ปรัชญาตะวันออก

ปรัชญาตะวันออก
ในวัฒนธรรมตะวันตก คำว่า ปรัชญาตะวันออก มีความหมายกว้างๆ ครอบคลุมถึงแนวคิดทางปรัชญาของ “ตะวันออก” กล่าวคือ ทางเอเชีย ที่รวมถึงจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และพื้นที่ทั่วไป
ส่วนใหญ่แล้วมหาวิทยาลัยในประเทศตะวันตก การเรียนการสอน และภาควิชาปรัชญาจะมุ่งศึกษาเฉพาะวิถีคิดและแนวคิดทางปรัชญาตะวันตก (แต่ก็ยังมีข้อยกเว้นในหลายๆที่) ดังนั้นการใช้คำว่า “ปรัชญา” ในแวดวงวิชาการตะวันตก มักหมายถึงแนวคิดทางปรัชญาที่มีรากฐานมาจากกรีกโบราณ และปรัชญาตะวันออกมักถูกมองข้าม อย่างไรก็ตามการเชื่อมโยงระหว่าง “ตะวันออกและตะวันตก” ในปัจจุบันนี้ ช่วยลดช่องว่างทางวัฒนธรรมดังกล่าวไปได้มาก (จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)

ปรัชญาตะวันออก : ภัยคลื่นยักษ์ อีกรูปแบบแสดงตัว”โลกาภิวัตน์วกกลับ”
ถอยตัวออกมาจาก ต้นไม้ต้นหนึ่ง เพื่อมองให้เห็น ภาพรวม ของ ป่าทั้งป่า จะพบเห็นไม่ยากนักว่าสิ่งที่ “เซี่ยงเส้าหลง” และผู้คนจำนวนมากใจตรงกันเรื่อง ความห่วยแตกของโทรทัศน์ไทย ก็เป็นต้นไม้อีกต้นหนึ่งที่มีลักษณะพื้นฐานไม่ต่างไปจากต้นไม้ต้นอื่น ๆ ก่อนหน้า จีเอ็มโอ, ไก่เคเอฟซี, เนื้อแมคโดนัลด์, อุตสาหกรรมทำลายสิ่งแวดล้อม และ ฯลฯ ที่เป็นผลิตผลของ ระบบทุนนิยมเต็มรูป (หรือนัยหนึ่ง ลัทธิเสรีนิยมใหม่) ที่บรรดาบรรษัทยักษ์ใหญ่ในแขนงต่าง ๆ จะต้อง กระตุ้นการบริโภค, เร่งการผลิต โดย ทุกวิถีทาง เพื่อปั่น ผลกำไรต่อหุ้น ให้ สูง, สูงขึ้น ความหมายของ ระบบทุนนิยมในวันนี้ที่เป็น ปลาใหญ่กินปลาเล็ก จึงแตกต่างกับเมื่อยุค เศรษฐกิจพอเพียง
เราฝากวิถีชีวิตของประเทศไว้กับ การส่งออก, อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว บนสมมติฐานที่เสมือน คงที่, ไม่แปรเปลี่ยน แต่ในรอบ 2 ปีมานี้เราเริ่มเผชิญหน้ากับ ไข้หวัดมรณะ, ไข้หวัดนก และ ภัยพิบัติธรรมชาติ บางส่วนเกิดขึ้นกับ ต่างประเทศ ในขณะที่บางส่วนเกิดขึ้นกับ ประเทศไทย ล้วนแล้วแต่ ส่งผลสะเทือนต่อความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ นับวันสถานการณ์พื้นฐานต่าง ๆ ยิ่ง ไม่แน่นอน ปุจฉาที่ต้องการวิสัชนาก็คือ ยุทธศาสตร์ของประเทศในระยะยาว ที่จะต้อง ไม่ขึ้นต่อ รายได้จากทั้ง 2 สาขานี้มากเกินไป วิสัชนาที่ว่านี้ไม่ใช่ง่าย ๆ แค่ ทุ่มเงินซ่อม-สร้าง แต่จะต้องกลับไปสู่เรื่องเดิม ๆ ที่พูดแล้วพูดอีกก็คือจะต้อง ทบทวนกระแสพระราชดำรัส ว่าด้วย เศรษฐกิจพอเพียง ที่ไม่ได้มีความหมายเถรตรงชนิดที่บรรดาสาวกของลัทธิเสรีนิยมใหม่ชอบยกมาค่อนขอดว่า “…จะให้ไปทำไร่ไถนาปลูกกระท่อมปลายนาหรือ คนเขียนทำให้ได้เสียก่อนเถอะ.” เท่านั้น กระแสโลกาภิวัตน์วกกลับ หรือที่เรียกขานกันว่า Deglobalization กำลังเริ่มต้น แสดงตัว ออกมาใน หลากหลายรูปแบบ ที่ล้วน อยู่นอกเหนือการควบคุมของมนุษย์ และจะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อ ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่พึ่ง การส่งออก, อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ทั้งสิ้น
แต่ที่ “เซี่ยงเส้าหลง” เห็นว่า ความไร้ระบบปรัชญาการศึกษาไทยร้ายแรงกว่าคลื่นยักษ์สึนามิ ตัวอย่างเช่น ความเป็น สื่อ ที่ทั้ง ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด และ มีอิทธิพลทางความคิดต่อประชาชนมากที่สุด เมื่อไม่ปฏิบัติหน้าที่ เตือนภัย, ให้ข้อมูลข่าวสาร (ใน ทุก ๆ ด้าน) แต่กลับทำหน้าที่เป็น โฆษกที่ดีของระบบทุนนิยม ก็เท่ากับเป็น ตัวเร่ง ให้ประชาชน หูหนวก – ตาบอด เร็วขึ้นนั่นเอง
ผู้คนส่วนใหญ่โดยองค์รวมของบ้านนี้เมืองนี้จึงไม่มีโอกาส ฉุกคิด ถึง ของดีมีอยู่ หลากหลายที่จะสามารถผนึกเป็น ยุทธศาสตร์พึ่งตนเอง ที่จะมาเสริมรายได้จาก การส่งออก, อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยไม่ต้อง ตามแห่ ไปใน ทิศทางเดียวกัน อย่างที่เป็นอยู่
ต้องไม่ลืมว่ารากฐานของ ปรัชญาตะวันออก รากฐานของ พุทธศาสนา, ศาสนาตะวันออกอื่น ๆ ก็คือ อยู่ร่วมกับธรรมชาติ ตรงกันข้ามกับรากฐานเบื้องต้นของ ปรัชญาตะวันตก ที่มุ่งหมาย ดัดแปลงธรรมชาติ, เอาชนะธรรมชาติ ที่สุดท้ายแล้ว ไม่ชนะ และกำลังเกิดการปรับเปลี่ยนความคิดขนานใหญ่ในหมู่ประชาชนมุ่งไปสู่ กฎเกณฑ์ชุดใหม่ในการดำรงชีวิต ซึ่งก็คือรากฐาน ปรัชญาตะวันออก เกิด Green Politics, Ecologist Politics กันจนเป็น กระแสใหญ่ แต่คนตะวันออกจำนวนหนึ่งในบ้านเรากลับยัง หลับใหลไม่ได้สติ ตกเป็น ทาส ของกระบวนการ โฆษณาชวนเชื่อ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน โทรทัศน์ หรือกล่าวให้ชัดเจนว่า ระบบโทรทัศน์ไทยยุคเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เป็นหนึ่งใน ผู้ต้องหา ลำดับต้น ๆ แน่นอน
จาก ไข้หวัดมรณะ มาถึง ไข้หวัดนก และ คลื่นยักษ์สึนามิ นี่คือ สัญญาณเตือนจากธรรมชาติ คนไทยทั้งมวลน่าจะใช้โอกาสในช่วงวันหยุดปลายปี 2547 ต้นปี 2548 นี้ ทบทวนอย่างจริงจัง เพื่อนำไปสู่ การปรับตัว แม้ไม่อาจจะไปกำหนดกฎเกณฑ์ การปรับตัวของประเทศ แต่หากเริ่มต้นด้วย การปรับตัวของบุคคลแต่ละคน ก็จะเป็น คุณ ในระดับหนึ่งแน่นอน
ในมุมหนึ่งของชีวิต “เซี่ยงเส้าหลง” เป็น คนโบราณ เท่าที่ติดตาม เหตุใหญ่ในประวัติศาสตร์ ที่ผ่าน ๆ มาล้วนแล้วแต่มี สัญญาณเตือนจากธรรมชาติก่อน แทบทุกครั้ง บันทึกต่าง ๆ ล้วนระบุไว้ ปี 2546 – 2547 มี สัญญาณเตือนหลายครั้ง – แต่ละครั้งแรงขึ้น ๆ หากพวกเรายังคง ไม่ตื่น เมื่อเกิดเภทภัยใหญ่กว่านี้นอกจากจะมีความเป็นไปได้สูงที่จะต้องเผชิญหน้ากับ ความตาย แล้วยังเป็น การตายที่โง่เขลา – ตายไปทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าตายเพราะอะไร อีกต่างหาก

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *