ป่วย“โรคหัวใจ”ไม่เปลี่ยนพฤติกรรม เสี่ยงตายเร็ว

ป่วย“โรคหัวใจ”ไม่เปลี่ยนพฤติกรรม เสี่ยงตายเร็ว
• คุณภาพชีวิต
ระบุ 95 % เกิดจากอ้วน-เบาหวาน-สูบบุหรี่-ไม่ออกกำลัง ฯลฯ

“หลายคนรู้ว่าโรคหัวใจเกิดจากอะไร และยังรู้ด้วยว่าต้องป้องกันอย่างไรจึงจะอยู่ห่างไกลมันได้มากที่สุด แต่ไม่วายยังมีคนเป็นโรคหัวใจแถมยังมากขึ้นทุกปี” ผศ.นพ.ระพีพล กุญชร ณ อยุธยาอายุรแพทย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ เริ่มบทสนทนาอย่างซีเรียส

คำตอบง่ายๆ ของปัญหาใหญ่ก็คือ ผู้ป่วยโรคหัวใจส่วนมาก ไม่ยอมสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองโดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตทำให้ความตายมาเยือนเร็วกว่าที่คิด

จากการเก็บข้อมูลผู้ป่วยโรคหัวใจที่สำรวจจากโรงพยาบาลแพทย์จำนวน 17 แห่งจากทั่วประเทศครั้งล่าสุด อาทิเช่น รพ.ศิริราชพยาบาล รพ.รามาธิบดี รพ.จุฬาลงกรณ์ รพ.พระมงกุฎเกล้า รพ.ราชวิถี รพ.เชียงใหม่ รพ.ของแก่น รพ.สงขลา เป็นต้น พบว่าผู้ป่วยโรคหัวใจส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุมากกว่าวัยทำงาน

เมื่อแยกประเภทกลุ่มผู้ป่วยพบผู้ป่วยที่มีอายุต่ำกว่า 45- ปีเพียง 5.9%เท่านั้น ส่วนกลุ่มผู้ป่วยอายุระหว่าง 45-55 ปีมีผู้ป่วยโรคหัวใจ 16.2%ของกลุ่มผู้ป่วยที่เก็บข้อมูล ผู้สูงอายุระหว่าง 55-65 ปีมีอยู่ 24% โดยพบมากสูงสุดในกลุ่มอายุระหว่าง 65-75 ปีที่ 32.9% แล้ววัยเกิน 75 ขึ้นไปพบร้อยละ 20.9

นอกจากนี้ผลงานวิจัยทางวิชาการยังระบุอีกว่า 95%ของปัจจัยเสี่ยงเกิดโรคหัวใจในคนส่วนใหญ่มีพื้นฐานมาจากสาเหตุ 9 ประการได้แก่ ไขมันในเลือดผิดปกติ อ้วนลงพุง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง การสูบบุหรี่ การไม่ออกกำลังกาย การับประทานผักผลน้อย ความเครียด และการดื่มแอลกอฮอล์

“คนที่อยู่ในชนบทจะมีความเสี่ยงเกิดโรคต่างจากคนที่อยู่ในสังคมเมือง โดยเฉพาะสตรีชาวเขาในภาคเหนือที่หันมานิยมสูบบุหรี่กันมากขึ้นส่วนภาคอีสานจะพบว่าเพศชายเป็นมากกว่าเพศหญิงด้วยอาการโรคไหลตายที่เกิดจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้าในหัวใจ” อายุรแพทย์โรคหัวใจ รพ.วิชัยยุทธ กล่าว

ในบรรดาโรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเป็นโรคที่พบมากที่สุดในคนไทยแต่ยังไม่สามารถระบุตัวเลขแน่นอนชัดเจนได้ เนื่องจากที่ผ่านมาแต่ละหน่วยงานเก็บข้อมูลผู้ป่วยโรคหัวใจเฉพาะข้อมูลการเข้ารับยา การเสียชีวิต แต่ไม่มีใครนำข้อมูลจำนวนผู้ป่วยโรคหัวใจทั้งหมดมาสรุปเพื่อเป็นสถิติแห่งชาติเหมือนกับต่างประเทศ

ปัจจุบัน 45% ของผู้ป่วยโรคหัวใจที่มาโรงพยาบาลมักมีโรคเบาหวานร่วมด้วย โดยมีอัตราการเสียชีวิตหลังมานอนพักรักษาที่โรงพยาบาลแล้วสูงถึง 11.5% มากกว่าอัตราการเสียชีวิตของชาวต่างชาติ 5%

ผศ.นพ.ระพีพล อธิบายว่า เหตุที่ผู้ป่วยเสียชีวิตทั้งที่ถึงมือหมอแล้ว เป็นเพราะผู้ป่วยโรคหัวใจโดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุมักไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังมีอาการกำเริบ จึงดูแลตัวเองอยู่ที่บ้าน หรือในบางคนอาการกำเริบช่วงกลางดึกแล้วรอไปหาหมอตอนเช้าก็ทำให้เสียชีวิต พอไปถึงโรงพยาบาลก็สายแล้ว

“การรักษาโรคหัวใจยิ่งถึงมือแพทย์ไวเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น แต่หากเป็นแล้วไม่มาพบแพทย์ภายใน 4-5 ชั่วโมง ประสิทธิผลในการรักษาก็อาจน้อยลงไป หรืออาจเสียชีวิตในเวลาต่อมาแม้จะถึงโรงพยาบาลแล้วก็ตาม” ผศ.นพ.ระพีพล แจกแจง

ด้าน พอ.นพ.นครินทร์ ศันสนยุทธ อายุรแพทย์โรคหัวใจ หน่วยโรคหัวใจ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กล่าวว่า ข้อปฏิบัติที่จะช่วยต้านโรคหัวใจทำได้ง่ายมากเพียงดูแลสุขภาพของตนเองให้อยู่ไกลจากปัจจัยเสี่ยง อาทิ งดสูบบุหรี่ ควบคุมความดัน ปริมาณไขมันในเลือด หลีกเลี่ยงความเครียด และหมั่นออกกำลังกายอยู่สม่ำเสมอ

การออกกำลังกายควรออกอย่างสม่ำเสมอ โดยออกให้เหนื่อยพอดีไม่หักโหมหรือน้อยจนเกินไปอย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วัน วันละ 20-30 นาที ด้วยวิธีการที่ถนัด นอกจากนี้ยังควรรักษารอบเอวไม่ไห้อ้วนลงพุงอีกด้วย โดยในหญิงควรมีรอบเอวไม่เกิน 32 นิ้ว หรือ 80 เซนติเมตร ส่วนผู้ชายควรมีรอบเอวอยู่ที่ 36 นิ้วหรือ 90 เซนติเมตรเป็นอย่างต่ำ

“คนที่ตรวจร่างกายอยู่เป็นประจำทุกปี และไม่พบความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนั่งดื่มเหล้าสูบบุหรี่หรือบริโภคอาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อไปได้ เพราะนั่นก็อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคได้ไวเช่นกัน” อายุรแพทย์โรคหัวใจ หน่วยโรคหัวใจ รพ.พระมงกุฎเกล้า กล่าว

โรคหลอดเลือดหัวใจในปัจจุบันยังพบในกลุ่มอายุ 30 ต้นๆ มากขึ้น จากเดิมที่มักพบในวัย 40-50 ขึ้นไปเนื่องจากคนยุคใหม่ไม่ค่อยดูแลสุขภาพกันเท่าที่ควร บางคนรู้หลักการแต่ไม่ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดทำให้เกิดเป็นโรคขึ้นในที่สุดโดยโอกาสเกิดโรคจะเกิดในผู้ชายไวกว่าผู้หญิงถึง 10 ปี

จากประสบการณ์รักษาผู้ป่วยโรคหัวใจมานักต่อนัก อายุรแพทย์โรคหัวใจ รพ.พระมงกุฎเกล้าพบว่าปัจจุบันมีผู้ป่วยที่เสียชีวิตเฉียบพลันด้วยโรคหัวใจโดยที่ไม่รู้ตัวมาก่อนเยอะขึ้น แต่ก็ยังอยู่ในสัดส่วนที่น้อยกว่ากลุ่มที่เสียชีวิตด้วยการรู้ตัวและรับการรักษาจากแพทย์มาก่อน

มาตรการที่จะช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ดีที่สุดอายุรแพทย์จากทั้งสองสถาบันต่างลงความเห็นร่วมกันฟันธงว่า ควรหมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปีและควรดูแลสุขภาพให้อยู่ห่างไกลจากปัจจัยเสี่ยงทั้งหมดที่กล่าวมาก็จะสามารถป้องกันตัวเองจากโรคหัวใจได้ระยะยาวแล้ว

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *