ปัญหาเกี่ยวกับตัวแทนบริษัทรับประกันชีวิต (3)

ปัญหาเกี่ยวกับตัวแทนบริษัทรับประกันชีวิต (3)

4. กรณีบอกล้างสัญญาประกันชีวิตซึ่งเป็นโมฆียกรรม ตามมาตรา 865
มาตรา 892 บัญญัติว่า “ ในกรณีบอกล้างสัญญาตามความในมาตรา 865 ผู้รับประกันภัยต้องคืนค่าไถ่ถอนกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัยหรือทายาทของผู้นั้น”
ข้อสังเกต
1. กรณีบอกล้างสัญญาประกันชีวิต ผู้รับประกันต้องคืนค่าไถ่ถอนกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันหรือทายาท ซึ่งแตกต่างกับการบอกล้างสัญญาประกันวินาศภัย ในกรณีหลังนี้ผู้รับประกันจะคืนค่าไถ่ถอนกรมธรรม์เท่านั้นไม่ได้เพราะไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้ จึงต้องใช้หลักในการบอกล้างนิติกรรม ตามมาตรา 138 มาใช้บังคับ คือให้คู่กรณีคืนกลับสู่สถานะเดิม ผู้รับประกันภัยต้องคืนเบี้ยประกันภัยให้เต็มจำนวน

2. กฎหมายกำหนดว่าให้คืนแก่ผู้เอาประกันภัยหรือทายาทของผู้นั้น ฉะนั้นผู้รับประโยชน์จึงไม่มีสิทธิในเงินจำนวนนี้ เพราะไม่ใช่การใช้เงินตามสัญญาในเหตุทรงชีพ หรือมรณะของผู้ถูกเอาประกันไม่เกี่ยวกับผู้รับประโยชน์แต่อย่างใด

3. ในชั้นนี้ควรทำความเข้าใจศัพท์ 3 คำนี้เป็นเบื้องต้นไว้ก่อน คือ “ ค่าไถ่ถอนกรมธรรม์ประกันภัย” “ ค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัย” และ“ กรมธรรม์ใช้เงินสำเร็จ”

ก. ค่าไถ่ถอนกรมธรรม์ประกันภัย หมายถึง มูลค่าของกรมธรรม์ขณะใดขณะหนึ่ง หรือหมายถึงจำนวนเงินของผู้รับประกันภัยกำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยว่า เมื่อถึงเวลาที่ระบุไว้ กรมธรรม์นั้นจะมีราคาเท่าใด ตามปกติจะน้อยกว่าจำนวนเบี้ยประกันภัยซึ่งได้ส่งไปแล้ว มูลค่าของกรมธรรม์นี้จะเพิ่มมากขึ้นตามระยะเวลาและเบี้ยประกันที่ได้ส่งใช้แล้ว

ขอให้สังเกตด้วยว่าผู้รับประกันภัยจะคืนค่าไถ่ถอนกรมธรรม์ประกันภัยให้ใน 2 กรณี คือ กรณีที่มีการบอกล้างโมฆียกรรมตามมาตรา 892 และกรณีผู้ถูกเอาประกันชีวิตถูกผู้รับประโยชน์ฆ่าตายโดยเจตนาตามมาตรา 895 เท่านั้น

ข. ค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัย มีความหมายทำนองเดียวกับค่าไถ่ถอนกรมธรรม์ประกันภัย คือกำหนดว่า เมื่อผู้เอาประกันภัยได้ส่งเบี้ยประกันภัยมาแล้วระยะหนึ่ง กรมธรรม์ประกันภัยนั้นจะมีค่าหรือมีราคาเท่าใด

ควรสังเกตว่า ค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัยนี้มีกล่าวไว้ที่เดียว คือ กรณีที่มีการเลิกสัญญาประกันชีวิตตามมาตรา 894 หากผู้เอาประกันส่งเบี้ยประกันภัยมาแล้วอย่างน้อย 3 ปี เมื่อมีการเลิกสัญญาประกันภัยผู้เอาประกันภัยชอบที่จะได้รับค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งตรงจุดนี้ทำให้พอมองเห็นที่ใช้ของคำว่า “ ค่าไถ่ถอนกรมธรรม์ประกันภัย” กับ “ ค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัย” ได้ กล่าวคือ การบอกล้างโมฆียกรรมตามมาตรา 892 ผู้เอาประกันภัยมีสิทธิได้รับเงินค่าไถ่ถอนกรมธรรม์ประกันภัยทันทีไม่ต้องรอให้ถึงกำหนดส่งเบี้ยประกันแล้วสามปีอย่างการบอกเลิกสัญญาตามมาตรา 894 ซึ่งในกรณีหลังนี้กฎหมายเรียกว่า ค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัย

ค. กรมธรรม์ใช้เงินสำเร็จ หมายถึงกรมธรรม์ที่ผู้รับประกันออกให้ใหม่ หลังจากผู้เอาประกันภัยส่งเบี้ยประกันภัยมาแล้วอย่างน้อย 3 ปี และมีการเลิกสัญญาประกันภัยแล้วตามมาตรา 894 กรมธรรม์ที่ผู้รับประกันภัยออกให้ใหม่นี้จะกำหนดจำนวนเงินที่จะต้องใช้ตามสัญญาลดลงมาให้ได้ส่วนสัมพันธ์กับเบี้ยประกันที่ผู้เอาประกันชีวิตได้ส่งไปแล้ว และถือเสมือนหนึ่งว่าได้เอาประกันชีวิตไว้เท่ากับจำนวนเงินที่กำหนดขึ้นใหม่นี้ โดยผู้ประกันไม่ต้องส่งเบี้ยประกันอีกต่อไป ถ้าผู้เอาประกันชีวิตตายลงภายในระยะเวลาตามสัญญาเดิม หรือถ้าไม่ตายมีชีวิตอยู่จนครบกำหนดเวลาในสัญญา ผู้รับประกันก็จะใช้เงินจำนวนนี้ให้แก่ผู้เอาประกันชีวิตหรือผู้รับประโยชน์

เมื่อมีการเลิกสัญญาประกันชีวิตตามมาตรา 894 ผู้เอาประกันมีสิทธิเลือกว่าจะรับเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์หรือรับกรมธรรม์ใช้เงินสำเร็จ ถ้าเลือกรับเงินเวนคืนกรมธรรม์ก็จะได้รับเงินคืนทันทีตามจำนวนที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ แต่ถ้าเลือกรับกรมธรรม์ใช้เงินสำเร็จ ผู้รับประกันภัยก็จะมอบกรมธรรม์ใช้เงินสำเร็จให้ยึดถือไว้

5. การแถลงอายุของผู้เอาประกันภัยคลาดเคลื่อน

มาตรา 893 บัญญัติว่า “ การใช้เงินอันอาศัยความทรงชีพ หรือมรณะของบุคคลใด แม้ได้แถลงอายุของบุคคลผู้นั้นไว้คลาดเคลื่อนไม่ถูกต้องเป็นเหตุให้ได้กำหนดจำนวนเบี้ยประกันภัยไว้ต่ำไซร้ ท่านให้ลดจำนวนเงินอันผู้รับประกันภัยจะพึงต้องใช้นั้นลงตามส่วน
แต่ถ้าผู้รับประกันภัยพิสูจน์ได้ว่าในขณะที่ทำสัญญานั้นอายุที่ถูกต้องแท้จริงอยู่นอกจำกัดอัตราตามทางค้าปกติของเขาแล้ว ท่านว่าสัญญานั้นเป็นโมฆียะ”

ในการประกันชีวิต ผู้รับประกันภัยจะเรียกเก็บเบี้ยประกันซึ่งมีอายุแตกต่างกันในอัตราไม่เท่ากัน ทั้งนี้เพราะผู้รับประกันภัยมีความเสี่ยงต่อการเข้ารับประกันต่อผู้เอาประกันภัยไม่เหมือนกัน บุคคลซึ่งมีอายุไม่มากนัก เช่น มีอายุระหว่าง 20-30 ปี โดยทั่วไปสุขภาพย่อมแข็งแรงกว่าบุคคลที่มีอายุ 50-60 ปี อีกทั้งอัตราการตายของบุคคลในวัยต่างๆก็ไม่เท่ากัน ฉะนั้นผู้รับประกันภัยจึงเรียกเก็บเบี้ยประกันภัยในอัตราที่แตกต่างกัน ในช่วงอายุที่มีการเสี่ยงน้อยก็สามารถเรียกเก็บเบี้ยประกันในอัตราต่ำได้ ทั้งนี้โดยที่ผู้รับประกันคำนวณแล้วว่าพอคุ้มกับการที่จะต้องเข้าเสี่ยงภัยแทนโดยไม่ถึงกับขาดทุน
ข้อสังเกต
1) การแถลงอายุคลาดเคลื่อนไม่ถูกต้อง ไม่ถึงกับทำให้สัญญาเป็นโมฆียะ กฎหมายบัญญัติให้ผู้รับประกันภัยมีสิทธิลดจำนวนเงินอันพึงใช้ลงตามส่วนเท่านั้น
2) มาตรานี้มีความหมายคาบเกี่ยวกับมาตรา 865 กล่าวคือ ถ้าการแถลงเท็จเรื่องอายุนั้นกระทำโดยฉ้อฉล คือตั้งใจจะหลอกลวงผู้รับประกันภัยให้หลงเชื่อว่าอายุที่แถลงต่ำกว่าเป็นจริง ซึ่งถ้าหากผู้รับประกันภัยทราบอายุที่แท้จริงแล้วจะเรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นกว่าเบี้ยประกันภัยที่เรียกตามอายุที่แถลง หรือบอกปัดไม่ยอมทำสัญญาแล้ว สัญญาประกันภัยนี้เป็นโมฆียะทันทีตามมาตรา 865 แต่ถ้าเป็นการแถลงอายุคลาดเคลื่อนโดยสุจริต หรือเป็นการปกปิดก็ตาม แต่เหตุปกปิดนั้นไม่ถึงกับเป็นเหตุที่ว่าเมื่อผู้รับประกันภัยทราบความจริงจะเรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้น หรือบอกปัดไม่ยอมทำสัญญาแล้ว ก็เป็นกรณีตามมาตรา 893 นี้ซึ่งมีผลเพียงผู้รับประกันภัยมีสิทธิลดจำนวนเงินอันจะพึงใช้ลงตามส่วนเท่านั้น
3) ข้อยกเว้นของมาตรานี้มีอยู่ว่า ถ้าอายุจริงของผู้เอาประกันภัยอยู่นอกจำกัดอัตราการค้าปกติ คืออายุจริงสูงกว่าระดับที่ผู้รับประกันภัยจะทำสัญญาด้วยแล้ว สัญญาประกันชีวิตนั้นเป็นโมฆียะทันทีถึงแม้ว่าผู้เอาประกันจะแถลงอายุผิดไปด้วยความสุจริตก็ตาม สัญญาก็เป็นโมฆียะ

ตัวอย่าง ก. อายุจริง 60 ปี แต่แถลงว่ามีอายุ 50 ปี สัญญาไม่เป็นโมฆียะ แต่ผู้รับประกันภัยมีสิทธิที่จะลดจำนวนเงินที่จะใช้ลงได้

ข. อายุจริง 70 ปี แต่แถลงว่ามีอายุ 65 ปี ถ้าโดยปกติบริษัทจะรับประกันภัยสำหรับบุคคลที่มีอายุไม่เกิน 65 ปี ดังนี้สัญญาเป็นโมฆียะตามมาตรา 893 วรรค 2

4 ) มีข้อสังเกตว่า การเป็นโมฆียะตามมาตรา 893 นั้น กฎหมายมิได้บัญญัติให้คืนค่าไถ่ถอนกรมธรรม์ หรือใช้เงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ หรือให้กรมธรรม์ใช้เงินสำเร็จแต่อย่างใดจึงต้องนำมาตรา 138 และ 143 มาใช้บังคับ คือผู้รับประกันภัยต้องคืนเบี้ยประกันภัยทั้งหมดเพื่อให้คู่กรณีกลับสู่ฐานะเดิม

6. การบอกเลิกสัญญาประกันชีวิต
มาตรา 894 บัญญัติว่า “ ผู้เอาประกันภัยชอบที่จะบอกเลิกสัญญาประกันภัยเสียในเวลาใดๆก็ได้ด้วยการไม่ส่งเบี้ยประกันภัยต่อไป ถ้าและได้ส่งเบี้ยประกันภัยมาแล้วอย่างน้อยสามปีไซร้ ท่านว่าผู้เอาประกันภัยชอบที่จะได้รับเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัย หรือรับกรมธรรม์ใช้เงินสำเร็จจากผู้รับประกันภัย”
การบอกเลิกสัญญาประกันชีวิตตามมาตรานี้ เป็นการบอกเลิกสัญญาโดยเหตุปกติ หมายความว่าสัญญานั้นสมบูรณ์อยู่ตลอดมาจนถึงเวลาบอกเลิกผู้เอาประกันไม่ประสงค์จะผูกพันตามสัญญาต่อไปย่อมเลิกสัญญาเสียได้โดยเพียงไม่ส่งเบี้ยประกันภัยต่อไป ขอให้สังเกตว่าสิทธิเลิกสัญญาตามมาตรานี้ เป็นสิทธิของผู้เอาประกันเท่านั้น ผู้รับประกันไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา เว้นแต่จะเข้ากรณีสัญญาเป็นโมฆียะและผู้รับประกันใช้สิทธิบอกล้างเท่านั้น
วิธีการบอกเลิกกฎหมายมิได้บัญญัติว่า ผู้เอาประกันต้องแจ้งให้ผู้รับประกันภัยทราบแต่อย่างใด เพียงแต่งดไม่ส่งเบี้ยประกันภัยต่อไปก็ถือว่าเป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกแล้ว

ผลของการบอกเลิกสัญญาตามมาตรานี้ หากผู้เอาประกันภัยส่งเบี้ยประกันยังไม่ครบ 3 ปี ผู้เอาประกันภัยไม่มีสิทธิเรียกร้องใดๆต่อผู้รับประกันภัย แต่ถ้าหากส่งเบี้ยประกันภัยครบ 3 ปีแล้ว ผู้เอาประกันภัยมีสิทธิได้รับเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัย หรือกรมธรรม์ใช้เงินสำเร็จจากผู้รับประกันภัย

คำพิพากษาฎีกาที่ 433/2513 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 894 หาได้บัญญัติว่าการเลิกสัญญาประกันภัย ผู้เอาประกันภัยจะต้องแจ้งให้ผู้รับประกันภัยทราบเป็นลายลักษณ์อักษรไม่ เมื่อผู้เอาประกันภัยงดส่งเบี้ยประกันภัยก็ต้องถือว่าได้บอกเลิกสัญญาประกันภัยแล้วนับแต่วันที่งดส่ง แต่เมื่อปรากฏว่าผู้เอาประกันภัยได้ส่งเบี้ยประกันภัยมาเกิน 3 ปี แล้ว ผู้เอาประกันภัยก็ชอบที่จะได้รับค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัยตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญาประกันภัย

คำพิพากษาฎีกาที่ 1996/2500 ผู้เอาประกันชีวิตขาดส่งเบี้ยประกันภัยตามกำหนดอาจถือว่าผู้เอาประกันชีวิตตั้งใจเลิกสัญญาตามมาตรา 894 ประกอบกับคำขอประกันภัยมีว่า ถ้าถึงกำหนดไม่ชำระเงินให้ครบตามกำหนดเวลา สัญญานี้เป็นอันสิ้นสุด จึงทำให้สัญญาประกันภัยสิ้นอายุแม้จะไม่ได้ระบุข้อความนี้ไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยก็ตาม ผู้เอาประกันชีวิตส่งเบี้ยประกันภัยมาไม่ครบ 3 ปี ยังไม่มีสิทธิได้รับค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัย

มีข้อควรสังเกตว่า เรื่องการบอกเลิกสัญญาของผู้เอาประกันภัยตามมาตรา 894 นี้นั้นอย่าได้นำไปปะปนกับการบอกล้างสัญญาของผู้เอาประกันภัยเนื่องจากสัญญาเป็นโมฆียะเพราะผลจะแตกต่างกัน กล่าวคือ นอกจากผู้เอาประกันภัยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาตามมาตรานี้แล้ว ผู้เอาประกันภัยยังมีสิทธิบอกล้างสัญญาที่เป็นโมฆียกรรมตามมาตรา 138 และมาตรา 143 ได้ ซึ่งถ้าเป็นการบอกล้างสัญญาโมฆียกรรม ผู้เอาประกันภัยมีสิทธิได้รับเบี้ยประกันภัยคืนทั้งหมดมิใช่ได้รับเพียงค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัยเท่านั้น

คำพิพากษาฎีกาที่ 1531/2522 จำเลยที่ 1 เป็นบริษัทรับประกันชีวิต มีจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทน และมีระเบียบว่าในการรับประกันชีวิตจะต้องให้แพทย์ตรวจสุขภาพด้วย จำเลยที่ 2 ได้หลอกลวงโจทก์ (ผู้เอาประกัน) เอาประกันชีวิตโดยแจ้งว่าไม่ต้องตรวจสุขภาพ แล้วจัดการหาบุคคลอื่นไปรับการตรวจสุขภาพแทน ทำให้จำเลยที่ 1 เชื่อว่าโจทก์มีสุขภาพดี และรับประกันชีวิตโจทก์ ดังนี้ จำเลยที่ 2 จึงทำกลฉ้อฉลหลอกลวงให้โจทก์แสดงเจตนาทำสัญญาประกันชีวิต โดยเข้าใจผิดว่าได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามระเบียบแล้ว ซึ่งถ้าโจทก์รู้ว่าเป็นการไม่ชอบก็จะไม่ทำสัญญาด้วย จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าสัญญาประกันชีวิตได้มาเพราะทำกลฉ้อฉลเป็นโมฆียะ เมื่อโจทก์บอกล้างแล้วจึงเป็นโมฆะมาแต่แรก โจทก์และจำเลยต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม จำเลยทั้งสองต้องรับผิดคืนเบี้ยประกันพร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *