนหลับ, โรคตับพิการ, โรคไตพิการ, โรคสมองอักเสบ หรือแม้แต่ได้รับสารพิษทางเคมีเข้าร่างกายเป็นต้น.
ค). โรคท้อแท้หรือซึมเศร้า ในผู้ป่วยที่หมดหวังทอดอาลัยตายอยากในชีวิต, ท้อแท้อยากฆ่าตัวตายจากความผิดหวัง หรือปัญหาชีวิต ในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ป่วยของโรคทางจิตเวชวิทยา. ซึ่งจำเป็นต้องรีบแก้ไขและรักษาโดยด่วน มิเช่นนั้นจะมีโอกาสสูงในการทำลายตัวเองหรือผู้อื่น.

5). สาเหตุของภาวะสมองเสื่อมเกิดจากอะไรบ้าง ?
ในผู้สูงอายุสาเหตุสมองเสื่อมที่พบบ่อยๆมีสาเหตุ 2 ประการ คือ
1. โรคหลอดเลือดสมอง หรือโรคอัมพาต ไม่ว่าจะเกิดจากชนิดหลอดเลือดตีบ หรืออุดตัน หรือแตกก็ตาม โรคนี้พบราว 20% ของผู้ป่วย
2. โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) เป็นโรคสมองเสื่อมที่พบบ่อยที่สุด และจะมีอาการเลวลงเรื่อยๆ คือ ราว 70-80% ของผู้ที่มีสมองเสื่อม โรคนี้จะเป็นสาเหตุทำให้สมองฝ่ออย่างรวดเร็ว และมีปัญหาด้านความจำ, การพูด, ความคิด, การกระทำ, อารมณ์, การดำรงชีพ และบุคลิกภาพผิดไปอย่างชัดเจน ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของโรคนี้แน่นอนว่าเกิดจากสิ่งใด มีหลายคนสันนิษฐานว่าเกิดจากพันธุกรรม, การติดเชื้อ,สารพิษตลอดจนระบบภูมิต้านทาน. งานวิจัยเกี่ยวกับโรคนี้กำลังดำเนินรุดหน้าไปเรื่อยในปัจจุบัน ทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา.

6). ภาวะสมองเสื่อมสามารถรักษาให้หายได้หรือไม่ ?
ในปัจจุบันพบว่าภาวะสมองเสื่อมในผู้ป่วยทุกอายุ อาจจำแนกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ
1. ภาวะสมองเสื่อมที่รักษาได้ผลดี.
2. ภาวะสมองเสื่อมที่รักษาได้ผลเพียงบางส่วน.
3. ภาวะสมองเสื่อมที่ยังรักษาไม่หายในปัจจุบัน.

ภาวะสมองเสื่อมที่รักษาได้ผลดี ซึ่งพบได้ราว 5-10% ของผู้ป่วยทั้งหมดสามารถจำแนกได้ตามสาเหตุดังนี้.
1. ภาวะเลือดคั่งที่ผิวสมอง การผ่าตัดเอาเลือดออกก็จะหายจากโรคสมองเสื่อมได้.
2. ภาวะโพรงสมองโต การผ่าตัดใส่ท่อให้โพรงสมองแฟบลงก็จะหายจากภาวะสมอง
เสื่อมได้.
3.โรคลมชักที่ไม่ได้รับการควบคุมรักษาที่ดีและถูกต้อง เพราะการชักแต่ละครั้งจะทำ
ให้เซลล์สมองตายไปเป็นจำนวนนับหมื่นๆตัว.
4. โรคขาดวิตามินบี
5. โรคของต่อมธัยรอยด์ สร้างฮอร์โมนน้อย
6. โรคเยื่อสมองอักเสบ เช่นจากวัณโรคสมอง, เชื้อรา, พยาธิสมองเป็นต้น.
7. โรคซิฟิลิสขึ้นสมอง
8. โรคเนื้องอกสมองบางชนิดที่ฐานสมอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงที่เกิด มาจากเยื่อหุ้มสมอง.
9. โรคพิษสุรา หรือได้รับสารพิษต่อสมองต่างๆ
10. โรควิลสัน ซึ่งเกิดจากพันธุกรรมเนื่องจากมีสารตะกั่วคั่งในสมองและตับ.

ภาวะสมองเสื่อมกลุ่มนี้ทั้งหมดจำเป็นจะต้องได้รับการวินิจฉัยโดยเร็ว เพื่อจะได้ให้การรักษาโดยตรงที่ถูกต้องได้อย่างทันท่วงที เพื่อสมองจะได้ไม่ถูกทำลายไปมาก เพราะถ้ารักษาได้ไวและถูกต้องผู้ป่วยจะกลับคืนมาสู่สภาพปรกติได้ ถ้ารักษาช้าอาจจะมีความพิการของสมองหลงเหลืออยู่ได้.

ภาวะสมองเสื่อมที่รักษาได้ผลเพียงบางส่วน ในกลุ่มนี้อาจมีสาเหตุจาก
1. โรคเนื้อสมองตายหลายตำแหน่งจากการอุดตันของหลอดเลือดแดงในสมอง.
2. สมองขาดออกซิเจน หรือกลูโคส.
3. โรคเมาหมัดในนักมวย หรือผู้ที่มีอุบัติเหตุทางสมองโดนกระทบกระแทก
หรือกระเทือนสมองบ่อยๆ
4. โรคสมองอักเสบจากไวรัส
5. โรคเนื้องอกสมองที่กระจายมาจากมะเร็งที่อื่นของร่างกาย
6. โรคปลอกหุ้มใยสมองเสื่อม โรคกลุ่มนี้ยังไม่ทราบสาเหตุแน่นอนในคนไทยพบน้อย
แต่ในประเทศหนาวพบมาก เป็นสาเหตุทำให้คนหนุ่มสาวในต่างประเทศพิการกันมาก.

ภาวะสมองเสื่อมที่ยังรักษาไม่หายในปัจจุบัน. โรคกลุ่มนี้พบบ่อยเช่นกันโดยเฉพาะในผู้สูงอายุ สาเหตุของโรคกลุ่มนี้ได้แก่
1. โรคอัลไซเมอร์

2.โรคพิคส์ คล้ายๆกับโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งยังไม่ทราบสาเหตุและทำให้สมองฝ่อได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน แต่ผิดกันที่พยาธิสภาพในสมองแตกต่างกัน
3.โรคสมองถูกทำลายจากเชื้อไวรัสชนิดเจริญช้า โรคนี้พบได้น้อยในบ้านเรา และผู้ป่วยมักจะเกิดอาการชักแบบกระตุก, สมองเสื่อมและมักเสียชีวิตหมดภายในเวลาเพียง 1-2 ปี.
4. โรคเอดส์เข้าสู่สมอง.
5. โรคพันธุกรรม เช่น โรคฮันติงตัน, โรคสมองน้อยและไขสันหลังฝ่อในระยะท้ายๆ จะมีอาการสมองเสื่อมได้.

7). การวินิจฉัยภาวะสมองเสื่อมทำได้อย่างใด ?
โดยปรกติแพทย์ทั่วไปหรือประสาทแพทย์ มักจะเป็นผู้ให้การวินิจฉัยภาวะสมองเสื่อมโดยอาศัยข้อมูลจากประวัติ, ระยะเวลาเป็นโรค, อาการ, อาการแสดง, ประวัติครอบครัว. การตรวจร่างกายทางระบบประสาทโดยละเอียด และการสืบค้นหาสาเหตุของโรคดังกล่าว ซึ่งอาจประกอบด้วย การเจาะเลือด, การเอกเรย์, การตรวจคลื่นสมอง, การเจาะตรวจน้ำไขสันหลัง, การตรวจคอมพิวเตอร์สมอง, การตรวจการไหลเวียนของเลือดสู่สมอง และการตรวจชิ้นเนื้อสมองโดยการผ่าตัดพิสูจน์.
ขบวนดังกล่าวโดยมากมักจำเป็นต้องให้ผู้ป่วยมารับการตรวจในโรงพยาบาล และเฝ้าสังเกตอาการพร้อมทั้งเริ่มให้การรักษาในระยะแรกไปด้วยกัน.

8). ภาวะสมองเสื่อมรักษาได้อย่างไร ?
โดยปรกติหลักการรักษาภาวะสมองเสื่อมประกอบด้วยหลักใหญ่ 3 ประการ คือ
1. รักษาโรคต้นเหตุของภาวะสมองเสื่อม
2. รักษาตามอาการแบบประคับประคอง
3. การให้ยาบำบัดรักษา

การรักษาโรคต้นเหตุของภาวะสมองเสื่อม เป็นหัวใจที่สำคัญยิ่งและต้องรีบกระทำโดยเร็วและทันท่วงทีแล้วแต่ชนิดของสาเหตุต่างๆกันจึงจะได้ผลดีดังกล่าวแล้ว

การรักษาตามอาการแบบประคับประคอง นับว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ญาติผู้ดูแลสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยให้มีความสุข ไม่วุ่นวายหรือเกิดอุบัติเหตุอันตรายต่างๆได้. ในรายที่มีอาการทางอารมณ์รุนแรงเอะอะโวยวายหรือวุ่นวายมากๆ ก็จำเป็นต้องให้ยาช่วยระงับจิตใจผู้ป่วย โดยมากนิยมใช้ยากลุ่มกล่อมประสาทหลัก เช่น ฮาโลเพอริดอล เป็นต้น ขนาดยาและระยะเวลาที่ให้จำเป็นต้องอยู่ในความควบคุมของแพทย์ เพราะยากลุ่มนี้แม้จะทำให้ผู้ป่วยสงบได้ดีก็ตามแต่ก็มีผลแทรกซ้อนมาก. ยากลุ่มลดความกังวล เช่นไดอะซิแปม ก็อาจจำเป็นในบางรายเพื่อควบคุมอารมณ์ และบุคลิกภาพตลอดจนทำให้นอนหลับได้อย่างปรกติ. พบว่าราว 10-15% ของผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมจะมีอาการซึมเศร้าหรือท้อแท้ร่วมด้วย การให้ยาแก้ไข โดยจำเพาะเป็นสิ่งจำเป็นยิ่ง. สำหรับการดูแลรักษาความสอาดของร่างกาย,ที่อยู่อาศัย, สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเป็นสิ่งที่ญาติและผู้ดูแลจำเป็นต้องช่วยเหลือ. การออกกำลังกายประจำเป็นสิ่งสมควรต้องทำทุกวัน, เพื่อป้องกันการรีบเกร็งของกล้ามเนื้อและการติดของข้อ.

การให้ยาบำบัดรักษาภาวะสมองเสื่อม ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาตัวยาต่างๆ มากมาย ในการรักษาโรคนี้ เริ่มจากวิตามินต่างๆตลอดจนฮอร์โมนที่เคยใช้กันมากในอดีต ในปัจจุบันพบว่าไม่ได้ผลดีแต่อย่างใด. ยา 2 กลุ่มที่แพทย์นิยมใช้ในผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมได้แก่
1. ยาขยายหลอดเลือดสมอง ยากลุ่มนี้ให้เพื่อหวังผลให้เลือดไปสู่สมองเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามผลของยากลุ่มนี้ปรากฏว่าให้ผลการรักษาที่ยังไม่น่าพอใจนัก ยกเว้นกลุ่มผู้ป่วยที่มีเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอเพียงบางรายที่อาจได้ผลบ้าง.
2. ยาช่วยการทำงานของสมอง ยากลุ่มนี้มีฤทธิ์ทำให้เซลล์สมองที่เหลืออยู่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น แม้จะไม่สามารถทำให้เซลล์สมองเพิ่มขึ้นก็ตาม จากการศึกษาทดลองให้ยากลุ่มนี้ในผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมชนิดโรคอัลไซเมอร์ พบว่าหลังให้ยากลุ่มนี้จะทำให้บุคลิกภาพ และการทดสอบต่างๆทางจิตเวชศาสตร์ดีขึ้นทั้งในด้านความจำและการเรียนรู้ยาในกลุ่มนี้จึงนิยมใช้กันในปัจจุบัน ยาที่ใช้ได้แก่
ก) Ergoloid mesylate.
ข) Piracetam.
ค) Pyritinol.
ง) Lecithin. เป็นต้น

9). การพยากรณ์โรคสมองเสื่อมเป็นอย่างไร ?
โดยปรกติการทำนายภาวะ หรือพยากรณ์โรคสมองเสื่อมนั้นขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรคในผู้ป่วยกลุ่มที่เกิดจากโรคที่สามารถรักษาต้นเหตุได้ จะมีการพยากรณ์โรคดีมาก. ส่วนในกลุ่มผู้ป่วยที่เกิดจากโรคที่รักษาไม่หายในปัจจุบัน, มักจะมีการดำเนินต่อไปของโรคโดยจะมีอาการของโรคลดลงเรื่อย ๆ. การรักษาทางยามักจะเพียงช่วยประทังอาการของโรคเท่านั้น, แต่การรักษาตามอาการของโรคจะมีบทบาทสำคัญยิ่ง. การดูแลผู้ป่วยและยอมรับของญาติเป็นปัจจัยที่มีส่วนอย่างมากในการพยากรณ์ของโรคในระยะยาว, เนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มนี้มักจะมีอายุยืนนานใกล้เคียงกับคนปรกติทั่วไป. ส่วนสาเหตุการสูญเสียชีวิตในผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม มักจะเกิดจากโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่นการอักเสบของปอด, การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ, การติดเชื้อที่แผลนอนทับและโรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น.

โดยสรุปภาวะสมองเสื่อมเป็นภาวะที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ ซึ่งจำเป็นต้องหาสาเหตุทุกราย, เพราะการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงทีในระยะแรกจะทำให้ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวกลับคืนมาสู่สภาพปรกติได้ สำหรับผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มที่สมองฝ่อโดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน การรักษาโดยการประคับประคองและรักษาตามอาการจะมีบทบาทที่สำคัญยิ่ง. ส่วนการรักษาทางยาในปัจจุบันสามารถช่วยทำให้ผู้ป่วยดีขึ้นได้บ้าง, แต่ไม่สามารถหยุดขบวนการเสื่อมของสมองได้. ขณะนี้มีงานวิจัยใหม่ๆกำลังดำเนินงาน, เพื่อหาทางรักษาผู้ป่วยโรคกลุ่มนี้อยู่ทั่วโลก จึงหวังว่าในอนาคตมนุษย์เราจะสามารถหาทางพิชิตโรคสมองเสื่อมได้ในที่สุด.

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *