ผู้บริหารควรจะใส่ใจ ต่อสุขภาพบุคลากรในเชิงรุก

ผู้บริหารควรจะใส่ใจ ต่อสุขภาพบุคลากรในเชิงรุก
มองมุมใหม่ : ผศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2547
ปัจจุบันเราตื่นตัวและให้ความสำคัญ ในเรื่องของสุขภาพกันค่อนข้างมาก และในขณะเดียวกัน องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ก็ดูแลบุคลากรของตนเอง ในเรื่องสุขภาพกันอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการจัดให้มีการตรวจร่างกายประจำปี หรือการเบิกค่ารักษาพยาบาลต่างๆ แต่ก็มีประเด็นที่น่าสนใจ และชวนให้คิดนะครับว่า ในปัจจุบัน ผู้บริหารขององค์กรต่างๆ ได้ดูแลสุขภาพของบุคลากรดีพอหรือยัง
ผมไม่ได้หมายถึงแค่การตรวจสุขภาพประจำปี หรือการเบิกค่ารักษาพยาบาลนะครับ แต่เป็นการดูแลสุขภาพของบุคลากรในเชิงรุก เพื่อไม่ให้เกิดความเจ็บป่วย เนื่องจากสุดท้ายแล้ว ความเจ็บป่วยของบุคลากรจะส่งผลต่อผลประกอบการขององค์กรด้วยเช่นกัน ซึ่งโดยปกติเราก็มักจะนึกถึงแต่ค่ารักษาพยาบาลที่องค์กรจะต้องจ่ายให้กับบุคลากรเมื่อป่วย หรือต้นทุนที่เกิดขึ้นเมื่อบุคลากรลาป่วย แต่จริงๆ แล้ว แม้บุคลากรจะมาทำงานทั้งที่ยังป่วย ก็ส่งผลต่อต้นทุนขององค์กรเช่นเดียวกันครับ
เริ่มง่ายๆ ถ้าเราไม่สบายแต่ยังมาทำงานอยู่ ท่านผู้อ่านทราบไหมครับว่า อาจจะทำให้องค์กรของท่านประสบความสูญเสียมากกว่าที่คิดก็ได้ เมื่อเราป่วย เราขาดงาน เราเรียกว่า Absenteeism แต่เมื่อเราป่วย แล้วยังมาทำงานอีก เราเรียกว่า Presenteeism ครับ
ได้มีงานวิจัยโดยนักวิชาการ จาก Tufts-New Englang Medical Center ที่ทำกับบริษัท Lockheed Martin ที่ประเมินถึงผลกระทบของอาการเจ็บป่วยต่างๆ ต่อความสามารถในการทำงานของบุคลากร (Worker’s Productivity) และ พบว่า แม้กระทั่งอาการป่วยที่เล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถส่งผลต่อความสามารถในการทำงานของบุคลากรได้ โดยทางทีมวิจัยเขาได้มีการคำนวณออกมาเลยครับ ว่า อาการต่างๆ เช่น โรคไมเกรน จะทำให้ผลิตภาพ (Productivity) ในการทำงานของบุคลากรลดลง 4.9% ซึ่งทำให้บริษัทสูญเงินโดยเฉลี่ยทั้งปีกว่าสี่แสนดอลลาร์ (เป็นตัวเลขประมาณการจากเงินเดือนเฉลี่ยของพนักงานของบริษัทครับ)
หรือ อาการปวดหลังจะลดผลิตภาพในการทำงาน 5.5% หรือการเป็น ไข้หวัดในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา จะลดผลิตภาพของพนักงานลง 4.7% หรือแม้กระทั่ง โรคผิวหนังต่างๆ จะส่งผลต่อผลิตภาพ 4.7% และ อาการหดหู่จะส่งผลต่อผลิตภาพ 7.6%
เป็นอย่างไรบ้าง ดูแล้วไม่น่าเชื่อ แต่ถ้าคิดดูดีๆ ก็ไม่แปลกนะครับ เพราะถ้าเราไม่สบาย และยังมาทำงาน ความสามารถในการทำงานของเราก็ย่อมไม่เท่ากับตอนปกติอยู่แล้ว แต่ที่เขียนมาตรงนี้ก็ไม่ได้สนับสนุนให้ขาดงาน เพราะอาการบางประการข้างต้น ก็ไม่ได้หนักหนาถึงขั้นต้องลาป่วย
ดังนั้น โจทย์หลักน่าจะอยู่ที่ผู้บริหารขององค์กรมากกว่าครับ ว่า ถ้าต้องการให้บุคลากรของตนทำงานอย่างเต็มความสามารถแล้ว ทำอย่างไรถึงจะป้องกันไม่ให้บุคลากรของตนเองป่วยในอาการต่างๆ น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด กว่าจะมานั่งคอยจ่ายหรือเบิกค่ารักษาพยาบาล และสูญเสียผลิตภาพในการทำงานของบุคลากร ดังนั้น การเพียงแค่ตรวจร่างกายประจำปี หรือการให้เบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล จึงไม่น่าเพียงพอนะครับ ผู้บริหารควรจะต้องให้ความสำคัญกับสุขภาพของบุคลากรในเชิงรุกมากขึ้น และเป็นเชิงรุกในลักษณะของการป้องกันมากกว่าการแก้ไข (ป้องกันไม่ให้ป่วยดีกว่ารักษาเมื่อป่วยนะครับ)
มีตัวอย่างงานวิจัยหลายชิ้นเลยครับ ที่แสดงให้เห็นว่า การป้องกันนั้นดีกว่าปล่อยให้ไม่สบาย และแก้ไขโดยเฉพาะงานที่แสดงให้เห็นว่า การที่องค์กรให้บริการฉีดยาป้องกันโรคไข้หวัดให้กับบุคลากรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายนั้น ประหยัดกว่าค่าใช้จ่ายและผลิตภาพที่องค์กรจะต้องสูญเสียไปเมื่อบุคลากรของตนเองไม่สบาย เป็นหวัด และต้องหยุดงาน หรือมาทำงานในลักษณะของ Presenteeism (มาทำงานทั้งๆ ที่ยังป่วย) หรือลองดูอีกตัวอย่างหนึ่งก็ได้นะครับ
ผู้บริหารขององค์กรแห่งหนึ่งที่เป็นธุรกิจให้บริการ ระบุเลยว่า ที่องค์กรของเขานั้นบุคลากรส่วนใหญ่เป็นสุภาพสตรี และกำไรของบริษัทนั้นมาจากการให้บริการ ในขณะเดียวกัน สตรีมีโอกาสมากกว่าผู้ชาย สำหรับอาการซึมเศร้า (Depression) และภาวะซึมเศร้าดังกล่าวก็ส่งผลต่อความสัมพันธ์กับลูกค้าด้วย ดังนั้น ที่องค์กรแห่งนี้ก็เลยต้องมีกิจกรรม หรือโครงการต่างๆ เพื่อป้องกันบุคลากรของตนเองจากภาวะซึมเศร้า
กิจกรรมในเชิงรุกที่ผู้บริหารสามารถใช้ในการป้องกันอาการเจ็บป่วยต่างๆ สามารถทำได้หลายแบบครับ ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้กับพนักงานในการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ หรือบางองค์กรก็จัดให้มีจิตแพทย์มาให้คำปรึกษากับบุคลากร และครอบครัวในเรื่องต่างๆ หรือการจัดให้มี Health Risk Assessments หรือการประเมินความเสี่ยงในด้านสุขภาพ (ปัจจุบันเราตื่นตัวในเรื่องของความเสี่ยงกันมาก ลองประเมินความเสี่ยงทางด้านสุขภาพดูซิครับ) ซึ่งเป็นการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวบุคลากร อาทิเช่น ความดันโลหิต เพื่อไปประเมินและคาดการณ์ถึงโอกาสในการเกิดปัญหาในด้านสุขภาพในอนาคต หรือบางองค์กรก็จะให้มี Wellness Programs ที่สนับสนุนให้มีการดูแลสุขภาพที่ดี ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายร่วมกัน หรือการจัดเมนูอาหารเพื่อสุขภาพ
ท่านผู้อ่านลองเอาโปรแกรมหรือกิจกรรมเหล่านี้ไปจัดดูซิครับ แล้วอาจจะพบว่า ต้นทุนในการจัดกิจกรรมเพื่อสุขภาพต่างๆ เหล่านี้ ถ้านำไปเปรียบเทียบกับต้นทุนในการรักษาพยาบาล ต้นทุนจากการขาดงาน เนื่องจากเจ็บป่วย (Absenteeism) และต้นทุนจากการมาทำงานทั้งที่ไม่สบาย (Presenteeism) ต้นทุนในกิจกรรม เพื่อสุขภาพจะน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ผมคิดว่าน่าจะถึงเวลาที่ผู้บริหารจะหันมาให้ความใส่ใจในสุขภาพของบุคลากรท่านในเชิงรุกกันได้แล้วนะครับ

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *