พลังการคิดของด้านบวก

พลังการคิดของด้านบวก

แปลโดย ภัทร์ศรียรรยงค์
หนังสือเรื่อง “พลังแห่งการคิดด้านบวก” โดย นอร์แมน วินเซนต์ พีล ได้รับการตีพิมพ์ออกมาเป็นเวลานานแล้ว (ตั้งแต่ปี 1952) แต่ก็ยังคงเป็นหนึ่งในบรรดาหนังสือชั้นยอดที่ขายดี

จากประสบการณ์ส่วนตัวของผม การคิดด้านบวกมีส่วนช่วยให้สุขภาพดีและรู้สึกสบายใจขึ้น ในวัยเด็กผมไม่ค่อยได้รับคำชมเชยจากพ่อแม่เท่าใดนัก เด็กๆปรากฎตัวได้แต่ต้องไม่ส่งเสียง ผู้ใหญ่มีสิทธิคุยกัน แต่ทีเด็กต้องเล่นเงียบๆ ที่มุมห้อง หากผมทำอะไรที่ทำให้พ่อแม่ไม่พอใจก็จะถูกว่ากล่าวตักเตือนตรงๆทันที แต่ถ้าหากผมดี พ่อแม่ผมก็จะไม่สนใจที่จะชื่นชมผมในเรื่องนั้น ซึ่งนั่นก็น่าจะเป็นเพราะว่าพ่อแม่ไม่ได้เรียนรู้พฤติกรรมการชื่นชมจากพ่อแม่ของตน ดังนั้นทำไมจึงจะนำการชื่นชมมาใช้กับลูกตัวเองเล่า
ในสังคมไทย พ่อแม่ก็ไม่ค่อยชื่นชมลูก และพ่อแม่หลายคนลังเลที่จะทำเช่นนั้นพ่อคนหนึ่งบอกผมว่า ให้เขากัดลิ้นตัวเองดีกว่าชมลูกชายของตนซึ่งกำลังเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว โดยให้เหตุผลว่ากลัวลูกจะเหลิง ( พจนานุกรมอธิบายว่า เหลิง เป็นกริยา หมายความว่า ลืมตัว ) หมายความว่า เมื่อคุณชื่นชมยกย่องลูก เขาก็จะลืมว่าแท้จริงแล้วเขาคือใคร และเริ่มทะนงตน ซึ่งเป็นสิ่งที่จะต้องป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นไม่ว่าอย่างไรก็ตาม

เมื่อครั้งที่ลูกๆ ของผมเข้าเรียนที่โรงเรียนประจำซึ่งผู้บริหารและผู้ดูแลหอพักเป็นชาวอังกฤษ เราก็เริ่มค้นพบพลังแห่งความคิดด้านบวก แนวทางเจ้าหน้าที่เหล่านั้นได้แสดงความชื่นชมเด็กๆ รวมทั้งเด็กๆชื่นชมกันเอง เป็นพรแก่ครอบครัวเรามาก เมื่อลูกๆกลับมาบ้าน เราก็แสดงความชื่นชมในตัวพวกเขาในหลายโอกาส ชื่นชมทั้งในสิ่งที่พวกเขาเป็น สิ่งนี้เปลี่ยนบรรยากาศในบ้านเราไปไม่น้อยเลย

แน่นอนว่าความชื่นชมที่เราให้ลูกๆ หรือกระทั่งคู่ครองของเรานั้นควรจะเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่เป็นเพียงการแขวนป้ายด้านบวก แต่จะต้องเป็นความพยายามอย่างจริงใจที่จะเห็นความดีในบุคคลอื่น และชื่นชมเขาหรือเธอสำหรับสิ่งนั้นนักวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่าสิ่งนี้ก่อให้เกิดการตอบทางกายด้านบวก ซึ่งจะช่วยให้สุขภาพดีขึ้นและต่อต้านแบคทีเรียได้ดีขึ้น

จากผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้ที่มองโลกในแง่ดีมักจะเป็นผู้ที่หัวเราะเป็นคนสุดท้าย เนื่องจากหัวใจของคนพวกนี้จะแข็งแรงอยู่ได้นานกว่าคนหงุดหงิด

การวิจัยพบว่า คนที่มองว่าตนเป็นคนมองโลกในแง่ดีมากเมื่อทศวรรษที่แล้ว มีอัตราการตายจากโรคหลอดเลือดหัวใจต่ำกว่าคนที่มองโลกในแง่ร้ายอย่างรุนแรง

ทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่า โรคซึมเศร้ารุนแรงเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคหัวใจ แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีการศึกษาเรื่องความเกี่ยวข้องใดๆ ระหว่างการมองโลกในแง่ดีกับการเสียชีวิต

เมื่อเก้าปีที่ผ่านมามีการศึกษากลุ่มตัวอย่าง 999 คน ซึ่งประกอบด้วยชายและหญิงอายุระหว่าง 65 ถึง 85 ตอบแบบสอบถามเรื่องสุขภาพ การเคารพตนเอง ขวัญกำลังใจ การมองโลกในแง่ดี และความสัมพันธ์ ตั้งแต่นั้นจนถึงปัจจุบัน 397 คนจากจำนวนกลุ่มตัวอย่างนั้นได้เสียชีวิตไปแล้ว

ผู้ร่วมการศึกษาที่มองโลกในแง่ดีนั้นมีอัตราการตายจากทุกสาเหตุน้อยกว่าผู้มองโลกในแง่ร้าย ร้อยละ 55 และอัตราเสี่ยงต่อการตายจากโรคหัวใจน้อยกว่าร้อยละ 23 (แหล่งที่มาhttp://www.livescience.com/health/041101_optimist_heart.html)

เมื่อเราหันมาสังเกตคู่ครองเรา ในแง่เดียวกันบ้าง ก็จะสามารถพบได้ว่า พวกเขาก็ต้องการกำลังใจและพลังในทางบวกเช่นกัน ผู้ชายต้องการความเคารพอยู่เสมอ แต่สิ่งที่ต้องการรองลงมาก็คือการให้กำลังใจ ผู้หญิงต้องการความรัก แต่การชื่นชมยอมรับจะทำให้ผู้หญิงรู้สึกดีขึ้นไปอีกเสมอ ท่านผู้อ่านส่วนใหญ่คงจะเคยมีประสบการณ์ว่าถูกอารมณ์ในทางลบฉุดลากลง และคำพูดให้กำลังใจเพียงหนึ่งคำสามารถเปลี่ยนโลกทัศน์ของเราทั้งหมดได้หลายครั้งหลายครา ทำให้อารมณ์ในแง่ลบนั้นหายไปในพริบตา

มีนักเขียนคนหนึ่งกล่าวไว้เป็นสุภาษิตว่า
“หน้าตาร่าเริงนั้นนำความสุขมาสู่จิตใจ และข่าวดีให้สุขภาพแก่กระดูก” (สุภาษิต 15:13)และ “หัวใจที่ร่าเริงเป็นยาอย่างดี แต่จิตใจถูกบดขยี้ทำให้กระดูกแห้ง”

เมื่อเราบอกตัวเองหรือคนรักบ่อยๆ ว่าเขาไม่มีอะไรดี งี่เง่า เราก็ฝังความคิดนั้นเข้าไปในความคิดจิตใจของพวกเขาและในที่สุดก็จะกลายเป็นความจริงทั้งสำหรับเขาและเรา ประโยคต่อไปนี้ จะช่วยฟื้นฟูความคิดจิตใจและชีวิตได้ “คำพูดของฉันจะทำงานให้ฉัน ฉันจะเติมพลังที่ไม่มีอะไรสามารถต่อต้านได้ลงไปในถ้อยคำเหล่านั้น ฉันเติมทั้งศรัทธาและความรักลงไปในคำพูดของฉัน คำพูดของฉันจะอวยพร จะรักษาเยียวยา คำพูดของฉันจะนำคนรักของฉันไปสู่ชัยชนะ คำพูดของฉันจะทำให้บรรยากาศในบ้านเต็มไปด้วยรักและความศรัทธาเชื่อมั่น”

ผมจะชื่นชมภรรยาของผมอย่างไร? ผมจะหาโอกาสชื่นชมในสิ่งที่เธอเป็น คือจริงใจและอดทนเมื่อให้การปรึกษาแก่ผู้มารับการปรึกษาทุกวัน รวมทั้งรักและอดทนต่อผมด้วย ไม่เพียงแค่นั้น ผมยังชื่นชมในความงาม การแต่งกาย หรือทรงผมของเธอด้วย

นี่คือข้อแนะนำว่าจะเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนเปี่ยมพลังในแง่บวกได้อย่างไร
– ประกาศให้คนรอบตัวรู้ถึงความตั้งใจที่จะคิดในแง่บวกของคุณ ความตั้งใจมีพลังมากและจะมีพลังยิ่งขึ้นเมื่อคุณบอกให้คนอื่นรู้ด้วย จดบันทึกความตั้งใจนั้นไว้ เขียนอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา การทำอย่างนี้จะช่วยทำให้ความตั้งใจนั้นกลายเป็นการกระทำจริงๆ

– บอกเพื่อนคุณสักคนหรือสองคนเกี่ยวกับการเปลี่ยนนิสัยนั้น แล้วถามว่าพวกเขาจะช่วยสนับสนุนคุณในเรื่องนี้ได้หรือไม่ มองหาเพื่อนหรือญาติที่ต้องการมีทัศนคติเดียวกับคุณ

– การชื่นชมตนเองในทางบวกนี้อาจจะช่วยให้คุณเริ่มการเปลี่ยนแปลงนี้ ตัวอย่างเช่น “ฉันเป็นคนมองโลกในแง่ดี มีความหวัง คิดในแง่บวก ฉันยอมรับว่าเรื่องแย่ๆอาจจะเกิดขึ้นได้ในชีวิตของฉัน แต่ฉันมองหาโอกาสที่เป็นบวกท่ามกลางสิ่งที่เป็นลบเหล่านั้น”

– อ่านหนังสือหาความรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของการคิดในทางบวก การที่รู้ว่าความคิดแบบนั้นมีประโยชน์แก่คุณจะช่วยเสริมส่งความมุ่งมั่นของคุณที่จะทำมันยิ่งขึ้น แหล่งความรู้ที่แนะนำคือ PsychologyToday.com, WebMD.com และหนังสือเรื่อง Authentic Happiness and Learned Optimism เขียนโดย Dr. Martin Seligman.

– หากเกิดความคิดในแง่ลบขึ้นมา ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดที่คุณรู้ แยกแยะให้ชัดเจนระหว่างความจริงและความกลัว ระหว่างสิ่งที่รู้และสิ่งที่คิดเอาเองว่ารู้ ถ้าหากพบว่าคุณด่วนสรุปจากข้อเท็จจริงที่รู้ ถามตัวคุณเองดูว่ามีสถานการณ์อื่นใดบ้างที่อาจจะสอดคล้องกับข้อเท็จจริงเดียวกันนี้

– ในแต่ละวันจบสิ้นลงทบทวนดูสิ่งที่เป็นด้านบวก เกิดอะไรขึ้นบ้างที่เป็นไปอย่างที่ควร แล้วทำไมจึงเป็นเช่นนั้น แทนที่จะจดจ่ออยู่แต่สิ่งที่ผิดพลาด ให้กลับจดจ่อในสิ่งที่คุณได้เรียนรู้

– ตระหนักว่าความคิดของคุณเป็นอย่างไร ถ้าสังเกตเห็นว่าคุณคิดบวกได้ก็จงขื่นชมตัวเอง ทั้งสังเกตว่าเมื่อไรคุณคิดด้านลบก็พยายามเปลี่ยนความคิดให้กลับมาในแง่บวกมากขึ้น

– เมื่อวันจบสิ้นลง ขอให้ย้ำคำพูดชื่นชมตนเองว่า ฉันเป็นคนมองโลกในแง่ดี มีความหวัง และคิดในแง่บวก

– ก่อนจะหลับให้ใคร่ครวญถึงสิ่งที่คุณคาดคอยว่าจะพบในวันรุ่งขึ้น
“ในที่สุดแล้ว พี่น้องทั้งหลาย สิ่งที่เป็นความจริง สิ่งที่น่านับถือสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่บริสุทธิ์ สิ่งที่น่ารัก อะไรก็ตามที่น่าชื่นชม ถ้าอะไรเป็นสิ่งที่เลิศและน่าชื่นชมนั้น จงคิดถึงสิ่งเหล่านั้น” (จากฟีลิปปี 4:8)
“ท่าทีมองโลกในแง่ดีดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้คนสูงอายุที่มีเวลาในชีวิตเหลือน้อย มีอายุยืนยาวขึ้นได้” อ้างจากวารสาร Archives of General Phychiatry

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *