ผลิตคนเสริมแบรนด์ด้วยบุคลิกภาพสร้างได้

ผลิตคนเสริมแบรนด์ด้วยบุคลิกภาพสร้างได้

หัวใจสำคัญในการสร้างแบรนด์องค์กรให้มีความยั่งยืนในระยะยาว ต้องเกิดจากบุคลิกของคนภายในที่จะสะท้อนภาพลักษณ์ของแบรนด์ออกมา ซึ่งการจะสร้างพนักงานให้เป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ (Ambassader) ให้กับบริษัท จะถูกระบุเป็นแผนงานพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ แม้ต้องใช้ต้นทุนสูงแต่นับว่าทรงอานุภาพมากยิ่งนัก

หากมองในบุคลิกภาพรายบุคคลที่อยู่ในหน่วยงานย่อมเป็นเรื่องยากที่จะให้เอกลักษณ์ของคนหนึ่งใกล้เคียงกับอีกหลายคน เพราะแต่ละคนต่างได้รับการปลูกฝังที่แตกต่างกัน ดังนั้นผู้ที่เข้าไปบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงยิ่งต้องมีความเข้าใจอย่างชัดเจน

“ผู้จัดการรายสัปดาห์” มีโอกาสพูดคุยกับ “ดร.ประณม ถาวรเวช” ผู้บริหาร สถาบัน จอห์น โรเบิร์ต เพาเวอร์ส (ประเทศไทย) ซึ่งมีประสบการณ์มากกว่า 23 ปีในการเป็นอาจารย์ด้านการสร้างบุคลิกภาพจะเป็นผู้ไขความลับในการสร้างบุคลากรให้เป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์…

ขมวดปมคิด
ปั้นบุคลิกให้ตรงแบรนด์

ในสถาบัน จอห์น โรเบิร์ต เพาเวอร์ส (ประเทศไทย) พื้นที่ถูกซอยย่อยเป็นห้องใช้ในการฝึกอบรมไม่ต่างอะไรจากสถาบันอื่น แต่สิ่งที่น่าแปลกใจคือมีพื้นที่ส่วนหนึ่งถูกแบ่งให้เป็นห้องตัดผม ซึ่ง ดร.ประณม เล่าว่า เพื่อการปรับเปลี่ยนบุคลิกภาพให้เป็นคนใหม่จริงๆ ต้องเปลี่ยนทั้งทรงผมและการแต่งกายซึ่งทางสถาบันจะออกแบบทรงผมให้ตามความเหมาะสมกับบุคลิกภาพที่ลูกค้าต้องการ

ซึ่งเดิมคนที่เข้ามาอบรมส่วนมากต้องการพัฒนาทักษะด้านบุคลิกให้กับตนเพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าในการทำงาน เช่นเดียวกับขณะนี้ที่มีหลายองค์กรพยายามส่งเสริมให้พนักงานเข้ามาอบรมเพื่อเป็นตัวแทนในการสร้างภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์หรือแบรนด์แอมบาสซาเดอร์

แต่การสร้างบุคลิกภาพของคนให้เหมาะสมกับแบรนด์ไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องใช้เวลาในการทำงานเพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรเหล่านี้ให้คงอยู่ภายในหน่วยงาน ซึ่งต้องเริ่มจากการวางทิศทางของแบรนด์ที่ชัดเจนเพื่อปรับเปลี่ยนบุคลิกภาพภายนอกเช่น การตัดผม แต่งตัว หรือการแต่งหน้า ฯลฯ ให้เหมาะสมกับบุคลิกของแต่ละบุคคล

ขณะที่การปรับเปลี่ยนความคิดทัศนคติภายในยังเป็นเรื่องที่ยากและต้องใช้เวลามากกว่าการเปลี่ยนบุคลิกภาพภายนอก เนื่องจากหลายครั้งที่องค์กรส่งคนเข้าอบรมเพื่อปรับเปลี่ยนแนวคิดให้ดีขึ้น แต่พอกลับไปทำงานเมื่อเจอสภาพแวดล้อมเดิมๆ อาจเป็นตัวกระตุ้นให้คนนั้นกลับมาทำในบุคลิกภาพแบบเดิม ซึ่งสภาพแวดล้อมมีผลต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างมาก

ดร.ประณม เล่าว่า หลายคนยังมองข้ามการสร้างบุคลิกภาพเนื่องจากมองว่า งานของตนไม่ต้องพบปะกับผู้คนซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้เช่น พนักงานรับโทรศัพท์แต่จริงแล้วน้ำเสียงที่ออกมาเป็นเหมือนการบ่งบอกบุคลิกภาพของคนนั้น ดังนั้นการมีบุคลิกภาพที่ดีเหมาะสมต้องประกอบด้วย กาย วาจา ใจ เมื่อพนักงานมีสิ่งเหล่านี้ครบย่อมเป็นผลดีต่อองค์กร

การใช้ชีวิตประจำวันบุคลิกภาพก็มีส่วนในการส่งเสริมความสำเร็จในการดำเนินชีวิตหรือการแต่งชุดทำงานออกมาจากบ้านเมื่อคนเห็นว่าพนักงานบริษัทนี้มีการแต่งกายที่เรียบร้อยย่อมส่งเสริมภาพลักษณ์ขององค์กรที่เสมือน “รักแรกพบ” ที่ใครๆหลายคนอยากคบค้าด้วย

ดังนั้นการเปลี่ยนปรับเปลี่ยนบุคลิกของคนในองค์กรให้ประสบความสำเร็จต้องเริ่มจากผู้บริหารที่ต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงเพราะหากผู้นำมัวแต่ออกแผนนโยบายเพียงอย่างเดียวโดยไม่ลงมาทำจริงการเปลี่ยนแปลงก็จะไม่เกิดขึ้นหรือหากเกิดขึ้นจะเป็นเพียงช่วงระยะเวลาไม่นานเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมีการพัฒนาด้านทักษะความคิดการทำงานเพิ่มขึ้นในแต่ละวันซึ่งหากผู้บริหารไม่มีความเข้าใจนโยบายพัฒนาทรัพยากรบุคคลก็อาจไม่ตรงกับทิศทางของคนภายในองค์กร

ตลอดจนต้องสร้างคนต้นแบบที่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในแต่ละระดับตำแหน่งของพนักงานเพราะจะเป็นเหมือนการสร้างสภาพแวดล้อมให้คนในองค์กรเดิมได้ทำตามอย่างไม่เคอะเขินและยังเป็นแนวทางชัดเจนที่ทำให้บุคลากรเห็นผลดีของการเปลี่ยนแปลง

“ในการฝึกอบรมเพื่อเปลี่ยนบุคลิกภาพเราจะแบ่งเป็นกลุ่มผู้บริหารระดับบนถึงกลาง และระดับล่างเพราะคนใน 2 กลุ่มนี้มีความคิดค่อนข้างแตกต่างกันในกระบวนการทำงาน ซึ่งจะเป็นการง่ายในการสื่อสารทำความเข้าใจเพราะในขั้นเริ่มต้นเพื่อให้ผู้ฝึกอบรมเปิดใจยอมรับการเปลี่ยนแปลงเราใช้นักจิตวิทยาที่ลงในรายละเอียดของพฤติกรรมบุคคลซึ่งทุกวันนี้มีความซับซ้อนและผู้สอนต้องพยายามวิเคราะห์พฤติกรรมเป็นรายบุคคลเพื่อให้การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นเกิดความยั่งยืน”

อย่างไรก็ตามเมื่อต้องการสร้างบุคลิกภาพต้องมีการบอกเป้าหมายแห่งความสำเร็จอย่างชัดเจนเช่น การสร้างแบรนด์ของธนาคารต้องการให้ดูเป็นคนสุขุมรอบคอบซึ่งมีการแต่งตัวที่สุภาพและมีการแต่งหน้าพอสมควรโดยไม่ต้องฉูดฉาดมากเกินไปเป็นต้น

HR กับแนวทาง
กุญแจสู่ความยั่งยืน

การจะสร้างให้บุคลิกภาพที่ดีนั้นคงอยู่กับองค์กรได้อย่างยั่งยืน ดร.ประณม ถ่ายทอดประสบการณ์ว่า HR เป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสร้างการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นได้ โดยต้องมีบทบาทในการส่งเสริมและช่วยเหลือพนักงานให้ตระหนักถึงเป้าหมายที่องค์กรต้องการจะไปถึงอย่างชัดเจนและสม่ำเสมอ ตลอดจนช่วยประสานงานกับหัวหน้าฝ่ายต่างๆภายในให้บุคลากรเข้าร่วมกิจกรรมที่ส่งเสริมการสร้างทัศนคติที่สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์

ตรรกะ เทศศิริ อาจารย์พิเศษประจำสถาบัน จอห์น โรเบิร์ต เพาเวอร์ส (ประเทศไทย) เสริมว่า HR ต้องสร้างแรงจูงในการเปลี่ยนแปลงผ่านการให้รางวัลตอบแทนเพื่อเป็นแบบอย่างให้กับคนอื่นได้อย่างปฏิบัติตามเช่น การให้แต้มกับผู้ที่มีบุคลิกสอดคล้องกับแบรนด์ทั้งในบริษัทและนอกบริษัทซึ่งการให้แต้มเหล่านี้จะมีผลต่อการปรับขึ้นเงินเดือน

อีกด้านหนึ่งผู้บริหารควรให้อำนาจและอิสระกับ HR ในการวางแผนสร้างแรงจูงใจต่างๆ เพราะบ่อยครั้งที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลพยายามสานต่อสิ่งที่ได้จากการอบรมเพื่อปรับเปลี่ยนบุคลิกภาพของพนักงานแต่ผู้บริหารกลับไม่เห็นความสำคัญเพราะคิดว่าการเปลี่ยนแปลงหลังเข้าฝึกอบรมจะคงอยู่กับองค์กรอย่างยืนยาว HR ควรจะมีความรู้พื้นฐานด้านอุปนิสัยของคนที่มีความแตกต่างกันซึ่งจะส่งผลดีต่อการทำกิจกรรมให้ประสบความสำเร็จซึ่งประกอบด้วยบุคลิกดังนี้

1. สง่างามและชอบความหรูหรา
2. เป็นคนเก่งมีความสามารถที่ดี
3. มีความจริงใจในการคบกับคนอื่น
4. กล้าหาญบุกบั่นชอบลุย
5. กระฉับกระเฉง

ซึ่งหาก HR ดีไซน์กิจกรรมหรือรูปแบบการส่งเสริมการทำงานที่ตรงกับบุคลิกภาพของคนเหล่านี้ที่สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ย่อมก่อให้เกิดความยั่งยืน

ขณะเดียวกันเมื่อ HR มีความเข้าใจในเป้าหมายของการสร้างบุคลิกภาพของคนในองค์กรแล้วควรจะคัดเลือกคนที่จะเข้าทำงานใหม่ให้มีทัศนคติที่สอดคล้องเพื่อง่ายแก่การพัฒนาคนเหล่านั้นให้มีศักยภาพการแข่งขันกับองค์กรอื่น เนื่องจากจุดเริ่มต้นของความสำเร็จจะต้องเริ่มที่ใจเมื่อใจเข้าพร้อมและยอมรับในสิ่งที่องค์กรกำลังจะไปให้ถึงย่อมไปสู่เป้าหมายในระยะเวลาที่รวดเร็ว

“การคัดเลือกคนเข้าทำงานบางที่ HR อาจต้องใช้ระยะเวลาในการศึกษาพฤติกรรมเพราะบางคนในเวลามาสัมภาษณ์อาจเป็นที่เราต้องการแต่พอนานเข้าเขาเริ่มรับไม่ได้ในภาพลักษณ์ของแบรนด์เราก็มี โดยเฉพาะคนในเจเนอเรชั่น Y ที่มีอัตตาในตัวเองสูงทั้งการใช้ชีวิตหรือการแต่งกายทำให้ผู้ที่คัดเลือกต้องค่อยไตร่ตรองก่อนรับเป็นพนักงานประจำ”

ฉะนั้น การสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์โดยการสร้างเสริมบุคลิกของพนักงานให้เหมาะสมได้นั้นทุกคนในหน่วยงานต้องมีหน้าที่รับผิดชอบที่จะร่วมกันทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด

***************
แต่งตัวอย่างฉลาด
กับนักสร้างบุคลิก

ดร.ประณม ยกตัวอย่างว่า การแต่งตัวเพื่อเสริมสร้างบุคลิกอาจแยกง่ายๆได้เป็นแบบ ทางการและแบบทันสมัยดังนี้

1.แบบทางการผู้ชายต้องตัดผมรองทรงหรือทำผมสั้นให้สุภาพเรียบร้อยโดยใส่สูทรกับเนคไทน์ที่ลวดลายไม่ฉูดฉาดมาก ด้านผู้หญิงอาจตัดผมบ๊อบหรือไว้ผมหน้าม้า แต่งกายใส่กระโปรงสีเดียวกับเสื้อและกระเป๋า ขณะที่แว่นตาใส่สีพื้นๆไม่มีลวดลายมากเกิดไป

2. แบบทันสมัย ผู้ชายหวีผมให้ดูตั้งๆหรือไว้ผมรากไทรตามสไตร์เกาหลี เสื้อผ้าเป็นเสื้อเชิดไม่ผูกเนคไทน์กางเกงยีนส์หรือกางเกงผ้าธรรมดา ด้านผู้หญิงสไลด์ผมปล่อยให้เรือนผมปะบ่ากระโปรงบานหรือรัดรูปที่มีสีแตกต่างจากเสื้อและกระเป๋า และแว่นตาต้องมีสีสันตัดกันให้ดูสดใส

ที่มา :www.matichon.co.th

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *