ฝึกความฉลาดตามวัย

ฝึกความฉลาดตามวัย
สมองของเด็กที่เจริญเติบโตขึ้นจะต้องการเรียนรู้และต้องการสิ่งกระตุ้นเด็กจะแสดงออกมาทางร่างกายที่เราพอจะสังเกตเห็นได้ การเข้าใจพัฒนาการทางร่างกายด้วยจะช่วยให้เราให้สิ่งกระตุ้นกับเด็กได้อย่างเหมาะสม ไม่เร่งเร็วเกินไปหรือละเลยเกินไป พัฒนาการของเด็ก ตั้งแต่อายุ 0-6 ขวบ จะเป็นช่วงที่เราจะให้ตัวกระตุ้นต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี
พัฒนาสมองวัย 0-1 ขวบ
สมองของเด็กที่อยู่ในครรภ์นั้น ก็เริ่มมีการเรียนรู้แล้ว โดยเฉพาะ 3 เดือนก่อนคลอดความรู้สึกและอารมณ์ของแม่จะส่งผ่านไปถึงลูกในท้องได้ แม่จึงควรที่จะทำจิตใจให้สดชื่นแจ่มใสไม่เคร่งเครียด ลูกที่ออกมาก็จะมีจิตใจดีตามไปด้วย ในช่วงนี้พ่อแม่บางรายอาจจะเริ่มกระตุ้นลูกด้วยการอ่านหนังสือให้ลูกฟัง พูดคุยกับลูกทั้ง ๆ ที่ลูกยังอยู่ในท้อง เป็นต้น
เมื่อลูกเกิดออกมาในระยะแรก เขาจะสามารถรับการกระตุ้นได้แล้วจากการมองเห็น การได้ยินเสียง และจะเรียนรู้ปฏิกิริยาตอบโต้จากพ่อแม่ได้ เช่น เมื่อเขาร้องไห้จะต้องมีคนมาอุ้ม เขาอาจใช้วิธีนี้ในการเรียกร้องความสนใจจนกลายเป็นเด็กขี้แยต่อไปได้ ฉะนั้น พ่อแม่ควรที่จะพิจารณาดูในเรื่องนี้ด้วย ถ้าการร้องไห้นั้นไม่มีเหตุผลที่สมควร เราอาจจะอยู่เฉย ๆ ก็ได้ เด็กก็จะเรียนรู้ได้ว่า วิธีร้องไห้ใช้ไม่ได้ผลทุกครั้งก็จะเลิกร้องไห้ แล้วพยายามหาวิธีใหม่ต่อไป
ในช่วงระยะนี้ เป็นช่วงที่เด็กจะรู้จักจำหน้าคนได้ สิ่งกระตุ้นที่สำคัญจากพ่อแม่คือให้ลูกได้เห็นหน้าบ่อย ๆ พูดคุยกับลูก และหาสิ่งกระตุ้นในการมองเห็น เช่น ของเล่น โมบาย ฯลฯ แต่ไม่ควรจะมีสิ่งกระตุ้นมากเกิน เพราะลูกจะสับสน ไม่รู้จะสนใจอะไรดีคอยพาลเบื่อไปเลย ปกติลูกจะมีปฏิกิริยาตอบโต้ได้บ้าง การยิ้ม มองตา ส่งเสียง ฯลฯ และชอบเลียนแบบคนใกล้ชิดได้บ้างแล้ว
เรื่องเปลที่ลูกนอน ควรจะเป็นเปลที่โล่ง ที่เด็กสามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ มิใช่เปลแบบเดิมที่ปิดรอบด้าน เด็กมองไม่เห็นอะไรเลย เรื่องนี้สำคัญมากเพราะสิ่งแวดล้อมรอบตัวลูกจะช่วยให้ลูกเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ที่พบเห็นได้อย่างมากมาย เป็นการพัฒนาสมองของลูกในช่วงนี้ได้อย่างดีที่สุด
พอถึงช่วงที่ลูกพอจะเริ่มเคลื่อนไหวตัวได้ คลานได้ ลูกจะสนใจของเล่นมากขึ้นการให้ของเล่นลูกในช่วงนี้ ควรระวังเรื่องความปลอดภัยเพราะเด็กมักจะชอบหยิบของเข้าปาก นอกจากนี้ของเล่นไม่ควรมีมากขึ้น เด็กจะเสียสมาธิ ไม่รู้จะเล่นอะไรดี ของเล่นที่น้อยจะทำให้เด็กพยายามศึกษาของเล่นนั้นอย่างละเอียด มีสมาธิในการเล่น ซึ่งจะเป็นพื้นฐานการทำงานที่มีสมาธิต่อไปในอนาคต
พัฒนาสมองวัย 1-2 ขวบ
ช่วงนี้เด็กจะมีกล้ามเนื้อแขนขาที่แข็งแรงมากขึ้น สามารถจะเดินได้ ทรงตัวได้ดีขึ้น และมีการทำงานที่ละเอียดเล็ก ๆ ได้มากขึ้น มีการประสานงานของกล้ามเนื้อต่าง ๆ ได้ดี เริ่มหยิบดินสอเขียนเส้นขยุกขยิกได้ รู้จักแยกความแตกต่างของอวัยวะของร่างกายได้ กินอาหารเองได้บ้าง
การพัฒนาสมองด้วยการกระตุ้นในช่วงวัยนี้ จะฝึกตามพัฒนาการทางร่างกายของลูกให้ลูกได้มีโอกาสฝึกหัดสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง สิ่งใดที่ไม่เป็นอันตรายควรให้ลูกได้ลองผิด ลองถูก พ่อแม่ไม่ควรช่วยลูกไปเสียทุกเรื่อง ให้เขาได้หัดเดิน แม้จะล้มลุกคลุกคลานไปบ้าง กระตุ้นให้หยิบของ กินอาหาร ฯลฯ เด็กจะยังทำได้ไม่ดีนัก แต่ก็ได้การเรียนรู้ซึ่งมีค่ามหาศาลทีเดียว
สอนให้เด็กรู้จักอวัยวะต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่เด็กกำลังสนใจ เพิ่มเติมเรื่อง การทำงานของกล้ามเนื้อ โดยการเล่นของเล่นหรือกิจกรรมง่าย ๆ
พูดคุยกับลูก ให้ลูกได้ออกเสียงฝึกพูดบ่อย ๆ เริ่มกระตุ้นการมองเห็นได้มากขึ้น พบปะผู้คนได้มากขึ้น จะเป็นการฝึกการเข้าสังคมให้กับลูก
พัฒนาสมองวัย 2-6 ขวบ
เด็กวัยนี้จะมีความแข็งแรงมากขึ้น สามารถเดินได้ดี วิ่งเล่นได้แล้ว ในช่วงนี้เด็กจะเริ่มเข้าสังคม ไม่แยกตัวเหมือนตอนเป็นเด็กเล็ก จะชอบเล่นกับเพื่อน ชอบกิจกรรมต่าง ๆ เกือบทุกชนิด เริ่มมีความคิดทางนามธรรมบ้าง แยกสิ่งที่แตกต่างได้ เริ่มคิดถึงความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ
เด็กวัยนี้จะมีคำถามมากมายที่จะถามพ่อแม่ เพราะต้องการเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง พ่อแม่จึงควรที่จะตอบคำถามลูกทุกคำถาม แต่ไม่ต้องตอบลึกซึ้งนัก เด็กต้องการเรียนรู้เรื่องความสัมพันธ์เบื้องต้นเท่านั้น การตอบคำถามลูกจะช่วยให้ลูกมีแนวคิด ซึ่งเป็นการพัฒนาสมองให้มีสติปัญญาดี การตัดบทไม่ตอบคำถาม จะทำให้ความคิดของลูกที่กำลังจะเริ่มสร้างขึ้นถูกทำลายลงไป
การให้ของเล่นที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงเป็นจักรยาน 3 ล้อ เป็นสิ่งที่จะช่วยเด็กพัฒนาทางด้านร่างกายให้แข็งแรง การให้เด็กหัดต่อบล็อคไม้ ต่อภาพต่อ หรืออ่านหนังสือ จะช่วยให้เด็กมีการพัฒนาทางด้านภาษา รู้จักความหมายของสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น จะสามารถแยกความแตกต่าง และความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ ได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานของเด็กฉลาดนั่นเอง
การช่วยส่งเสริมจินตนาการให้กับลูกในวัยนี้เป็นสิ่งที่ควรกระทำเพราะลูกจะสามารถใช้มือในการวาดภาพ หรือปั้นดินน้ำมันได้ดีพอใช้ การได้คิดได้จินตนาการจะช่วยให้เด็กเกิดความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความฉลาด
สิ่งแวดล้อมมีผลต่อลูกมากทั้งจากบ้านและโรงเรียน การเลือกสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับลูก ลูกจะไม่ต้องวิตกกังวลในการปรับตัวมากนัก จะได้ใช้สมองในการสร้างสรรค์งานต่าง ๆ ได้เต็มที่
พัฒนาการทุกด้าน
เมื่อพูดถึงความฉลาด เรามักจะนึกถึงเด็กที่เรียนเก่ง มีสติปัญญาดี มีความสามารถสูง แต่การพัฒนาทางด้านสติปัญญาอย่างเดียวนั้น ยังไม่เพียงพอต่อการที่จะทำให้ลูกของเราเป็นคนฉลาดอย่างสมบูรณ์ได้ จะต้องมีการพัฒนาอย่างครบถ้วนทั้ง 4 ด้าน คือ
1. พัฒนาทางด้านร่างกาย เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงสมบูรณ์ เป็นพื้นฐานของชีวิต
2. พัฒนาการด้านสติปัญญา เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ของสมองให้ฉลาด
3. พัฒนาการด้านสังคม เพื่อให้เข้ากับผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม คนฉลาดที่ทำงานกับผู้อื่นไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์ต่อสังคม
4. พัฒนาการด้านอารมณ์ เด็กจะต้องสามารถควบคุมอารมณ์ได้ปรับเปลี่ยนอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะทำให้ตัวเองมีความสุขและเข้ากับผู้อื่นได้ดี
เมื่อลูกของเราได้รับการพัฒนาทุกด้านไปพร้อม ๆ กันจะทำให้ลูกเป็นเด็กฉลาดที่มีประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติต่อไปดังที่พ่อแม่ปรารถนา

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *