พุทธทาส : เมธีแห่ง Knowledge Management

พุทธทาส : เมธีแห่ง Knowledge Management
จุมพฏ สายหยุด กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2548
เดือน พ.ค.2549 จะเป็นวันครบร้อยปีชาตกาลของ ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ สำหรับสังคมไทยแล้วย้อนหลังไปหลายร้อยปีมีบุคคลจำนวนมากที่ได้ชื่อว่าสร้างการเปลี่ยนแปลง สร้างผลกระทบต่อสังคมไทยกว้างขวาง อาจารย์พุทธทาสเป็นหนึ่งในจำนวนนั้น แต่ต่างจากหลายคนตรงที่ท่านสร้างผลกระทบต่อสังคมไทยด้วยมือเปล่า ตัวเปล่า ไร้อำนาจ วาสนา ปราศจากอาวุธ
ท่านอาจารย์พุทธทาสไม่มีแม้กระทั่งเสียงลือเสียงเล่าอ้างเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ดลบันดาลโชคลาภอย่างที่อาจารย์ท่านอื่นมีกัน สิ่งเดียวที่ท่านมีคือ การทำงานเพื่อพระพุทธศาสนาในฐานะพุทธทาส
น่าเสียดายที่สังคมไทยยังไม่เคยมีการลงมือประเมินผลกระทบของท่านพุทธทาสที่มีต่อสังคมไทยอย่างเป็นระบบ ในขณะที่ความเห็นที่ไม่ค่อยจะเป็นระบบของผมมองว่า ท่านพุทธทาสได้ทำให้พระพุทธศาสนาเป็นเรื่องของพวกปัญญาชน โดยที่ก่อนหน้านี้ ถูกทำให้เป็นเรื่องของชาวบ้านที่ส่วนใหญ่จะถูกครอบด้วยคำสอนประเภทบุญทำกรรมแต่ง นรก-สวรรค์
ถ้าจะว่ากันตาม Segmentation แล้วท่านพุทธทาสจะอยู่ในใจของพวกปัญญาชนมากกว่าคนกลุ่มอื่นๆ ในขณะเดียวกัน ท่านก็ได้ทำให้วิถีแห่งธรรมนั้นเป็นวิถีที่ดำรงอยู่ในชีวิตประจำวันนี่เอง ด้วยการทำงาน การมีชีวิตครอบครัว ในโลกนี้ไม่ใช่โลกหน้า ในบ้านเรือน ที่ทำงาน ไม่ใช่ในโบสถ์ วิหาร ป่าช้า ตามดอย ตามถ้ำ
ในเวลาที่หลายคนจะนึกถึงโอวาทของพระเถระสักองค์ขึ้นมา นาม “พุทธทาส” สว่างวาบขึ้นมาในใจ ก็คงเนื่องมาจากที่ว่า ท่านเป็นผู้ที่ทำให้พระพุทธ พระธรรม เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนเราได้จริง เป็นหลักยึดถือของทั้งผู้คนและสังคมโดยกว้างขวางและทั่วถึง นั่นคือทำให้ธรรมเป็นคำตอบของสังคมได้จริง นี่คืองานของท่านอาจารย์พุทธทาส
เมื่อตอนต้นปี มีโปรเฟสเซอร์ด้านสังคมวิทยาชาวอิตาลี ชื่อ ฟรานเซสโก้ โมราเซ่ ประธาน The Future Lab มาบรรยายเรื่องแนวโน้มรูปแบบการบริโภคของคนยุคใหม่ มีตอนหนึ่งพูดถึงเรื่องศาสนาว่า แต่เดิมใครที่หันหน้าเข้าวัดเข้าวาจะต้องเป็นพวกมีปัญหาชีวิต แต่ในยุคนี้คนสามารถเข้าหาศาสนาในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของหนึ่งของชีวิตปกติ หรือส่วนเติมเต็มชีวิตที่สมบูรณ์
ผมมานั่งนึกอีกทีสิ่งที่ The Future Lab ของอิตาลีพึ่งค้นพบนั้น เป็นสิ่งที่ท่านอาจารย์พุทธทาสทำมากว่ากึ่งศตวรรษแล้ว นอกจากนี้ ในฐานะที่เป็นคนที่อยู่ในแวดวงคนเขียนหนังสือผมเห็นว่า ท่านอาจารย์พุทธทาส เป็นบุคคลที่มีความเป็นเลิศ ในการจัดการความรู้ เริ่มจากการผลิตผลงานที่มากทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ทั้งงานเขียนและงานบรรยายธรรม ที่ผลิตออกมาเป็นหนังสือและสื่อบันทึกเสียงอย่างเป็นระบบ ทั้งๆ ที่ท่านอยู่กลางป่ากลางดงยังสามารถวางระบบของสื่อผสม มารับใช้พระศาสนาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงทีเดียว
แน่ละหากเราตามรอยเรื่องนี้กันลงไปจริงๆ ก็จะพบกับกลุ่มบุคคลที่ทำหน้าที่ปิดทองหลังพระคงมีไม่น้อยเลย เช่นแม่ชีที่นั่งถอดเทปบรรยายธรรมตลอดอายุขัยของท่าน
ด้วยเหตุนี้ คงจะมีหลายองค์กรหลายหน่วยงานจะได้จัด งานรำลึกในวาระ 100 ปีชาตกาลของท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ และหนึ่งในจำนวนนั้นคือ สำนักพิมพ์สุขภาพใจ ที่ได้จัดโครงการ 100 ปีชาตกาล สืบสานปณิธานพุทธทาส กิจกรรมหลากหลายที่จะปรากฏคือ การผลิตหนังสือและสื่อธรรมะทั้งในรูปแบบที่เข้าถึงง่ายและกลุ่มที่ต้องการศึกษาคำสอนหลัก หนังสือสำหรับเด็กและเยาวชน และหนังสือเล่มพิเศษในโครงการ 100 ปี ต่อจากกิจกรรมหนังสือก็คือ กิจกรรมตามรอยเมธี 100 ปีพุทธทาส กิจกรรมประกวด และกิจกรรมด้านวิชาการ ซึ่งวันหลังผมคงจะขออนุญาตมาขยายความกันอีกครั้ง แต่วันนี้ ขอพูดถึงกลุ่มเป้าหมายหนึ่งของโครงการนี้คือ เด็กและเยาวชน
หนึ่งในโอวาทสำคัญของท่านอาจารย์พุทธทาสก็คือ “การทำงานคือการปฏิบัติธรรม” ดังนั้น เมื่อจะให้เด็กและเยาวชน ได้เข้าถึงเรียนรู้ปณิธานของท่านอาจารย์พุทธทาสอะไรจะดีไปกว่าการให้พวกเขาสร้างสรรค์ผลงานซึ่งก็คือการปฏิบัติธรรมนั่นเอง โดยผ่านโครงการประกวดต้นฉบับหนังสือนิทานสายรุ้ง (Rainbow Award 2005) จัดขึ้นปีนี้เป็นปีที่สาม และใช้แนวคิดในการประกวดให้เข้ากับการฉลอง 100 ปีพุทธทาส ว่า “เด็กดีมีธรรมะ” ซึ่งจะเปิดกว้างให้คนทุกเพศทุกวัยตั้งแต่ระดับประถมศึกษา จนถึงนักศึกษาและประชาชนทั่วไปส่งผลงานเข้าร่วมประกวดได้
นิทานที่ชนะการประกวดก็จะได้รับโล่รับรางวัล นั่นเป็นเรื่องปกติแต่เรี่องที่ผมเห็นว่า ที่ถือเป็นรางวัลอีกชั้นคือการที่นิทานที่ชนะการประกวดจะได้รับการจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มหนังสือสี่สีสวยงาม และยังเน้นการกระจายหนังสือให้ถึงมือผู้อ่านให้ได้มากที่สุด โดยวางจำหน่ายทั้งในร้านหนังสือชั้นนำทั่วไปและร้านสะดวกซื้อ
แต่รางวัลที่ล้ำค่ากว่ามาจากคำกล่าวของ อาจารย์มานพ ถนอมศรี นักวิชาการ นักเขียน และประธานกรรมการตัดสิน ที่ท่านบอกว่า “นิทาน คือเรื่องเล่าที่เปี่ยมจินตนาการ อยากให้เด็กๆ ได้ใช้จินตนาการ จากสิ่งที่เขาคิด สิ่งที่เขารู้สึก ไม่ต้องกลัว อยากคิด อยากเขียน ลุยเลย เพราะชัยชนะ หรือตัวรางวัล มิใช่เป้าหมาย สิ่งที่สำคัญกว่าคือการได้ลงมือเขียน ศึกษา หาข้อมูล การฝึกปรือ ได้คิด ได้โน้มตนเองเข้าหาธรรมะ รางวัลนิทานสีรุ้งเน้นเรื่องนี้มากกว่า”
ในความเห็นของผม การเขียนนิทาน ก็คือ จุดเริ่มต้นของกระบวนการจัดการความรู้และจินตนาการครับ

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *