‘พระนาง’ ปลุกผ้าถุงไทยให้ไฮโซ

“พระนาง” ปลุกผ้าถุงไทยให้ไฮโซ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 พฤศจิกายน 2550 09:41 น.

ผ้าไทยโบราณในสายตาต่างชาติ คือ ความงามอันทรงคุณค่า แต่สำหรับคนไทยเองแล้ว กลับมองว่า เชยล้าสมัย หันไปหลงใหลแบรนด์เนมนำเข้าแทน ทิ้งของดีจากบรรพบุรุษไว้เบื้องหลัง ทว่า ด้วยความมุ่งมั่นของหญิงไทยรายหนึ่ง ปลุกผ้าไทยให้กลับมาฮิต สร้างสรรค์ให้เหมาะกับยุคสมัย และเพิ่มความเป็นสากลใส่แล้วดูสง่า หรูหรา ในชื่อสินค้า “พระนาง”

เจ้าของแนวคิดดังกล่าว ได้แก่ “สุชาภา ผลชีวิน” วัย 51 ปี เห็นนามสกุลคงคุ้นตา เพราะเธอ คือ ภรรยาของ “ชาญวิทย์ ผลชีวิน” โค้ชฟุตบอลทีมชาติไทย ขณะที่อีกบทบาทเธอเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท กอล์ฟไทม์ ซินดิเคท จำกัด ผู้ผลิตนิตยสาร “กอล์ฟไทม์” และจัดงานอีเว้นท์เกี่ยวกับกีฬากอล์ฟต่างๆ

ทว่า สาเหตุผลที่เธอลุกขึ้นมาจับธุรกิจเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายจากผ้าไทย ในชื่อ “พระนาง” นั้น เธอเล่าว่า เปรียบเหมือนบัญชาจากเบื้องบนมอบหมายให้ทำหน้าที่เพื่อแผ่นดินไทย

“ดิฉันเรียนจบมาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ซึ่งนักศึกษาที่นี่จะนับถือสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระปิยมเหสีในรัชกาลที่ 5 มาก ส่วนตัวดิฉันจึงนับถือท่านมาตลอด แต่ก็ไม่เคยเชื่อในเรื่องศาสตร์เหนือธรรมชาติ กระทั่งเมื่อ 6-7 ปีก่อน คุณชาญวิทย์ (สามี) แนะนำให้ลองนั่งสมาธิ เพื่อจะให้เกิดปัญญา และสติ ซึ่งหลังจากปฏิบัติสักพัก อยู่มาคืนหนึ่งเกิดนิมิตฝัน เห็นพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์แต่งกายด้วยผ้าไทยสวยงามมาหาแล้วยิ้มให้ เมื่อปรึกษากับผู้รู้ ก็บอกว่า ท่านมาเพื่อมอบหน้าที่ให้เราเป็นผู้สืบสานศิลปะผ้าไทย” สุชาภา เผยแรงบันดาลใจ

เธอ อธิบายด้วยว่า เดิมตัวเองยึดติดกับแบรนด์เนม เสื้อผ้าและเครื่องประดับตั้งแต่หัวจรดเท้าต้องเป็นแบรนด์ดังต่างแดน แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์มหัศจรรย์ดังกล่าวขึ้น จึงสลัดแบรนด์เนมทิ้งทั้งหมด เปลี่ยนมาแต่งกายด้วยผ้าไทยแทน

ระยะแรกเธอเพียงตัดเย็บ และใส่เองลำพัง เวลาไปไหนมาไหน คนไทยด้วยกันเอง มักดูถูกว่า ใส่ผ้าไทยราคาถูก ตรงกันข้ามกลับเวลาเดินทางไปต่างประเทศ ชาวต่างชาติจะชื่นชอบอย่างมาก จุดนี่เองทำให้ตระหนักว่า หน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายมา คือ ต้องทำให้คนไทยตระหนัก และเห็นคุณค่าของผ้าไทยให้ได้

ทั้งนี้ เพื่อให้ผ้าไทยกลับมาเป็นที่นิยม จำเป็นต้องประยุกต์ให้เข้าสมัย เนื่องจากการนุ่มผ้าแบบโบราณค่อนข้างยุ่งยาก จำเป็นต้องใช้ความเชี่ยวชาญในการพับจีบแล้วคาดให้อยู่ด้วยเข็มขัด ดังนั้น ได้ประยุกต์แบบให้มีจีบหน้านางสำเร็จรูป สวมใส่ได้ง่าย โดยใช้ซิป และตะขอ ไม่จำเป็นต้องคาดเข็มขัด มีขนาดสากลให้เลือกตั้งแต่ S ถึง XXL สำหรับเอว 24 – 34 นิ้ว

นอกจากนั้น ออกแบบเครื่องแต่งกายอื่นๆ หลายแบบ ทั้งหมดตัดเย็บด้วยผ้าไทย ผสมรูปแบบสากล ให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นกระโปรงสั้น เสื้อสายเดี่ยว เสื้อขาวผ้าลูกไม้ กางเกงขาสั้น กระเป๋าสะพาน กระเป๋าเดินทาง ฯลฯ รวมถึง ตัดเย็บเครื่องแต่งกายสำหรับเด็กด้วย เพื่อปลูกฝังเยาวชนไทยตั้งแต่เล็กให้เติบโตขึ้นมาผูกพันและรักในผ้าไทย

สำหรับผ้าที่นำมาตัดเย็บนั้น สุชาภา ระบุว่า เป็นผ้าชนิดเดียวกับผ้าถุงที่บรรดาคุณยายใช้กันอยู่ ซึ่งมีคุณสมบัติลวดลายสวยงาม สวมใส่สบายเหมาะกับสภาพอากาศบ้านเรา รีดอยู่ทรง และง่ายต่อการเก็บรักษา แต่เมื่อนำมาแปรรูปเป็นเครื่องแต่งกายในชื่อ “พระนาง” ช่วยเพิ่มค่าให้ผ้าถุงธรรมดากว่า 10 เท่าตัว เช่น กระโปรงหน้านาง ขายที่ตัวละ 850 – 1,000 กว่าบาท

เจ้าของแนวคิด เผยว่า ลงทุนเบื้องต้นกับธุรกิจนี้กว่า 1 ล้านบาท เริ่มเปิดตัวเมื่อ 1-2 ปีที่แล้ว มีช่องทางตลาด เปิดโชว์รูมหน้าบริษัท กอล์ฟไทม์ ซินดิเคท จำกัดของตัวเอง กับผ่านเว็บไซต์ www.pra-nang.com รวมถึง หากบริษัทฯ จัดกิจกรรมใดๆ ก็จะให้พริตตี้สวมใส่ชุดไทยไปโชว์ และเนื่องจากเธอเป็นภรรยาของคนดัง มีโอกาสพบสื่อมวลชนบ่อยๆ เมื่อผู้สื่อข่าวเห็นเธอสวมใส่ชุดไทยสวยงามจะให้ความสนใจนำไปเผยแพร่เป็นการประชาสัมพันธ์ในตัว

เธอ เผยต่อว่า ปัจจุบัน สินค้ามีกระแสบอกต่อดีมาก กลุ่มลูกค้าขาประจำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลายรายที่เคยคิดว่าผ้าไทยเชย หันกลับมานิยม เพราะชื่นชอบในความสวยงาม ใส่แล้วดูหรูหรา ช่วยให้มียอดขายหลักแสนบาทต่อเดือน ซึ่งประโยชน์ที่เกิดขึ้น ยังไปช่วยสร้างรายได้ให้กลุ่มแม่บ้านใน จ.กาญจนบุรี ที่รับจ้างผลิต กว่า 30 คน จำนวน 200-300 บาทต่อคนต่อวัน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ท้อแท้ใจอย่างยิ่ง มาจากคนไทยกลุ่มหนึ่ง เมื่อเห็นสินค้าเริ่มเป็นที่นิยมก็นำไปลอกเลียนแบบโดยไม่มีคุณภาพ ดังนั้น จึงอยากฝากบอกคนเหล่านั้น ให้ใส่ใจจริยธรรม เปลี่ยนความคิดจากหวังแค่กำไรมาสู่ความคิดอยากสืบสานผ้าไทย เพราะธุรกิจนี้ เธอไม่ได้หวังกำไรเป็นเป้าหมายสูงสุดอยู่แล้ว ดังนั้น ถ้าอยากทำธุรกิจนี้จริงๆ ขอแค่เดินเข้ามาพูดคุยเจรจา ยินดีที่จะให้เป็นเครือข่าย หรือเผยแพร่ความรู้การผลิตให้อย่างเต็มที เพื่อร่วมกันส่งเสริมผ้าไทยให้เป็นที่นิยมมากขึ้นไป

สุชาภา เผยด้วยว่า ช่วงเดือนธันวาคม 2550 นี้ จะเดินทางไปที่ลาสเวกัส ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อสำรวจตลาด เตรียมเปิดร้าน “พระนาง” ในต่างแดน โดยตั้งงบลงทุนไว้กว่า 3 ล้านบาท เพื่อจะสานต่อหน้าที่ประกาศชื่อผ้าไทยให้รู้จักในระดับสากล

*********************************

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *