ผู้นำเบอร์ 1 คิดอย่างไรเพื่อชัยชนะ

ผู้นำเบอร์ 1 คิดอย่างไรเพื่อชัยชนะ

การทำธุรกิจในปี 2552 ทุกคนไม่ปฏิเสธถึงความยุ่งยาก และลำบากมากกว่าในอดีตหลายเท่าตัว โดยเฉพาะภาคที่เกี่ยวกับการพึ่งพิงรายได้จากต่างประเทศเป็นหลัก อาทิ การส่งออก ท่องเที่ยว และการลงทุน จะมีผลมากกว่าภาคอื่นๆ

เมื่อทั้งธนาคารโลก(เวิร์ลแบงก์) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ)ต่างมองตรงกันว่า จากภาวะถดถอยที่เกิดขึ้นทั้งในสหรัฐ ยุโรป และภูมิภาคอื่น จะทำให้อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจปี2552 อยู่ที่ระดับ 2% เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตที่เกิดขึ้น หลายคนพยายามมองหาโอกาสที่พอจะเสาะแสวงหาได้ เพราะธรรมชาติธุรกิจไม่มีวันจะหยุดนิ่งอยู่กับที่นานๆได้ เพราะการหยุด หมายถึงการเปิดพื้นที่ให้คู่แข่งได้อาศัยช่วงชิงตำแหน่ง

ดังนั้น วิธีคิดของเบอร์หนึ่งในตลาดในยามที่เศรษฐกิจโดยรวมถดถอย จึงน่าสนใจว่าพวกเขามีวิธีคิดในการรักษาแชมป์อย่างไร?

ดังกรณีศึกษา”สหพัฒน์-เซเว่นอีเลเว่น-เอไอเอส-แลนด์แอนด์เฮาส์-เอเชีพลัส”

กลยุทธ์บริหารฝ่าวิกฤติ แบบ”สหพัฒน์”

เครือ “สหพัฒน์”อาณาจักรธุรกิจขนาดมหึมาสัญชาติไทยที่ใหญ่ที่สุด เทียบเคียงกับ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ,บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ ฯ,เซ็นทรัลกรุ๊ป ซึ่งที่มีธุรกิจในเครือมากกว่า 300 บริษัท ซึ่งมีในตลาดหลักทรัพย์อย่าง บมจ.สหพัฒนพิบูลฯ หรือ บมจ.ไอ.ซี.ซี และนอกตลาด และมียอดขายมากกว่า 1.3 แสนล้านบาทในปัจจุบัน

ในตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคนั้น ถ้าไม่นับพีแอนด์จี,ยูนิลีเวอร์, ก็จะมีเครือสหพัฒน์ ที่เป็นเสาหลักสร้างดุลยภาพที่ช่วยคานการแผ่อำนาจของยักษ์คอนซูเมอร์จากต่างชาติในตลาดเมืองไทยมายาวนานถึง 5 ทศวรรษ ซึ่งโดดเด่นและยิ่งใหญ่กว่า คอลเกตปาล์มโอลีฟ ,ลอรีอัล ,จอห์นสันแอนด์สัน

เพราะเครือสหพัฒน์ ไม่ใช่เพียงแค่ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค แต่เป็นองค์กรที่มีรูปแบบในตัวเองครบถ้วนตั้งแต่ปลายน้ำจนถึงต้นน้ำ นับตั้งแต่ 1.ผู้ลงทุน 2.ไลเซนซี ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าแบรนด์เนมจากต่างประเทศมากมาย 3.ธุรกิจบริการรูปแบบต่างๆ เช่น ร้านตัดผม-แต่งหน้าในเมโทรมอลล์, โบว์ลิ่ง, คาราโอเกะ,โรงเรียน ฯลฯ, 4.การสร้างช่องทางจำหน่ายเอง เช่น 108 ช็อป, ร่วมพันธมิตรกับทีวีไดเร็คสร้างช่องทางขายตรงผ่านโทรทัศน์ เป็นต้น

นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด(มหาชน) เผยกลเม็ดถึงแนวทางการทำธุรกิจในปี2552 ว่า สำหรับแนวทางการดำเนินธุรกิจของเครือสหพัฒน์ เน้นความระมัดระวังมากขึ้น และจากการคาดการณ์ว่าธุรกิจ ส่งออกไม่ดีในปีหน้า ทำให้ทั้งเครือจะหันมาเน้นตลาดในประเทศมากขึ้น โดยการรีวิวแผนส่งออก จากปัจจุบันสัดส่วน ทั้งเครืออยู่ที่ 30-35% และหากปีหน้าสามารถเติบโตได้ 5-6% จากเดิมที่วางไว้ 10% ถือว่าสอบผ่าน

ส่วนแนวทางการลงทุน ปีหน้าธุรกิจต่างๆ ควรพึ่งตนเอง โดยเฉพาะการลงทุนไม่ควรกู้เงินนอกเพราะมีความเสี่ยงสูง อย่างสหพัฒน์ ตั้งแต่ปี 2540 ที่ผ่านมา ก็เน้นเงินลงทุนของตัวเอง ไม่กู้เงินนอกซึ่งทำให้วิกฤตการเงินที่เกิดขึ้นครั้งนี้ในเครือไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด

แต่หากจะมีการลงทุน ก็จะเน้นซื้อของถูก นั่นคือธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงิน ล่าสุดพาร์ตเนอร์จากญี่ปุ่นที่ ประสบปัญหา คือ บริษัทโรงงานถุงเท้า “บางกอกโตเกียวซ็อก” บริษัทก็ได้ซื้อกิจการมาเรียบร้อยแล้ว ส่วนกิจการอื่นๆ ที่จะซื้อมาในอนาคต ก็อยู่ที่จังหวะและโอกาส

“ถ้าเราทำให้ไทยให้แข็งแรง ก็ไม่ต้องกลัวผลกระทบที่เกิดขึ้นจากต่างประเทศ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เราก็อยู่ได้”

ปัญหาที่น่าเป็นห่วงขณะนี้คือเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งตัว จะทำอย่างไรให้ค่าเงินอ่อนตัวลง ซึ่งปัจจุบันยังสูงกว่าเพื่อนบ้าน 5-10% เพื่อจะให้เงินบาทมีเพียงพอและมีมากกว่าเงินกู้จากต่างประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้ธุรกิจสามารถกู้ยืมเงินภายในประเทศได้ และไม่ต้องพึ่งพาเงินจากต่างประเทศ รวมถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง เพื่อเปิดทางให้นักธุรกิจมีโอกาสขยายลงทุนมากขึ้น

ทั้งนี้การลงทุนในเครือสหพัฒน์ปีนี้ถือว่าน้อยที่สุด โดยเน้นการลงทุนในประเทศมากกว่าต่างประเทศ และตั้งเป้าเติบโตปี 2552 เฉลี่ยเพียง 5-6% (เทียบจากช่วง 10 ปี ที่เติบโตเป็นเลข 2 หลัก )อันเป็นผลจากกำลังซื้อที่หดตัวลง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยที่แทบไม่เติบโต “การตั้งเป้าเติบโตแม้จะเป็นตัวเลขลดลงกว่าปกติ 50% แต่ก็ยังดีที่ยังมีการเติบโตและไม่ต้องประสบปัญหาการขาดทุน ”

“ต้องลงทุนแบบยืดหยุ่น” หลักบริหาร 7-11 ปี 52

ผู้เล่นในบทบาทเบอร์หนึ่งในตลาดรายต่อมา บมจ.ซีพีออลล์ เป็นเครือข่ายธุรกิจร้านสะดวกซื้อที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทยภายใต้แบรนด์เซเว่นอีเลฟเว่น โดยมียอดขายในปีที่ผ่านมา 1.15 แสนล้านบาท ล่าสุดมีรายได้รวม 9 เดือนของปี 51 ที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์มีมูลค่า 9.92 หมื่นล้านบาท และถือเป็นเจ้าตลาดร้านสะดวกซื้อที่มีส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 85% โดยมีจำนวนสาขาอยู่ถึง 4,700 สาขา

หัวเรือใหญ่อย่าง “ปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุล” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจร้านสะดวกซื้อเซเว่น-อีเลฟเว่น เผยว่า แม้ปี2552 กำลังซื้อของผู้บริโภคบางกลุ่มอาจหดตัวลงไปบ้าง แต่บริษัทฯ ไม่ค่อยกังวลเนื่องจากมีการปรับการบริหารจัดการร้านให้เข้ากับสถานการณ์ และปีนี้ผลประกอบการน่าจะเติบโตตามเป้าหมาย โดยปี 52 บริษัทจะขยายสาขาร้านเซเว่น อีเลฟเว่นได้ครบ5,000 สาขาได้ตามเป้าหมาย จากการขยายสาขาเฉลี่ยปีละ 400-450 สาขา

“ปีหน้าบริษัทจะขยายร้านสะดวกซื้อ เซเว่น อีเลฟเว่น ประมาณ 400-450 สาขาจะส่งผลให้สาขาในปีหน้าถึง 5,000 สาขา โดยบริษัทน่าจะมีฉลองครบรอบ 5,000 สาขาในปีหน้าเป็นแบบงานการกุศล”นายปิยะวัฒน์ กล่าว

ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทมีสาขาแล้วประมาณ 4,750 สาขา จึงมั่นใจว่าสาขาจะเติบโตได้ตามเป้าหมาย โดยจะเพิ่มสัดส่วนของร้านแฟรนไชส์ให้มากขึ้นปีหน้า จากขณะนี้อยู่ที่ 40%เพราะลักษณะของแฟรนไชส์ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า

สำหรับการลงทุนการขยายสาขา ได้มีการยืดหยุ่นในการลงทุนมากขึ้น และง่ายกว่าในอดีตมากโดยการลงทุน 1,500,000 บาทแบ่งเป็นลงทุนจริง 500,000 บาท ส่วน 1,000,000 บาท เป็นเงินค้ำประกัน ขณะที่แบ่งสัดส่วนรายได้เป็นของ CPALL 46% และเจ้าของแฟรนไชส์ 54% ทั้งนี้รายได้และยอดขายขึ้นอยู่กับความสามารถของเจ้าของร้านในการขาย แต่ทุกสาขาได้รับการตอบรับที่ดีอยู่แล้ว

ส่วนการขยายสาขาต่างประเทศ บริษัทยังมีความสนใจอยู่ และยังอยู่ระหว่างการศึกษา อย่างที่เวียดนาม แต่ในด้านของคู่แข่งก็มีมาก เนื่องจากเป็นตลาดที่มองว่ายังเติบโตได้ในอนาคต

นายปิยะวัฒน์ กล่าวอีกว่า สำหรับธุรกิจค้าปลีกในปัจจุบัน มีมากว่า 1 ล้านราย เนื่องจากการเปิดร้านทำได้ง่าย หาซื้อของได้สะดวกจากตามห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ อย่างโลตัส แม็คโคร ที่จะมีเป็นร้านโชห่วยบ้าง แต่จะต้องมีการปรับตัวสินค้าให้เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค

สิ่งสำคัญในการทำธุรกิจค้าปลีก จะต้องเลือกสินค้าที่ดี มีคุณภาพ สะอาด ปลอดภัยประกอบกับการบริการที่สะดวก รวดเร็ว และแม่นยำ ขณะเดียวกันสิ่งที่จำเป็นไม่น้อยคือต้องพัฒนาหาสินค้าเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ให้ตรงกับความต้องการ เลือกสินค้าที่ขายดี ส่วนสินค้าที่ไม่ดีก็ยกเลือกไป

สำหรับภาพรวมธุรกิจอาหารในปัจจุบันปัญหาทางเศรษฐกิจกระทบไม่มาก ที่แตกต่างจากภาคอุตสาหกรรม แต่อย่างไรก็ตาม ตัวแปรที่สำคัญเป็นในเรื่องของราคาน้ำมัน ที่ก่อนหน้านี้ปรับตัวขึ้นสูง ทำให้สินค้าในส่วนเกษตรปรับตัวขึ้น ราคาสินค้าจึงปรับขึ้น แต่ปัจจุบันราคาน้ำมันได้ปรับตัวลงมา ต้นทุนค่าใช้จ่ายก็ถูกลง น่าจะส่งผลให้ไม่ได้รับความเสียหายจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวมาก

“ปัจจุบันสถานการณ์ค้าปลีกทั่วโลกได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง อย่างร้านโชห่วยหรือผู้ประกอบการค้าปลีกรายย่อยของไทย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับตัวให้ทันกับเหตุการณ์และรองรับกับสถานการณ์ในอนาคต โดยการนำเทคโนโลยี ข้อมูล ข้าวสารและความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการค้าปลีกให้ทันสมัย” นายปิยะวัฒน์ กล่าว

ทั้งนี้ ได้รวมในเรื่องของการบริหารจัดการคัดเลือกและการจัดวางสินค้า การบริหารการตลาด การบริหารเงินทุน โลจิสติกส์ รวมถึงสต๊อกสินค้า การบริหารบุคคล ให้นำมาใช้งาน และนำนโยบายของภาพรัฐเข้ามาสนับสนุนและส่งเสริมธุรกิจค้าปลีกให้เติบโต

พลิกวิกฤติเป็นโอกาสแบบเอไอเอส

อีกธุรกิจหนึ่งที่เชื่อว่าจะมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงมากขึ้น ได้แก่ ธุรกิจสื่อสาร โดยเฉพาะผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ ซึ่งปัจจุบันผู้เล่นในตลาดมี 3 รายหลัก ๆ ประกอบกอบด้วย เอไอเอส ดีแทค และทรู มูฟ

โดยเอไอเอส รักษาตำแหน่งเบอร์หนึ่งมาได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยจำนวนลูกค้าทั้งระบบรายเดือน และเติมเงินเกือบ 27 ล้านเลขหมาย ขณะที่เบอร์รองอย่างดีแทค มีลูกค้าทั้งสิ้น 17 ล้านเลขหมายเศษ เช่นเดียวกับเบอร์สามอย่างทรู มูฟ ที่ยังรักษาระดับจำนวนลูกค้าได้ดีอย่างต่อเนื่องตลอดปี2551ด้วยตัวเลข 13 ล้านเลขหมาย

ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในปี2552 ไม่เพียงเรื่องของภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย และส่งผลต่อกำลังซื้อของลูกค้าเท่านั้น หาก แต่ยังมีเรื่องใหม่ๆเกิดขึ้นในวงการอย่างโทรศัพท์ยุค 3จี

เอไอเอสในบทบาทเบอร์หนึ่งจะยังคงรักษาความได้เปรียบการแข่งขันได้หรือไม่ต้องไปฟัง???

“สมประสงค์ บุญยะชัย” รองประธานกรรมการบริหารบริษัท ชินคอร์ปอเรชัน จำกัด(มหาชน)หรือชินคอร์ป ที่นั่งในอีกตำแหน่ง คือ ประธานกรรมการบริหาร สายธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมไร้สาย หรือ สายงานดูแลด้านโทรศัพท์มือถือ ได้เปิดเผยถึงกลยุทธ์ผู้นำเอาไว้น่าสนใจ

“เอไอเอส ยอมรับว่าจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ จะทำให้คนใช้จ่ายน้อยลง ซึ่งในเรื่องนี้ต้องแบ่งเป็น 2 มุม คือ ทั้งมุมเสียและมุมได้ โดยข้างที่เสีย เช่น เรื่องใช้จ่ายเพื่อสนุกสนานอาจจะลดลงอย่างเอ็นเตอร์เทนเมนต์ทางข่ายสาย หรือทางโทรศัพท์อาจจะน้อยลง แต่อีกมุมหนึ่งอาจจะเกิดผลดี เมื่อคนฟังเพลงน้อย แต่พวกเขาอาจจะเปลี่ยนไปที่การดูดวงจากหมอดูมากขึ้น คือหาที่พึ่งทางใจ”เป็นการวิเคราะห์บนสถานการณ์วิกฤตที่อาจมีโอกาสแทรกอยู่

สมประสงค์มองว่า ถ้ามองในเชิงประโยชน์ เมื่อถูกแรงกดดันจะทำให้ผู้คนขนขวายต่อสู้ แสวงหาวิธีทำงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ยกตัวอย่าง การใช้ดาต้าเซอร์วิสของไวร์เลส เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในเรื่องการดำเนินธุรกิจ เพิ่มความสะดวกในการดำเนินชีวิต ถ้าเราสามารถคิดค้น และโดนตรงนี้ก็เป็นโอกาสได้เหมือนกัน เพราะชีวิตผู้คนในปี2552 จะต้องไปอยู่ในภาวะที่ต้องต่อสู้มากขึ้น การต่อสู้มากขึ้นจะทำให้ต้องหาเครื่องมือและเปลี่ยนวิธี

ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือถือว่าเป็นเครื่องมือของพวกเขาได้ นี้คือมุมบวก!

ผู้บริหารระดับสูงเอไอเอสวิเคราะห์ว่า ในปี 2552 สิ่งที่ต้องใช้แข่งกัน คือ Competitive Advantage โดย ต้องสร้างขึ้นมา เริ่มต้นต้องถามก่อนว่า มองตัวเราเป็นอะไร ถ้ามองว่า เทเลคอม แอนด์มีเดีย เป็นเครื่องมือที่จะทำให้คนทั้งหลายสามารถเพิ่ม Competitive Advantageได้

“ผมมองว่า เราเป็นเครื่องมือ คือ บริษัทไหนๆก็ตาม จะเป็นบริษัทเทรดดิ้ง จะเป็นธนาคาร จะเป็นโรงพยาบาล ก็สามารถจะใช้ไวเลสคอมมิวนิเคชั่นเซอร์วิสต์ได้ทั้งสิ้น และการใช้เครื่องมือนี้จะเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเขา บริษัทประกันอาจใช้เอ็มเอ็มเอส ช่วยสปีดการทำงานแทนที่จะใช้ตาดู การที่เขาทำอย่างนี้ได้ทำให้ Competitive Advantageเขาเกิดทันที นอกจากนี้ยังสามารถสร้างแวร์ลูตัวเขาต่อหน้าลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น เช่นบริษัทที่มีฐานลูกค้ามากๆสามารถใช้ไวเลสคอมมิวนิเคชันเน็ตเวิร์กส์ในการสร้างซีอาร์เอ็มระหว่างตัวเขากับลูกค้าได้อย่างดี

ผมคิดว่า ในการดำเนินธุรกิจใน2552 ภายใต้สภาวะกดดันสิ่งที่จำเป็นต้องทำคือ Competitive Advantageให้เกิดขึ้น!

ผู้บริหารเอไอเอสกล่าวอีกว่า การแข่งขันในปีหน้า จะหันไปให้ความสนใจด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ application ใหม่ๆ บนมือถือเป็นหลัก โดยการพัฒนาให้โทรศัพท์เคลื่อนที่ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และเป็นสิ่งคอยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน

นอกจากนี้ในปี2552 โทรศัพท์ 3 G จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ซึ่งจะให้ประสิทธิภาพที่สูงกว่าและซับซ้อนกว่า2G และวันนี้ เอไอเอสก็มีการเริ่มทดลองใช้ 3G แล้ว แต่ยังคงทำบนคลื่นความถี่900 เม็กกะเฮิร์ตซ เป็นคลื่นความถี่เดิม และหากในปีหน้าถ้าเอไอเอสได้รับอนุญาตทำ 3Gบนคลื่นความถี่ 2.1 เม็กกะเฮิร์ตซ จะมีประสิทธิภาพมากกว่า และรองรับผู้ใช้บริการได้มากกว่า

” 3G สามารถรองรับการใช้งานรับ-ส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูง (HSPA) ขนาด 7200 กิโลบิทต่อวินาที ซึ่งแตกต่างจาก GPRS หรือ EDGE ปัจจุบันที่ให้ความเร็วเพียง 160 กิโลบิทต่อวินาทีหรือต่างกันถึง 45 เท่า ดังนั้นจึงทำให้สามารถให้บริการต่างๆได้ดีขึ้นกว่าเดิมมาก อาทิ อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงบนมือถือ (High Speed Internet), โทรศัพท์แบบเห็นหน้า (Video Call) หรือ บริการดาวน์โหลดข้อมูลขนาดใหญ่ในลักษณะของ Video Clip, Video Streaming, Full Song, Music Video, ฯลฯ ”

เป็นคำยืนยันที่คาดหวังว่าเทคโนโลยียุคใหม่ จะเข้ามาตอบสนองความต้องการของผู้คนได้ดีขึ้น และเร็วขึ้น ซึ่งบางครั้งอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการทำธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เอไอเอส ตอกย้ำเสนมอคือ เรื่องเครือข่าย ผู้บริหารรายนี้อ้างว่า Network ของเอไอเอสใหญ่กว่าจำนวนลูกค้าที่มี เพราะ เราจะขยายเครือข่ายให้เพิ่มขึ้นก่อนที่จะขยายฐานลูกค้า เพื่อให้เครือข่ายสามารถรองรับลูกค้าได้อย่างเพียงพอ เพราะเครือข่ายถือเป็นเรื่องหลัก เครือข่ายคุณภาพ ที่พร้อมให้คุณเชื่อมต่อได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยจะขยายไปยังพื้นที่ซึ่งมีความต้องการในเชิงลึก อาทิ ในทะเล, ในชุมชนใหม่ๆ รวมถึงความพร้อมในการพัฒนาสู่ 3G อีกด้วย

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่บริษัทต้องให้ความสำคัญ ในช่วงภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้คือ 1. ต้องทำงานด้วยความระมัดระวัง สร้างflexibility ให้แก่องค์กร และทำให้องค์กรมีความน่าเชื่อถือ 2. อย่าให้เงินขาดมือ เพราะว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจดำเนินไปได้ 3. การหาความรู้ใหม่ๆ acquired knowledge

คิดแบบ”อนันต์ ” วิธีรักษาความได้เปรียบ

อีกธุรกิจหนึ่ง คืออสังหาริมทรัพย์ ซึ่ง แลนด์แอนด์เฮาส์ ถือเป็นผู้เบล่นเบอรหฯึ่งในตลาดทั้งในเชิงของมูลค่ารายได้รวม และจำนวนโครงการที่มีอยู่อย่างหลกหลาย

ถามว่า ทำอย่างไรจะรักษาความได้เปรียบนี้ต่อไป???

อนันต์ อัศวโภคิน หรือ เสี่ยตึ๋ง ที่เพิ่งได้รับตำแหน่งเศรษฐีรวยหุ้นที่สุดในไทยประจำปี 2551 ไปมาดๆ โดยถือครองหุ้นมูลค่าสูงสุดรวม 14,657.45 ล้านบาท ประกอบด้วยหุ้น บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) 23.98% มูลค่า 14,633.23 ล้านบาท และ บมจ.แมนดารินโฮเต็ล (MANRIN) 1.67% มูลค่า 4.21 ล้านบาท ล้านบาท และยังเป็นแชม์ปเศรษฐีหุ้น 6 สมัยด้วย

ในปี 2552 นี้ หลายๆคนรู้ดีว่าจะต้องเจอศึกหนัก อาจจะเป็นวิกฤติเศรษฐกิจอีกรอบก็ได้ สำหรับค่ายแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เจ้าของโครงการบ้านจัดสรรที่ขายดีเป็นอันดับ 1 ของประเทศ ภายใต้การกุมบังเหียนของอนันต์ อัศวโภคิน ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ หรือ เสี่ยตึ๋งนั้นดูเหมือนจะเป็นปีที่ท้าทายอีกปีเช่นเดียวกับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายอื่นๆด้วย

แต่อาจจะได้เปรียบกว่าคนอื่นตรงที่แนวคิดที่ผ่านประสบการณ์ทั้งร้อนและหนาวของเสี่ยตึ๋งนั้น น่าจะพลิกวิกฤติเป็นโอกาสได้อีก เหมือนกับเมื่อปี 2540 ที่ฟองสบู่แตกบ้านขายไม่ได้เลยกิจการต้องติดลบ กลายเป็นลูกหนี้แบงก์ไปในพริบตา

เขาวิเคราะห์ถึงแนวโน้มอสังหาฯในปี 2552 ว่า ผลจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกครั้งนี้จะเห็นผลในปี 2552 สำหรับบริษัทแลนด์แอนด์เฮ้าส์ฯ นั้นคิดว่ายังสามารถเดินต่ไปได้ เพราะเคยผ่านประสบการณ์ที่เลวร้ายมามากกว่านี้โดยเฉพาะในปี 2540 ที่ต้องประสบปัญหาเรื่องยอดขายหายไปกว่า 90% จากมูลค่าทั้งหมด 20,000 ล้านบาท แต่กลับเหลือยอดขายเพียง 1,000 ล้านบาท ซึ่งบริษัทยังสามารถฟันฝ่าเศรษฐกิจมาได้

“หากปีหน้ายอดขายจะหายไปสัก 20-30% ถือเป็นเรื่องเด็ก ๆ ไม่น่าห่วง แต่ต้องเจอแน่ลูกค้าทิ้งดาวน์ ”

เป็นความคิดของบิ๊กบอสแลนด์แอนด์เฮ้าส์ และเขายังเชื่อว่า ในปีหน้าจะมีปัญหาด้านกำลังซื้อของผู้บริโภค ผู้บริโภคจะเริ่มตกงานมากขึ้น มีปัญหาเรื่องรายได้จากการถูกลดเงินเดือน ความสามารถในการกู้เงินหรือขอสินเชื่อจะน้อยลงไปด้วย โดยเฉพาะโครงการคอนโดมิเนียมจะเกิดปัญหาลูกค้าไม่โอน เพราะถูกกำหนดเพิ่มเงินดาวน์ ส่วนสถาบันการเงินก็จะเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ดังนั้นจึงอยากเสนอให้มีการหักลดหย่อนภาษีเป็น 1 ล้าน เพื่อเป็นการกระตุ้นตลาดอสังหาฯ

อย่างไรก็ตาม เขามองว่า ตลอดทั้งปีดูจากตัวเลขแล้วน่าจะตกลงจากปีที่แล้วเล็กน้อย เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และปัญหาการเมืองทำให้ผู้บริโภคชะลอการซื้อบ้าน ดูจากตัวเลขบ้านจดทะเบียนในปีนี้ 2551 จะลดลง

นอกจากนี้ในปี 2552 เสี่ยตึ๋งยังมองว่า ราคาที่ดินใจกลางกรุงเทพฯจะปรับลดลง สาเหตุเพราะในช่วง 3 ปีก่อนหน้านี้ราคาที่ดินได้มีการปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากหลายเท่าตัว โดยเฉพาะที่ดินย่านสุขุมวิทปรับเพิ่มขึ้นมาถึงเท่าตัว หรือเพิ่มจากราคา 3 แสนบาทต่อตร.ม. เป็น 6 แสนบาทต่อ ตร.ม.ในปัจจุบัน เนื่องจากกลุ่มนักลงทุนต่างชาติที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักซื้ออสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารชุดในเมือง ระดับราคา 1 แสนบาทต่อตารางเมตรขึ้นไป เป็นกำลังซื้อของต่างชาติถึง 50%

ทั้งนี้ แผนการทำธุรกิจของกลุ่มแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ในปี 2552 นั้น เสี่ยตึ๋งบอกว่า ในปี 2552 LH เตรียมเปิดโครงการใหม่อีกประมาณ 16 โครงการ โดยจะเปิดโครงการเพื่อตอบสนองลูกค้าในระดับบนมากขึ้น เนื่องจากโครงการสำหรับลูกค้าระดับบนที่เหลืออยู่ในปัจจุบันมีน้อยมาก โดยจะเปิดโครงการนันทวัน และ ลดาวัลย์ ที่มีราคาขายเริ่มต้นประมาณ 10-20 ล้านบาท ซึ่ง LH มี Market Share ประมาณ 20% เป็นอันดับที่ 1 ในตลาดบ้านเดียว ส่วนคอนโดมิเนียม LH มีแผนการที่จะเปิดโครงการใหม่อีก 3 โครงการ มูลค่าประมาณ 7,000 ล้านบาท โดยจะเน้นทำเลใกล้เส้นทางรถไฟฟ้า นอกจากนี้ LH ยังเตรียมที่จะเปิดทาว์นเฮ้าส์อีกหลายโครงการ ซึ่งจะอยู่ในทำเลที่แตกต่างกันไป โดยจะลดขนาดของโครงการลงเพื่อจะได้ปิดโครงการได้เร็วขึ้น

และแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ น่าจะมีข้อข้อได้เปรียบเหนือผู้ประกอบการรายอื่นตรงที่แลนด์ฯ มีธนาคาร LH Bank ซึ่งเป็นบริษัทลูกของแลนด์ แอนด์เฮ้าส์ ในสถานการณ์การปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดของแบงก์พาณิชย์อื่นๆ จะเป็นโอกาสให้แลนด์ฯสามารถซัพพอร์ตลูกค้าของตัวเองได้ โดยปกติลูกค้าประมาณร้อยละ 80 จะซื้อบ้านโดยการขอสินเชื่อ และที่ผ่านมาร้อยละ 50 ของลูกค้าประเภทนี้ขอสินเชื่อจากแบงก์ LH Bank

เป็นอันสรุปว่าในปี 2552 นี้ เสี่ยตึ๋งยังคงเดินหน้าลุยอสังหาฯต่อ ไม่คิดจะหักเหไปทำธุรกิจเสริมอย่างอื่นๆ แต่แว่วๆมาว่าปีวัวไฟนี้เสี่ยตึ๋งสั่งลุย ทั้งราคา แคมเปญ หวังครองแชม์ปเบอร์ 1 ของเมืองไทยต่อไป งานนี้ใครที่คิดจะล้มแชม์ปชิงโอกาสเศรษฐกิจชะลอหวังแซงหน้าคงจะเหนื่อยหนักหน่อยนะ เพราะเสี่ยไม่ยอมแน่ๆ

“ดร.ก้องเกียรติ”โชว์รักษาแชมป์แบบ”เอเชียพลัส”

เบอร์หนึ่งรายสุดท้ายที่นำมาเสนอแง่มุมคิด การทำธุรกิจในภาวะวิกฤต แม้จะเป็นธุรกิจที่มีมูลค่าตลาดไม่ได้สูงมาก แต่ถือเป็นธุรกิจที่ชี้นำแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างดี

เอเชียพลัส ยังคงเป็นแชมป์ในตลาดนี้ และ ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ถือเป็นชื่อชั้นที่ค่อนข้างคุ้นหูของผู้คนอย่างดี!

ในบทบาทประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) หรือ ASP แย้มวิธีการทำธุรกิจในยามที่เศรษฐกิจถดถอยมีเคล็ดลับอย่างไร

เขาเริ่มต้นด้วยการอ้างตัวเลขจากปีในปี 2551 ว่า ผลประกอบการโดยรวมยังคงเป็นกำไร รวมถึงคาดการณ์ว่าในปีหน้าบริษัทยังมีความสามารถที่จะสร้างกำไรได้ แม้ว่าในช่วงไตรมาส 3/51 พลิกเป็นขาดทุน 33 ล้านบาท โดยต้องยอมรับว่าเป็นผลขาดทุนจากการลงทุน เพราะภาวะตลาดฯ ปรับลดลงตามวิกฤติการเงินที่เกิดขึ้น โดยสาเหตุที่มั่นใจว่ามีกำไร เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินงานไปพร้อมๆ กับสภาวะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าในปีหน้าประเมินค่อนข้างลำบาก ซึ่งทุกคนต้องปรับตัวไปตามสถานการณ์ รวมถึงบริษัทด้วย โดยรายได้หลักๆ น่าจะยังคงมาจาก Investment หรือการลงทุน รวมถึงค่าคอมมิสชั่นจากการซื้อขายหลักทรัพย์ ประกอบกับในปีหน้าอาจจะมีรายได้จากการเป็นที่ปรึกษาในการปรับโครงสร้างหนี้ โดยเริ่มเห็นสัญญาณภายหลังจากมีบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กเข้ามาติดต่อ เพราะบริษัทดังกล่าวเริ่มมีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง

“ผมจะพยายามรักษามาร์เก็ตแชร์ธุรกิจค้าหลักทรัพย์ปีนี้รวมถึงในปีหน้าไว้ที่ประมาณ 5% โดยขณะนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 5.25% ซึ่งบริษัทไม่ได้เน้นการขยาย มาร์เก็ตแชร์ เพราะในภาวะขณะนี้น่าจะเน้นไปในการบริหารเพื่อไม่ให้ผลประกอบการโดยรวมขาดทุน ซึ่งถือเป็นแนวทางที่ดีที่สุด โดยปัจจุบันมีบัญชีที่เคลื่อนไหว (Active) อยู่ประมาณ 19% หรือ 8,105 บัญชี ใกล้เคียงกับตลาดรวมที่มีบัญชี Active 19% คิดเป็น 102,818 บัญชี”

ทั้งนี้ เขาประเมินว่า มูลค่าการซื้อขายในปี 2552 ครึ่งปีแรกไม่น่าจะดี แต่ในช่วงครึ่งปีหลังหากหลายคนคาดว่าภาคเศรษฐกิจจะฟื้นในปี 2553 ตลาดหุ้นจะตอบรับล่วงหน้า ครึ่งปีหลังภาพก็ไม่น่าจะย่ำแย่มาก เราเองยังมีช่องทางอื่นๆ เช่น ค่านายหน้า ซึ่งฐานก็ค่อนข้างใหญ่ก็น่าจะช่วยได้ ประกอบกับเราก็มีการปรับตัวไปเรื่อยๆ ในปีหน้าเองการบริหารงานน่าจะเป็นแบบอนุรักษ นิยม ในส่วนของบริษัทเองการจ่ายปันผล ที่ผ่านมาเราก็จ่ายสม่ำเสมอ สภาพคล่องเราก็สูง หนี้เราก็น้อย ตอนนี้ NCR หรือการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องก็ยังสูงกว่าตามกฎที่ 7% เรามีอยู่ที่ 500% กว่า” ดร.ก้องเกียรติ กล่าว ทั้งนี้ ขณะนี้บริษัทได้ปรับลด

พอร์ตลงทุนในหุ้นจากเดิมต้นปีอยู่ที่ประมาณ 600-700 ล้านบาท เหลือ 100 ล้านบาท โดยส่วนหนึ่งเป็นการปรับลดลงจากราคาหุ้น และอีกส่วนหนึ่งเป็นการขายทั้งพอร์ตการลงทุนระยะสั้นและระยะยาว เพื่อเตรียมลงทุนใหม่ๆ

อย่างไรก็ตาม มองว่าราคาหุ้นขณะนี้ปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก โดยบริษัทมีแผนจะซื้อหุ้นกลับ โดยจะเลือกเน้นลงทุนในบริษัทที่ไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะถดถอยของเศรษฐกิจที่รุนแรง รวมถึง P/E ถูก จ่ายเงินปันผลในระดับสูง เพราะคิดว่าในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2552 ตลาดหุ้นไทยน่าจะเริ่มทรงตัวและกลับมาเคลื่อนไหวในทิศทางที่ดีขึ้น

“ในปี 2552 สัดส่วนรายได้จากโบรกเกอร์อยู่ที่ประมาณ 50% จากปีนี้อยู่ที่ 71% และส่วนการลงทุนน่าจะอยู่ที่ประมาณ 20% จากปีนี้อยู่ที่ประมาณ 0% ส่วนธุรกิจ IB ปี 53 อยู่ที่10% เพิ่มเล็กน้อยจากปีนี้ที่อยู่ 9% การบริหารสินทรัพย์ปี 53 อยู่ที่ 15% ปีนี้อยู่ที่ 16%”

ที่มา :www.arip.co.th

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *