ผ่าแฟรนไชส์ไทยเหตุใดไม่รุ่ง! ชี้ลงทุนต่ำเกลื่อน เสี่ยงตายหมู่

ผ่าแฟรนไชส์ไทยเหตุใดไม่รุ่ง! ชี้ลงทุนต่ำเกลื่อน เสี่ยงตายหมู่

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 16 มกราคม 2550 10:06 น.

จากงานสัมมนา หัวข้อ “ผ่ามิติ แฟรนไชส์” จัดโดยคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้เชิญ “ดร.พีระพงษ์ กิติเวชโภคาวัฒน์” ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจแฟรนไชส์ เป็นวิทยากรบรรยาย โดย ชี้สาเหตุแฟรนไชส์ไทยไม่รุ่ง เพราะตัวผู้ประกอบการ ทั้งผู้ขาย และผู้ซื้อยังไม่เข้าใจในระบบ และความหมายที่แท้จริงของแฟรนไชส์ เน้นปล่อยธุรกิจลงทุนต่ำ ทำกำไรน้อย สุดท้ายตายทั้งคู่ อีกทั้ง กฎหมาย และระบบสถาบันการเงินของภาครัฐยังไม่เอื้อต่อการพัฒนา

ดร.พีระพงษ์ กิติเวชโภคาวัฒน์

ดร.พีระพงษ์ ระบุว่า รูปแบบที่จะเข้าข่ายเป็นแฟรนไชส์อย่างแท้จริง ควรมีองค์ประกอบ 3 ข้อ ได้แก่ 1. มีการบริหารความเชี่ยวชาญ (KNOW HOW) คือ มีความรู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง สามารถนำมาจัดการบริหารได้ 2.มีระบบจัดการธุรกิจ และ 3. มีตราสินค้า หรือแบรนด์ ของตัวเอง สำหรับปแฟรนไชส์ไทย หาได้ยากที่จะมีครบทั้ง 3 ข้อ ส่วนใหญ่จะเข้าองค์ประกอบ แค่ 1- 2 ข้อเท่านั้น

**ตอกแฟรนไชส์ไทยขาดความเข้าใจ

โดยมองว่า สาเหตุที่แฟรนไชส์ไทย ไม่เติบโตไปไกล เกิดจากผู้ประกอบการยังไม่เข้าใจระบบแฟรนไชส์อย่างแท้จริง รวมถึง ขาดระบบจัดการแฟรนไชส์ที่ถูกต้อง เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่ เปิดขายแฟรนไชส์ เพื่อหวังเพิ่มช่องทางกระจายสินค้า หรือวัตถุดิบ ซึ่งแนวคิดดังกล่าว จะนำมาสู่การขายแฟรนไชส์ในราคาถูก ลงทุนหลักหมื่น เพราะต้องการกระจายแฟรนไชส์ออกไปให้ได้มากที่สุด

นอกจากนั้น ยังกดราคาลงทุนแฟรนไชส์ให้ต่ำลงอีก ด้วยการไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมแรกเข้า ค่าดำเนินการ หรือค่าต่ออายุ เป็นต้น ทั้งที่จริง การเก็บค่าใช้จ่ายเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อแฟรนไชส์ซอร์จะนำทุนไปต่อยอด พัฒนาธุรกิจด้านต่างๆ เช่น สร้างระบบ ทำตลาด ฯลฯ เพื่อช่วยให้แฟรนไชส์ซีประสบความสำเร็จ และสุดท้าย ผลสำเร็จจะย้อนกลับมาถึงแฟรนไชส์ซอในที่สุด

“เหตุที่ต้องขายแฟรนไชส์ราคาถูก เพราะกลัวว่า ถ้าแพงจะขายไม่ได้ จึงออกแบบธุรกิจให้ถูก ยิ่งไม่เก็บค่าแรกเข้า เพราะเขาไม่รู้ว่า จะทำอะไรให้แฟรนไชส์ซีบ้าง คิดง่ายๆ ที่เขาบอกว่า ไม่เก็บค่าอะไรเลย ถ้าเขาไม่ได้ประโยนช์อะไรเลยจริงๆ เขาจะมาขายแฟรนไชส์ทำไม?”

“และการเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆ คือ นำไปพัฒนาให้แฟรนไชส์ซีประสบความสำเร็จ เพื่อจะมีประโยชน์ย้อนกลับมา แต่ปัญหาของแฟรนไชส์ซอไทย คือ บางรายนำเงินไปใช้ผิดประเภท หรือบางราย ตั้งใจดี แต่นำเงินไปสร้างโรงงาน ซึ่งมันผิด เขาควรจะมีระบบ มีฐานผลิตสมบูรณ์แล้ว จึงขายแฟรนไชส์ เพื่อจะระดมทุน เพื่อนำไปพัฒนาธุรกิจให้แฟรนไชส์ซี”

**ฟันธงแฟรนไชส์ลงทุนต่ำตายหมู่

ผู้เชี่ยวชาญด้านแฟรนไชส์ อธิบายต่อว่า ปัจจุบัน ประเทศไทย มีบริษัทประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ ประมาณ 430 ราย เป็นรายใหญ่เพียง 30 ราย ส่วนที่เหลือจะเป็นบริษัทแฟรนไชส์รายย่อยๆ ลงทุนต่ำแค่หลักหมื่นบาท ซึ่งยากจะประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน เพราะทำกำไรได้น้อย ยกตัวอย่าง การทำธุรกิจทั่วไป ถ้าทำกำไรได้ 20% ของเงินลงทุน ถือว่าประสบความสำเร็จมากแล้ว ดังนั้น ในกรณีลงทุนซื้อแฟรนไชส์ 50,000 บาท กำไรต่อเดือน 10,000 บาท รายได้แค่นี้ ยากมากที่จะพอเพียงใช้ชีวิตประจำวันยุคนี้ ที่บอกว่า จะคืนทุนได้ใน 3-5 เดือน น้อยรายมากที่จะทำได้ หรือถ้าทำได้จริง แฟรนไชส์ซีรายนั้น ต้องแลกด้วยการทำงานหนักระดับสาหัส ดังนั้น เมื่อทำกำไรได้น้อย แฟรนไชส์ซีก็จะท้อ แล้วก็ต้องยอมเลิกกิจการตัวเอง กระทบไปถึงชื่อเสียงแบรนด์ และแฟรนไชซอ ถึงที่สุดต้องล้มไป จะเห็นว่าทุกวันนี้ มีแฟรนไชส์ลงทุนน้อย ล้มหายตายจากไปสูงกว่า 20% และมีแนวโน้มจะค่อยๆ ปิดตัวตามกันไป วงจรธุรกิจดังกล่าว นับว่าน่าเป็นห่วงมาก

**ชี้มนุษย์เงินเดือนเหยื่อบริสุทธิ์

ทั้งนี้ กลุ่มลูกค้าในปัจจุบันที่จะหาซื้อแฟรนไชส์ ส่วนใหญ่ คือ บรรดาพนักงานบริษัท กินเงินเดือนประจำ เมื่อทำงานมาระยะเวลาหนึ่ง เบื่อหน่ายกับการทำงานเป็นลูกจ้าง เมื่อเก็บเงินได้สักก้อน จึงอยากมีธุรกิจเล็กๆ ของตัวเอง หนทางง่ายที่สุด คือ หาซื้อแฟรนไชส์ โดยมักเลือกลงทุนธุรกิจประมาณหลักหมื่นถึงเกือบแสนบาท ซึ่งยากที่จะทำรายได้เท่ากับเงินเดือนที่เคยได้ ในที่สุด ก็ต้องเลิกธุรกิจ เข้าไปสู่วงจรดังที่กล่าวมาสักครู่

**แนะแบงก์รัฐออกเงินกู้เพื่อแฟรนไชส์

ดร.พีระพงษ์ ระบุว่า ในความคิดเห็นส่วนตัว ธุรกิจแฟรนไชส์ที่จะประสบความสำเร็จ ควรจะเป็นแฟรนไชส์รายใหญ่พอสมควร มีชื่อเสียงการันตีความสำเร็จ เป็นธุรกิจหรือบริการที่ทำกำไรต่อหน่วยได้สูง อยู่ในกระแสนิยม และหาบุคลากรที่เหมาะสมมาร่วมธุรกิจได้

อย่างไรก็ตาม แฟรนไชส์ที่มีความพร้อมเช่นนี้ มีแค่รายใหญ่ๆ การเข้าเป็นแฟรนไชส์ต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง มูลค่าประมาณ 500,000 บาทขึ้นไป หาผู้มีกำลังพร้อมมาลงทุนได้ยาก การแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงขอเสนอให้สถาบันการเงินของรัฐ อย่างธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) จัดสินเชื่อสำหรับการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์โดยเฉพาะ ซึ่งต้องเป็นสินเชื่อที่มีวงเงินไม่ควรต่ำกว่า 1 ล้านบาท และสามารถนำแบรนด์แฟรนไชส์ที่ได้มาตรฐานมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ ซึ่งปัจจุบัน ประเทศไทย ยังไม่มีสินเชื่อลักษณะนี้ มีแค่สินเชื่อสำหรับแฟรนไชส์ ให้วงเงินเพียง 20,000 บาท ไม่สามารถให้ผู้กู้ไปลงทุนกับแฟรนไชส์ที่มีคุณภาพได้

**หวัง กม.แฟรนไชส์ ไขทางออก

นอกจากนี้ เพื่อยกระดับธุรกิจแฟรนไชส์ไทย สมาคมแฟรนไชส์และเอสเอ็มอีไทย กำลังผลักดันกฎหมายแฟรนไชส์ เพื่อเป็นการสร้างกฎกติกาพื้นฐานให้อยู่ร่วมกันบนความยุติธรรมของผู้ซื้อและ ผู้ขาย เช่น กำหนดขึ้นทะเบียนผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ โดยบริษัทที่จะจดทะเบียนได้ต้องดำเนินธุรกิจมาไม่น้อยกว่า 2 ปี รวมถึงมีคุณสมบัติ คือ 1. ขยายธุรกิจโดยใช้ชื่อเดียวกัน 2.มีการเก็บค่าใช้จ่ายในระหว่างธุรกิจต่อกัน และ 3. บริษัทแม่ต้องมีส่วนเข้าไปช่วยรายย่อย

ทั้งนี้ การผลักดันกฎหมายแฟรนไชส์ ยกร่างเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กำลังอยู่ในระหว่างขั้นตอนกฤษฎีกา เพื่อเสนอต่อกระทรวงพาณิชย์ และคณะรัฐมนตรีต่อไป ถ้าผ่านออกมาแล้ว เชื่อว่า จะมีส่วนช่วยพัฒนามาตรฐานของแฟรนไชส์ ไทย

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *