ผู้นำแบบซามูไร

ผู้นำแบบซามูไร
HR&Management : วรนุช เจียมรจนานนท์ กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2551
สำหรับซามูไรแล้ว การตกลงใจเดินหน้าไปสู่ความสำเร็จ ในบางหนทางก็ดูเรียบง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ
สิ่งที่เขาต้องทำมีเพียงแค่ สอดประสานองค์ประกอบสองอย่างให้กลมกลืนกันเท่านั้น
อย่างแรกคือ “เจ้านายของเขา” กับอย่างหลัง “หลักการของบูชิโด” ซึ่งถือว่าเป็นคุณค่าในเชิงระบบ
ถ้าปราศจากความภักดีในสองสิ่งนี้ ก็ไปเตรียมตัวตายได้เลย
บางคนอาจจะแย้งว่า จริงๆ แล้วนายใหญ่ของซามูไร มีเพียงสิ่งเดียวคือ อุดมการณ์บูชิโด ขณะที่ความจงรักภักดีต่อเจ้านายหรือจักรพรรดิ ในฐานะที่เป็นข้าแผ่นดิน กลับเป็นเพียงส่วนหนึ่งของใจความหลักในระบบคุณค่าบูชิโด* เท่านั้น
* บูชิโดเป็นลัทธิที่ยอมรับและยกย่องวิถีแห่งคนกล้า คำนี้แปลว่า “หนทางของอัศวินนักต่อสู้” (the way of the fighting knight) หรืออาจแปลได้อีกอย่างหนึ่งว่า “มรรควิธีที่จะนำไปสู่ความเป็นซามูไร”
ยามากะ โซโก ผู้นำคนสำคัญของญี่ปุ่น (Yamaga Soko – ค.ศ. 1622 – 1685) เป็นคนนำแนวคิดแบบชินโตกับขงจื๊อมาประสานกัน ซึ่งนำไปสู่การสร้างลัทธิบูชิโด
สอนให้เหล่าซามูไรยึดมั่นในความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ และจงรักภักดีต่อเจ้านายของตน ซามูไรถือว่าความตายเป็นเรื่องเล็กน้อย ดังปรัชญาบูชิโดที่กล่าวไว้ว่า “ความตายเป็นสิ่งเบาบางยิ่งกว่าขนนก” *
กับอีกส่วนที่ทำให้ชีวิตของซามูไรดูคงเส้นคงวาก็คือ “การฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง” เพื่อไปให้ถึงความสำเร็จ
ไม่ต่างกับคำถามที่ บัณฑิต อึ้งรังษี ถามทางไปคาร์เนกกี้ ฮอลล์คำตอบที่ได้รับคือ ต้องหมั่นซ้อม หมั่นซ้อม และก็หมั่นซ้อมอยู่เสมอ แล้วจะไปถึงได้เอง
ซึ่งดูเหมือนว่า การสอดประสานสิ่งเหล่านี้ให้กลมกลืนกัน ยังคงเป็นบทเรียนที่ดี และอยู่เหนือกาลเวลาจนทุกวันนี้
ซามูไรจะกระจ่างแจ้งถึงคุณค่าที่ต้องยึดถือร่วมกันในสังคม และระบบคุณค่าดังกล่าวนี้เอง ที่ค่อยๆ พัฒนาจนทำให้ชนชั้นซามูไร ขยับฐานะขึ้นมาเป็นผู้นำที่มีสถานภาพทางสังคม สามารถอ่านหลักการบูชิโดเพิ่มเติมได้จากหนังสือ Hakagure ซึ่งเขียนขึ้นในช่วงที่ญี่ปุ่นถูกบังคับให้ปิดประเทศ และจำเป็นต้องพัฒนาตัวเองในทุกด้าน
ในสภาพแวดล้อมที่คล้ายคลึงกับศตวรรษที่ 17 สังคมญี่ปุ่นมีความเข้าใจในวัฒนธรรม และลึกซึ้งในระบบคุณค่า การที่ชนชั้นปกครองจะออกกฎอะไรขึ้นมา จะต้องปฏิบัติอยู่บนมาตรฐานความดีงามในสังคม ความสำเร็จหรือล้มเหลว ในการพัฒนาคน ทุกอย่างล้วนขึ้นกับผู้นำ
เทียบกับสังคมสมัยใหม่ การทำธุรกิจต้องปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในวงกว้าง ต้องรับมือกับความสัมพันธ์ที่หลากหลาย ฉะนั้นการค้าจะสำเร็จได้ก็ต้องอาศัยทักษะการบริหารความสัมพันธ์ และความสามารถที่นำคนก้าวผ่านความซับซ้อนเหล่านั้น
การทำธุรกิจมีองค์ประกอบ ที่ถือเป็นกลุ่มคนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับธุรกิจ ได้แก่ ลูกค้า พนักงาน ผู้ถือหุ้น และชุมชนโดยรอบ ปัจจัยสุดท้ายบางคนอาจจะหมายรวมถึงครอบครัวพนักงานเข้าไป แต่ละองค์ประกอบล้วนแล้วแต่มีระบบคุณค่าเป็นของตัวเอง มีความเชื่อ และความต้องการที่ต่างกัน แม้แต่ในระบบคุณค่าที่ยึดถือในตัวบุคคล ก็ยังแตกต่างเมื่อเทียบกับคนอื่น
ดังนั้น การทำความเข้าใจถึงหลักคิดแต่ละคน รวมถึงระบบคิดของคนอื่นที่อยู่รายรอบ เป็นสิ่งแรกที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะจะเป็นส่วนสนับสนุนให้เติบโตไปด้วยกัน
บางทีการทำความเข้าใจว่า อะไรเป็นคุณค่าของคนในสังคม อาจเป็นเรื่องที่ดูยาก แต่ถ้าเทียบกับคนที่มีหลากหลายบนโลก นั่นอาจจะดูง่ายขึ้น
ขณะที่คนญี่ปุ่นอาจจะมองหาความสำเร็จที่ไม่มีจุดสิ้นสุดในธุรกิจ คนอเมริกันก็กำลังตั้งหน้าตั้งตาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้น หันไปมองคนสแกนดิเนเวีย พยายามจะค้นหาคุณค่าใหม่ๆ ให้สังคม ส่วนคนจีนก็พุ่งประเด็นไปที่การลดอัตราการว่างงานให้เป็นศูนย์
จุดที่ทุกคนโฟกัสล้วนต่างมองว่าใช่ โดยใช้วิธีมองในแบบของตัวเอง ซึ่งถ้าใคร่ครวญให้ลึกเข้าไปอีก แต่ละกลุ่มควรใช้หลักการประเมินว่า สามารถตอบสนองต่อความต้องการของคนกลุ่มอื่นๆ และสอดรับกับความต้องการของคนทุกกลุ่มได้มากน้อยเพียงไร
มูซาชิ เจ้าของผลงานเขียน Book of Five Rings พูดถึงกลยุทธ์ว่า บางคนอาจจะมองว่ามันเป็นวิถีหรือ the way ขณะที่ธุรกิจสมัยใหม่ก็ชอบใช้คำว่ากลยุทธ์แตกต่างจากคำว่าเทคนิคหรือแผนดำเนินการ ทำราวกับว่าเทคนิคดูเป็นเรื่องอ่อนด้อยลงไป
มูซาชิมองว่า กลยุทธ์กับเทคนิคมีน้ำหนักเท่ากัน หลายครั้งที่กลยุทธ์ล้มไม่เป็นท่า เพราะขาดการลงมือปฏิบัติที่ดี หรือไม่ก็อ่อนประสบการณ์ในการสื่อสาร เก่งเฉพาะเวลาประชุมในห้อง แต่ไม่เคยกระจายออกไปนอกห้อง สู่การปฏิบัติจริง
“เป็นความจำเป็นสำหรับธุรกิจวันนี้ ที่จะต้องประเมินและให้ความสำคัญกับกลยุทธ์และแผนการปฏิบัติเท่าเทียมกัน จะได้กระจายงานออกไปให้พนักงานทุกระดับ ลงมือทำอย่างกระตือรือร้น”
มูซาชิยึดตามหลักคำสอนของเซ็น ว่าหนังสือของเขาไม่ได้มุ่งหวังที่จะถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ แต่ทว่าเป็นการนำเสนอหลักการ ตัวอย่าง และสัญลักษณ์ที่จะสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในตัวตนของแต่ละบุคคล รวมถึงความสามารถที่มี ซึ่งจะแสดงออกผ่านการกระทำตามสัญชาตญาณ
การเรียนรู้ของโลกธุรกิจทุกวันนี้ ดูเหมือนว่าจะเริ่มจากแนวโน้มหนึ่งแล้วกระจายไปหาส่วนอื่นๆ ผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในปี 60 ถูกเปลี่ยนไปเป็นกรณีศึกษาในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พอเข้าสู่ปี 80 ก็มามุ่งเน้นเรื่องคุณภาพและข้อได้เปรียบจากการแข่งขัน ล่วงเลยมาถึงปี 90 ในยุคโลกาภิวัตน์ ดูเหมือนว่ากระบวนการบริหารจัดการ ก็ยังคงเดินหน้าต่อไป
ทั้งหมดนี้ทำท่าว่าจะดี แต่มูซาชิย้ำคำหนักแน่นว่า ไม่มีอะไรเวิร์คๆ โดยลำพังอยู่ได้ หรือต่อให้เคยทำสำเร็จมาสักครั้ง ก็ใช่ว่าครั้งต่อไปมันจะยังคงเวิร์คได้อยู่
ผู้นำที่ดีจะต้องผนึกรวมเอาทุกอินพุตที่มีความเป็นไปได้ มาประมวลผลเข้าด้วยกัน แล้วบรรจุอยู่ในหัวหรือจิตวิญญาณผู้นำ เป็นอินพุตที่มาจากความหลากหลายและอยู่ในสถานการณ์ที่อาจไม่เคยพบเจอ คำถามคือ ห้องเรียนธุรกิจของโลกตะวันตกวันนี้ มุ่งเน้นกระบวนการที่กอบรวมเอาทุกอย่างมาสังเคราะห์เข้าด้วยกันมากพอหรือยัง
จากประสบการณ์ที่มูซาชิพบ เขาบอกว่า ยังผิวๆ อยู่มาก
จุดแข็งของการเรียนรู้แบบตะวันตกคือ พัฒนาทักษะจนเกิดเป็นความชำนาญ ในบางสาขาวิชาที่เจาะลึกและคร่ำเคร่งเรียนรู้ ข้อดีคือนำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์ ที่ไม่เพียงแต่สร้างความมั่นใจ แต่ยังนำประสบการณ์และสิ่งใหม่ๆ เติมเต็มเข้ามา
ในทางกลับกันจุดแข็งของการเรียนรู้แบบญี่ปุ่นในสังคมตะวันออกคือ พนักงานแต่ละคนจะต้องย้ายงานไปเรื่อยๆ จนครบทุกแผนก เพื่อได้เข้าใจถึงภาพรวม และก็ค่อยๆ เติบโตขึ้น
อย่างไรก็ดี การเรียนรู้เชิงลึกแบบตะวันตก และกว้างแบบตะวันออก ก็ถือว่าดีด้วยกันทั้งคู่ และก็สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน
จะว่าไปแล้วการคิดนึก และมีภาวะผู้นำแบบซามูไร ก็ไม่ต่างอะไรกับการหัดขับรถ เราเรียนรู้จนเกิดเป็นความชำนาญ จนรู้ว่าเมื่อไหร่จะโยกเกียร์ หรือเมื่อไหร่ควรผ่อนเบรก รู้กฎจราจร รู้ทิศทางที่จะมุ่งไป จากที่หนึ่งสู่อีกที่หนึ่ง รู้จักให้เกียรติผู้คนบนท้องถนน บางทีก็จับเวลาเดินทาง ว่าใช้ไปเท่าไหร่
การขับรถ ไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่มูซาชิพยายามจะบอก คือเป็นประสบการณ์ที่งอกเงยได้ทุกวัน และเป็นตัวเปิดทางให้ความชำนาญเพิ่มพูนขึ้น ทำให้มีทักษะการขับรถดีมีน้ำใจ และทุกชีวิตก็ปลอดภัยบนท้องถนน
เวลาทำธุรกิจก็ไม่ได้เลาะซ้ายป่ายขวา สร้างความขัดเคืองให้ผู้คน แต่อยู่ในกรอบจริยธรรมและกติกาทางสังคม ที่ต่างยึดถือร่วมกัน
เรียบเรียงจากบทความเรื่อง Samurai Leadership เขียนโดย Mick Yates, www.leader-values.com

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *