ปรัชญาจีน

ปรัชญาจีน

๑. ลักษณะปรัชญาจีน

ก่อนกล่าวถึงลักษณะปรัชญาจีน ก็ใคร่กล่าวถึงศาสนาในยุคโบราณของจีนสักเล็กน้อย ชาวจีนเชื่อว่าตามธรรมชาติต่างๆล้วนแต่มีเทพเจ้าสิ่งสถิตอยู่ ถ้ามนุษย์ทำให้เทพพอใจ ก็จะทรงประทานสิ่งที่ดีงามให้ แต่ถ้าไม่ทรงโปรดก็จะทรงบัลดาลให้มีภัยพิบัติต่างๆ ความจริงความเชื่อแบบนี้ก็มีอยู่ทั่วไปในทุกประเทศ ทั้งนี้ก็เพราะมนุษย์ยังขาดความเข้าใจในเรื่องธรรมชาติ จึงพากันสร้างเทพเจ้าหรือพระเจ้าขึ้นมา จากความไม่เข้าใจของตนแล้วก็พากันบูชาสิ่งที่ตนสร้างขึ้นมานั่นเอง เทพเจ้าที่ชาวจีนเชื่อถือมีลักษณะเหมือนมนุษย์ทั้งรูปร่าง หน้าตา และอารมณ์ต่างๆ และในบรรดาเทพด้วยกันก็มีองค์หนึ่งเป็นจอมเทพ ชาวจีนเรียกจอมเทพว่า เทียน และชาวจีนก็เชื่อว่า จอมเทพองค์นั้น ตนไม่มีสิทธิ์เซ่นสรวงบูชาได้ มีแต่พระมหากษัตริย์เท่านั้นที่สามารถทำการบูชาเซ่นสรวงจอมเทพได้ จึงเป็นเหตุให้เกิดมีราชพิธีบูชาเซ่นสรวงเทพเจ้าอย่างใหญ่โตขึ้นมา เช่น พระราชพิธีเซ่นสังเวยฟ้าดิน พระราชพิธีเซ่นสังเวยพระอาทิตย์ พระจันทร์ เป็นต้น เพราะเหตุนี้ กษัตริย์จึงเป็นศาสนาจารย์โดยปริยาย ทำให้ศาสนาตกอยู่ในอำนาจการเมือง ไม่สามารถแยกตัวเป็นสถาบันอิสระ พระจึงไม่มีอำนาจเหมือนศาสนาอื่น
ส่วนราษฎร เมื่อไม่สามารถบูชาเซ่นสรวงจอมเทพได้ ก็หันมาเซ่นสรวงบูชาบรรพบุรุษของตน ชาวจีนเชื่อว่า บรรพบุรุษตายไปแล้ว ก็จะกลายเป็นเทพบริวารคอยรับใช้จอมเทพ วิญญาณของบรรพบุรุษจะคอยดูแลญาติในโลกนี้อยู่เสมอ สามารถให้คุณให้โทษได้ จำที่จะต้องเอาใจอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้ ชาวจีนจึงถือสุสานประจำสกุลของตนเป็นสถานที่สำคัญต้องดูแลให้ดี เพื่อเป็นที่เซ่นสรวงและบนบานวิญญาณบรรพบุรุษของตน ดังนั้น คนทั่วไปก็อาจติดต่อกับจอมเทพได้โดยผ่านทางพระเจ้าแผ่นดินและวิญญาณบรรพบุรุษของตนอีกทอดหนึ่ง กาลต่อมาความเชื่อเรื่องเทพเจ้าประจำธรรมชาติค่อยๆจางลง เพราะไม่สามารถมองเห็นตัวตนเทพเจ้าได้ จึงไม่ค่อยให้ความสำคัญให้มากนัก เพียงรับรู้ก็พอแล้ว ดังที่จิวกงถวายโอวาทตักเตือนพระเจ้าจิวเซ่งอ๊วงว่า “จะไปเชื่อถือในอานุภาพของพระเจ้านักไม่ได้” บางคนก็อธิบายเทพเจ้าไปอีกรูปแบบหนึ่ง อย่างเช่น พระเจ้าจิวบูอ๊วง ตรัสว่า “พระเจ้าเห็นก็มาจากประชาชนของข้าเห็น พระเจ้าได้ยินก็มาจากประชาชนของข้าได้ยิน” ข้อนี้แสดงว่าฐานะของพระเจ้าเริ่มลดความสำคัญลง ในขณะเดียวกันเสียงของประชาชนก็เพิ่มความสำคัญยิ่งขึ้น แต่ละคนมีสิทธิแสดงความคิดเห็นของตน จึงเป็นเหตุให้เกิดนักปรัชญาต่างๆขึ้นมาอย่างที่เรียกกันว่าปรัชญาร้อยสำนัก
ปรัชญาจีนเกิดขึ้นโดยอาศัยความเชื่อถือที่ผ่านมาเป็นรากฐาน ปรัชญาจีนไม่สนใจแสวงหาปฐมธาตุอย่างที่ปรัชญาตะวันตกมุ่งแสวงหา เมื่อไม่สนใจถึงปฐมธาตุก็ไม่จำต้องหาวิธีที่จะรู้ถึงปฐมธาตุนั้น แต่ปรัชญาจีนให้ความสำคัญในเรื่องมนุษย์ด้วยกัน ว่าจะทำอย่างไรคนจึงจะเป็นคนดีมีความสุข ทำอย่างไรสังคม ประเทศ และโลกจะมีความสงบสุข ดังสูตรของปรัชญาจีนซึ่งมี 8 คำ คือ
ซิวกี้ แปลว่า อบรมฝึกฝนตนเอง
อังนั้ง แปลว่า ยังความสงบสุขให้แก่ผู้อื่น
ไหลเสี่ย แปลว่า ทำภายในตนให้มีคุณธรรม
วั่วอ๊วง แปลว่า ทำภายนอกให้เป็นกษัตริย์นักปกครองที่ดี
ทั้ง 8 คำนี้มีความหมายให้แต่ละคนสนใจฝึกฝนตนให้มีคุณธรรมและความสามารถ แล้วนำความดีและความสามารถนั้นออกมาบำเพ็ญประโยชน์แก่สังคม ปรัชญาจีนทั้งหมดจะถกเถียงกันในประเด็นที่ว่า จะฝึกฝนอบรมตนให้ดีได้อย่างไร และจะช่วยสังคมให้สงบสุขได้อย่างไร โดยนัยนี้ปรัชญาจีนจะแตกต่างจากปรัชญาตะวันตกตรงที่ไม่สนใจภววิทยาและญาณวิทยา แต่จะเน้นคุณวิทยาเป็นสำคัญ ชาวจีนไม่ชอบเพ้อฝัน แต่ชอบสิ่งที่นำมาปฏิบัติในชีวิตจริงได้ ชาวจีนจึงเป็นนักปฏิบัติไม่ใช่นักทฤษฎี ไม่ต้องการเพียงรู้ เพื่อรู้อย่างนักปรัชญาตะวันตก ปรัชญาจีนเน้นจริยธรรมมากกว่าสติปัญญา เพราะฉะนั้นปรัชญาจีนจึงเป็นไปในทางจริยศาสตร์และสุนทรียศาสตร์ในด้านต่างๆ
สรุปแล้ว ปรัชญาจีนให้ความสำคัญที่ตัวมนุษย์ และความสำคัญของมนุษย์ก็อยู่ที่เป็นคนดี มีความรู้และบำเพ็ญประโยชน์ให้แก่สังคมตลอดทั้งโลก ความรู้ที่ปรัชญาจีนเน้นก็เฉพาะความรู้ที่สามารถทำให้คนเป็นคนดีมีคุณธรรมเท่านั้น ความรู้อย่างอื่น ปรัชญาจีนไม่สนใจ และแม้ความรู้ที่สามารถทำให้คนเป็นคนดีก็เช่นกัน ถ้ารู้เพียงแค่ทฤษฎีก็ใช้ไม่ได้ จะต้องปฏิบัติตนให้ได้ตามความรู้นั้นด้วย เมื่อเป็นคนดีแล้วก็เรียกว่านักปราชญ์ จากนั้นก็มุ่งบำเพ็ญประโยชน์ต่อโลก เพราะฉะนั้นจุดมุ่งหมายสูงสุดของปรัชญาจีนแทบทุกสาขา ต่างก็มุ่งมั่นที่จะส่งเสริม “ความเป็นปราชญ์ภายในและกษัตริย์ภายนอก” ความเป็นปราชญ์ภายใน คือบุคคลที่สามารถพัฒนาตัวเองให้มีคุณธรรม ส่วนเป็นกษัตริย์ภายนอก หมายถึงบุคคลผู้ได้บำเพ็ญประโยชน์อย่างมหาศาลให้แก่ชาวโลก ทุกคนจะต้องพยายามพัฒนาคุณลักษณะทั้ง 2 อย่างให้เกิดขึ้นในตน คนเป็นนักปราชญ์ได้ก็เพราะรู้คุณธรรม และปฏิบัติตามคุณธรรมเท่านั้น ส่วนจะมีความรู้อื่นหรือไม่นั้นไม่เป็นประมาณ ทำนองเดียวกับคนเลว ก็ต้องเป็นคนเลวอยู่อย่างนั้น ไม่ว่าจะมีความรู้ต่างๆมากมายเพียงไร นักปรัชญา หวัง หยัง หมิง (พ.ศ. 2016 – 2072) ได้เปรียบเทียบความเป็นนักปราชญ์เหมือนทองคำบริสุทธิ์ไว้ว่า คนจะเป็นนักปราชญ์ได้ก็เพราะมีคุณสมบัติที่จะเป็นนักปราชญ์เท่านั้น ไม่คำนึงว่าจะต้องมีความรู้สาขาต่างๆมากหรือไม่ คุณภาพแตกต่างกับปริมาณ ทองคำหนัก 8 ปอนด์ กับ 9 ปอนด์ ย่อมมีปริมาณต่างกัน แต่คุณภาพของทองคำหาได้แตกต่างกันไม่ หากผู้ใดยังคุณสมบัติทั้ง 2 อย่าง คือ ความเป็นปราชญ์ภายใน และกษัตริย์ภายนอกให้สำเร็จได้ ผู้นั้นก็จะได้รับเกียรติว่า ปราชญ์ราชา (Sage – King) ทำนองเดียวกับปรัชญา – ราชะ (philosopher – King) ในปรัชญาของเพลโต
ปรัชญาจีนมีมากมายอย่างที่เรียกว่าปรัชญา 100 สำนัก แต่เมื่อแบ่งเป็นสำนักใหญ่ๆแล้วก็มี 6 สำนัก คือ สำนักปรัชญาเต๋า (Tao chia) สำนักปรัชญาขงจื้อ (Ju chia) สำนักปรัชญาม่อจื้อ (Mo chia) สำนักปรัชญานิตินิยม (Fa chia) สำนักปรัชญาหยิน – หยาง (Yin – Yang chia) และสำนักปรัชญาหมิง(Ming chia) ในบรรดา 6 สำนักนี้ 4 สำนักแรกที่ยังมีผลงานตกทอดมาถึงปัจจุบัน และมีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของคนจีนมาก เพราะฉะนั้น จะขอกล่าวเฉพาะปรัชญาทั้ง 4 สำนักเท่านั้น ทรรศนะโดยย่อยของทั้ง 4 สำนัก มีดังนี้
สำนักปรัชญาเต๋ามีความเห็นว่า ขึ้นชื่อว่าคนนั้นยุ่งเหยิงไม่มีที่สิ้นสุดเป็นที่ตั้งแห่งปัญหาทั้งปวง ยิ่งคิดยิ่งทำอะไรมากก็ยิ่งยุ่งมาก จะแก้ไขอย่างไรก็ไม่มีที่สิ้นสุด สู้ปล่อยไปตามธรรมชาติ สนับสนุนให้เข้าหาธรรมชาติจะดีกว่า พวกที่มีความเห็นอย่างนี้ก็มีเหลาจื้อ จวงจื้อ เป็นตัวแทน
สำนักปรัชญาขงจื้อมีความเห็นว่า ขนบธรรมเนียมโบราณที่ดีงามมีอยู่มาก ควรที่จะได้ฟื้นฟูเรื่องที่ดีงามนั้นขึ้นมาใหม่ แล้วนำมาเป็นหลักประพฤติปฏิบัติ พวกที่มีความเห็นอย่างนี้ก็มีขงจื้อ เม่งจื้อ เป็นตัวแทน
สำนักปรัชญาม่อจื้อมีความเห็นว่า เรื่องที่ล่วงมาแล้วก็เหมาะกับคนสมัยนั้น ไม่ควรรื้อฟื้นขึ้นมาอีก ควรจะหาอะไรใหม่ๆที่เหมาะสมมาเป็นหลักยึดเหนี่ยวจะดีกว่า พวกที่มีความเห็นอย่างนี้มี ม่อจื้อ เป็นตัวแทน
สำนักปรัชญานิตินิยมมีความเห็นว่า ธรรมชาติดั้งเดิมของคนมีแต่ความชั่วร้าย จึงจำต้องใช้อำนาจและกฎหมายมาเป็นเครื่องควบคุม พวกที่มีความเห็นอย่างนี้มี ฮั่น เฟ่ย จื้อ เป็นตัวแทน

๒. ปฐมกำเนิดปรัชญาจีน
ปรัชญาจีนเกิดขึ้นมาในสมัยปลายพุทธกาล โดยมี 2 สำนักใหญ่ๆ ได้แก่ สำนักเหลาจื้อ คือ ปรัชญาเต๋า กับสำนักขงจื้อ คือปรัชญาขงจื้อ ต่อมาปรัชญาทั้ง 2 สำนัก ได้แตกตัวออกไปเป็นสำนักต่างๆอีกมากมาย แต่ทั้งสำนักเหลาจื้อ และสำนักฃงจื้อต่างก็ได้รับปรัชญาสมัยโบราณมาใช้ในปรัชญาของตนด้วย โดยคงไว้บ้าง เปลี่ยนแปลงบ้าง ตีความหมายใหม่บ้าง ตามความเหมาะสม เหตุนี้จึงควรได้ศึกษาปรัชญาพื้นฐานสมัยโบราณของจีนด้วย
เชื่อกันว่า สิ่งที่เป็นบ่อเกิดปรัชญาจีนสมัยโบราณ ก็คือความคิดเรื่องปา กว้า (Pa Kua) หรือโป้ยก่าย ปากว้า หรือเส้นตรง 3 เส้น รวมเป็นกลุ่มได้ 8 กลุ่ม เรียงกันเป็นวงกลม ล้อมรูป หยิน – หยาง ซึ่งอยู่ตรงกลาง เส้น 3 เส้น แบ่งเป็น 2 แบบ คือ เขียนเป็นเส้นติดกัน ไม่ขาดทั้ง 3 เส้น
( ) แบบนี้เรียกว่า หยาง – เหยา (yang – yao) กับอีกแบบหนึ่ง เขียนเป็นเส้นตรง แต่ขาดแยกจากกัน ( ) แบบนี้เรียกว่า หยิน – เหยา (yin – yao) ความจริงการขียนเส้น ก็เป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งความคิดเท่านั้น กล่าวคือ เส้นทั้ง 8 กลุ่ม แต่ละกลุ่มแทนธาตุทั้ง 8 ตามความเชื่อของคนจีนโบราณ ธาตุทั้ง 8 ก็มี ดิน น้ำ ลม ไฟ สวรรค์หรือฟ้า ฟ้าร้องหรือสายฟ้า ภูเขา และหนองบึง ตัวอย่างเช่น แทนฟ้า แทนดิน แทนน้ำ
แทนลม แทนไฟ เป็นต้น และธาตุทั้ง 8 นี้ อาจย่อลงเหลือ 4 คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม และจากธาตุ 4 ย่อลงเหลือ 2 คือ หยิน (yin) กับหยาง (yang) หยินกับหยางจึงเป็นเรื่องมูลฐานของปรัชญาจีน

๓. หยิน – หยาง คืออะไร
หยิน – หยางเป็นสภาวะธรรมชาติที่มีอยู่คู่กัน เป็นมูลธาตุ ก่อให้เกิดสิ่งต่างๆขึ้นมา หยินเป็นพลังงานลบ สงบนิ่ง แสดงออกในรูปต่างๆ เช่น ความมืด ความหนาว ความชื้น ความแฉะ ความอ่อนแอ ความอ่อนโยนละเพศหญิง เป็นต้น ส่วนหยางเป็นพลังงานบวก เคลื่อนไหว ไม่หยุดนิ่ง แสดงออกในรูปต่างๆเช่น ความสว่าง ความร้อน ความอบอุ่น ความแห้ง ความแข็งแรง ความมั่งคง และเพศชาย เป็นต้น หยินกับหยาง เป็นสภาวะที่ตรงข้ามกัน แต่ก็ไม่เป็นศัตรูกัน ต่างสมโยคเข้าหากัน สนับสนุนกัน ก่อให้เกิดสรรพสิ่งขึ้นมาในโลก ฝ่ายใดที่มีอัตราส่วนมากกว่า หรือแข็งแรงกว่า ก็จะปรากฏผลออกมาในทางพลังงานนั้น อย่างเช่น ผู้ชาย ก็มีธาตุหยางในอัตราส่วนมากกว่าธาตุหยิน ส่วนผู้หญิงก็มีธาตุหยินมากกว่าธาตุหยาง เหล่านี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นในแต่ละอย่างจึงมีทั้งหยินทั้งหยางผสมอยู่ด้วยกัน ในอัตราส่วนที่ต่างกัน และก็เพราะหยิน – หยางนี่เอง จึงเป็นเหตุให้เกิดมีสิ่งคู่กันในโลก เช่น ดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ ร้อนกับหนาว สุขกับทุกข์ สมหวังกับผิดหวัง กลางวันและกลางคืน เป็นต้น
ชาวจีนสมัยโบราณ เชื่อว่าท้องฟ้าเป็นหยาง และแผ่นดินเป็นหยิน อาศัยหยินและหยางมาประกอบกัน เป็นเหตุให้เกิดสิ่งทั้งหลายขึ้นในโลก เรื่องหยิน – หยางก็ทำนองในวิทยาศาสตร์ เรื่องกิริยา (Action)และปฏิกิริยา (Reaction) ซึ่งเป็นของคู่กัน ที่ใดมีกิริยา ที่นั่นก็มีปฏิกิริยา

๔. ประวัติการใช้เครื่องหมาย ปา กว้า
สันนิษฐานกันว่า เมื่อประมาณ 5,000 ปีเศษมาแล้ว พระเจ้าฟูสี (Fu – Hsi) ทรงเป็นผู้คิดขึ้น พระราชาองค์นี้ ทรงนำความเจริญหลายอย่างมาให้ชาวจีน เช่น ทรงวางระเบียบการสมรส และระเบียบให้คนมีแซ่มีเหล่า เป็นต้น พระองค์ทรงเป็นนักปราชญ์ ทรงครุ่นคิดปรัชญาโลกหรือชีวิต ทรงเห็นว่าโลกหรือชีวิต ประกอบด้วยธาตุ 8 อย่าง ดังกล่าวมาแล้วนี้
ต่อมาถึงสมัยพระเจ้าเหวน หรือเหวิน (King – Wen) ผู้สถาปนาราชวงศ์โจว (Chou) และอุปราช ได้จัดทำให้เส้นเหล่านี้เป็นระบบระเบียบขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเครื่องหมายแห่งความคิด และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ความคิดเรื่องปา กว้า ได้กลายเป็นรากฐานทั้งของปรัชญาและไสยศาสตร์จีน
ส่วนเครื่องหมายหยิน – หยาง ต่อมาถือกันว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ชาวจีนนิยมติดไว้ตามประตูบ้าน เพื่อป้องกันภูตผีปีศาจ และเครื่อหมายหยิน – หยางนี้ตลอดทั้งเส้น ปา กว้า ทางประเทศเกาหลีใต้ก็ได้นำไปใช้เป็นตราในธงชาติของตนด้วย
ปรัชญาจีนที่สำคัญมี 4 สำนักดังกล่าวแล้ว แต่เมื่อว่าถึงนักปรัชญาที่เด่นๆของทั้ง 4 สำนัก ก็มี 8 คน คือ เหลาจื้อ ขงจื้อ มอ่จื้อ หยางจื้อ เม่งจื้อ จวงจื้อ ซุ่นจื้อ และฮั่น เฟ่ย จื้อ ซึ่งจะได้กล่าวถึงปรัชญาของแต่ละคนไปตามลำดับที่เรียงไว้ดังต่อไปนี้

๕. ปรัชญาจีน : โหงวเฮ้งของสุนัข
การดูโหงวเฮ้งของสุนัข ตามตำราจีน ในสมัยก่อน คนจีนได้มีการดูโหงวเฮ้งของสุนัข หรือลักษณะของสุนัขว่า สุนัขตัวไหนมีอุปนิสัยอย่างไร สุนัขตัวไหนให้คุณให้โทษอย่างไร หรือแม้แต่ลักษณะ หรือโหงวเฮ้งของสุนัขนั้นบอกถึง เคราะห์ร้ายของสุนัขตัวนั้นอย่างไร แล้วก็ได้จดสถิติเอาไว้ให้ชนรุ่นหลังได้นำมาศึกษา
ก่อนที่เราจะมาเรียนรู้ถึงโหงวเฮ้งของสุนัข เรามาทำความรู้จักกับ ปรัชญาจีน ที่ได้เปรียบความหมาย ของธาตุทั้ง 5 กับอวัยวะต่างๆบนใบหน้าของสุนัขกันก่อน
ปรัชญาจีน ได้เปรียบเทียบอวัยวะบนใบหน้าของสุนัขกับธาตุทั้ง 5 เอาไว้ดังนี้
ธาตุดิน คือ จมูก
ธาตุน้ำ คือ ปาก
ธาตุไม้ คือ คิว (โหนกคิ้ว)
ธาตุไฟ คือ ตา
ธาตุทอง คือ ใบหู
ปรัชญาจีนได้กล่าวเปรียบเทียบธาตุกำเนิด หรือเสริมและธาตุปรปักษ์ หรือข่มกัน ดังนี้

ธาตุกำเนิด หรือ เสริมกัน
ดิน ให้กำเนิด ทอง
ทอง ให้กำเนิด น้ำ
น้ำ ให้กำเนิด ไม้
ไม้ ให้กำเนิด ไฟ
ไฟ ให้กำเนิด ดิน
ธาตุปรปักษ์ หรือขัดกัน
ดิน ปรปักษ์หรือข่ม น้ำ
น้ำ ปรปักษ์หรือข่ม ไฟ
ไฟ ปรปักษ์หรือข่ม ทอง
ทอง ปรปักษ์หรือขัด ไม้
ไม้ ปรปักษ์หรือข่ม ดิน

เมื่อเราได้เรียนรู้ถึงการเปรียบเทียบของปรัชญาจีนเกี่ยวกับอวัยวะบนในหน้าสุนัขและธาตุกำเนิดและธาตุปรปักษ์แล้ว ทีนี้เรามาดูลักษณะหรือโหงวเฮ้งสุนัขตามตำราจีนที่ได้กล่าวเอาไว้
ลักษณะของสุนัขที่มีจมูกใหญ่สมลักษณะดุจดั่งจมูกราชสีห์ (ธาตุดินสมบูรณ์) มีโหนกคิ้วใหญ่สมลักษณะ มีขนคิ้วตั้งเด่นชัดมีสง่า (ธาตุไม้สมบูรณ์) คือ ธาตุดิน และธาตุไม้ที่สมดุลไม่ข่มหรือเป็นปรปักษ์ต่อกัน สุนัขนั้นจะมีอุปนิสัยใจกล้า ดุแต่ขึม ปากไม่พล่อยไม่เห่าส่งเดชให้ศัตรูได้รู้ตัว จากลักษณะที่มีธาตุดินที่สมบูรณ์นั้นย่อมให้กำเนิดหรือเสริมให้ธาตุทองสมบูรณ์ไปด้วย กล่าวคือ หูจะดี เมื่อได้ยินเสียงอะไรที่ทำให้เป็นที่น่าสงสัย หูจะตั้งขึ้นอย่างสง่า เพื่อฟังทิศทางของเสียงนั้นให้แน่ชัดก่อนที่จะวิ่งไปหาทิศทางที่เกิดเสียง จัดได้ว่าเป็นสุนัขที่ฉลาดมาก มีหูที่ว่องไวต่อเสียง เหมาะเป็นสุนัขเฝ้าบ้าน หรือสุนัขปฏิบัติการต่างๆ
ในด้านตรงกันข้าม หากสุนัขนั้น มีจมูกที่เล็ก หรือบี้แบนไม่มีสง่าราศี (ธาตุดินพร่อง) แต่มีโหนกคิ้ว หรือขนคิ้วตั้งชันเด่นชัด (ธาตุไม้สมบรูณ์) คือ ธาตุไม้ข่มหรือเป็นปรปักษ์กับธาตุดิน ลักษณะหรือโหงวเฮ้งของสุนัขแบบนี้จัดว่าเป็นสุนัขที่ ดุแต่ขี้ขลาด ไม่ฉลาด ไม่ว่องไว ปากพล่อยเห่าไปทั่วไม่ว่าจะเห็นอะไร กล่าวคือชอบใช้เสียงข่มศัตรูเพราะความกลัวของตัวเอง ทำให้เป็นที่รำคราญแก่เจ้าของ เมื่อธาตุดินพร่อง การให้กำเนิดธาตุทองยอมไม่สมบรูณ์ กล่าวคือ หูจะไม่ไว การประเมินผลทางสายตาจะช้าไม่ทันการณ์ บางครั้งหนีศัตรู แต่ก็ยังเห่าทั้งๆที่เจ้าตัวก็เดินหนีไปด้วย สุนัขชนิดนี้เหมาะกับ เจ้าของที่ไม่ชอบความเงียบ และเลี้ยงสุนัขไว้เพื่อเป็นเพื่อนเท่านั้นหมายเหตุ หากจมูกเล็กไม่สมส่วน และมีโหนกคิ้วเล็ก ขนคิ้วไม่เด่นชัด เรียกว่า ธาตุสมดุลย์ในเชิงพร่อง จัดเป็นสุนัขที่ไม่เด่น หากจะเลี้ยงไว้ก็แค่ไว้เป็นเพื่อน ทำให้เจ้าของมีงานทำเพิ่มขึ้นเพราะต้องหาอาหารมาเลี้ยงมันเท่านั้นเอง
ลักษณะของสุนัขที่มีใบหูใหญ่ ใบหูตั้งโดยใบหูด้านรับเสียงหันบิดมาด้านหน้า ดูสง่าดุจดั่งใบหูของหมาป่า(ธาตุทองสมบูรณ์) มีแววตาที่สดใสกลมโต (ธาตุไฟสมบูรณ์)คือ ธาตุไฟและธาตุทองสมดุลไม่ข่มกัน บ่งบอกถึงความเป็นสุนัขที่มีพลังอำนาจ กล้าหาญ ฉลาด เห่าเก่งแต่ก็สู้จริงไม่ใช่
เก่งแต่ปาก ถ้ากัดศัตรูแล้วไม่ค่อยยอมปล่อยง่ายๆ ลักษณะเช่นนี้ เพราะธาตุทองสมบูรณ์ก็จะไปเสริมธาตุน้ำให้สมบูรณ์คือ ปาก กรามแข็งแรง เห่าเก่ง และกัดเก่งค่ะ สุนัขชนิดนี้เหมาะที่จะเลี้ยงไว้เฝ้าบ้าน เฝ้าสวนไว้เตือนภัยจะดีมากในด้านตรงข้าม หากสุนัขนั้นมีใบหูเล็ก ตั้งขึ้นแต่หงายคล้อยไปด้านหลัง หรือใบหูตกพับลง (ธาตุทองพร่อง)แต่มีแววตาสดใสกลมโต (ธาตุไฟสมบูรณ์) คือ ธาตุไฟข่มธาตุทอง ลักษณะนี้จัดว่าเป็นสุนัขที่ขี้ขลาด ชอบจ้องแต่จะกินเท่านั้น เห่าเก่ง แต่พอศัตรูเอาจริง จะวิ่งแบบไม่คิดชีวิต พอตั้งหลัก
เห็นศัตรูอยู่ห่างมากๆก็จะหันมาเห่าต่อ เลี้ยงเชื่องง่าย เพราะชอบกิน เมื่อใครให้ของกินจะตีสนิททันที สุนัขชนิดนี้เหมาะสำหรับเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนแก้เหงา เพราะประจบเจ้าของเก่ง ไม่เหมาะที่จะเลี้ยงไว้หวังเฝ้าบ้าน เพราะเมื่อมีคนแปลกหน้าเอาของให้กินก็จะตีสนิททันทีหมายเหตุ หากใบหูเล็ก หรือพับลงไม่สมส่วน และ
แววตาระห้อยไม่แวววาวตาเล็ก เรียกว่า ธาตุสมดุลในเชิงพร่องสุนัขชนิดนี้จะเฉื่อย ไม่ว่าคนแปลกหน้าจะเข้ามาในบ้านก็ไม่สนใจที่จะเห่า มีแต่จะเข้าไปคลอเคลียเดินตามคนแปลกหน้า เพื่อหวังจะมีอะไรให้กินหรือไม่ สุนัขลักษณะนี้เลี้ยงไว้เป็นเพื่อนแก่เหงาเท่านั้นเอง

ลักษณะสุนัขที่มีรูปปากที่ยาวสมส่วน เมื่ออ้าปากมีเขี้ยวที่ดูงามแข็งแรงดุจดังราชสีห์หรือหมาป่า มีกรามที่ได้สัดส่วน (ธาตุน้ำสมบูรณ์) มีจมูกใหญ่ สันจมูกงามได้สัดส่วน (ธาตุดินสมบูรณ์) สุนัขที่มีลักษณะเช่นนี้ จัดเป็นสุนัขที่มีอุปนิสัยเจ้าอารมณ์ เกเร เมื่อเห็นสุนัขตัวอื่นๆ จะข่มไว้ก่อน ไม่ยอมให้ตัวอื่นเป็นใหญ่กว่าตน ชอบเป็นผู้นำไม่ยอมเป็นผู้ตาม หากเลี้ยงไว้ร่วมกับสุนัขอื่น เจ้าของต้องคอยดุห้ามไม่ให้ไปรังแกตัวอื่นๆ ชอบส่งเสียงคำรามข่มศัตรู ดุร้ายพอสมควร เจ้าเล่ห์ เป็นสุนัขที่ค่อนข้างที่จะหวงของในบ้าน หากมีคนแปลกหน้ามาหยิบฉวยของในบริเวณบ้าน จะคำรามใส่ทันที ลักษณะที่มีธาตุน้ำที่สมบูรณ์เช่น
นี้ยอมส่งผลให้เสริมหรือให้กำเนิดธาตุไม้ให้สมบูรณ์ด้วยคือ จะหน้าผากที่ใหญ่ โหนกคิ้วใหญ่ เป็นผลให้มีมันสมองที่ช่วยในการประเมินผลได้ดี สุนัขชนิดนี้เหมาะที่จะเลี้ยงไว้เฝ้าบ้าน ไร่ สวนเพื่องานปฏิบัติการ เช่น ดมกลิ่นค้นหา เป็นต้น
ในด้านตรงข้าม หากมีปากที่ไม่สมคือ สั้นไป หรือยาวจนเกินไป มีเขี้ยวที่เล็กไม่แข็งแรง มีกรามที่ดูแฟบไม่สมส่วน รูปปากแคบ (ธาตุน้ำพร่อง) มีจมูกใหญ่ สันจมูกงามสมส่วน (ธาตุดินสมบูรณ์) คือ ธาตุดินข่มธาตุน้ำ ลักษณะเช่นนี้จัดเป็นสุนัขที่เจ้าเล่ห์ด้านเจ้าชู้ และชอบกินไม่เลือก ปากเปราะ เห่าไม่เลือก
เวลา เจ้าของเผลอไม่ได้ชอบหนีเที่ยวไปทั่ว สุนัขชนิดนี้เลี้ยงไว้เพื่อแสวงหาบุญ คือ เลี้ยงเอาบุญนั้นเองนะครับ มันต้องเจ็บตัวเพราะโดนสุนัขอื่นกัดเป็นประจำ แล้วเจ้าของก็ต้องรักษาแผลให้มันเอาบุญ
ลักษณะสุนัขที่มีโหนกคิวใหญ่สมส่วน มีขนคิ้วดูเด่นชัด กะโหลกด้านหน้าดูใหญ่ (ธาตุไม้สมบูรณ์) มีหูที่ตั้งชันมีสง่า (ธาตุทองสมบูรณ์) มองดูรูปหน้าทั่วไปสมส่วน จัดเป็นสุนัขที่ฉลาดคล่องแคล่วว่องไว ดุเมื่อเจ้าของไม่อยู่ใกล้ เชื่อฟังเจ้าของเป็นสุนัขที่ช่างสังเกตอาการของเจ้าของได้เก่ง โดยเฉพาะเมื่อมีคนแปลกหน้าเข้ามาในบริเวณบ้าน หากเจ้าของแสดงความเป็นมิตรกับคนแปลกหน้า มันจะไม่ทำร้ายคนแปลกหน้า แต่ถ้าหากคนแปลกหน้าแสดงความเป็นศัตรูกับเจ้าของ หรือเจ้าของมันแสดงอาการไม่ชอบใจที่คนแปลกหน้าเข้ามาในบ้าน มันจะแสดงความดุร้ายเกรี้ยวกราดออกมาทันที ลักษณะที่มีธาตุไม้ที่สมบูรณ์
ยอมส่งผลให้กำเนิดหรือเสริมธาตุไฟคือแววตาให้สมบูรณ์ด้วยสุนัขชนิดนี้เหมาะที่จะเลี้ยงไว้เป็นเพื่อน และเฝ้าบ้าน หรือไร่สวนได้ดีทีเดียว คอยเป็นเพื่อนยามอยู่คนเดียวในบ้านในด้านตรงข้าม หากสุนัขนั้นมี โหนกคิ้ว กระโหลกด้านหน้าเล็ก หรือขนคิ้วไม่เด่นชัด (ธาตุไม้พร่อง) แต่กลับมีใบหูที่ใหญ่ตั้งชัน (ธาตุทองสมบูรณ์) ลักษณะเช่นนี้เรียกว่า ธาตุทองข่มธาตุไม้ จัดเป็นสุนัขที่หูที่ไว แต่การประเมินผลของสมอง
และการมองเห็นไม่ดีเท่าที่ควร มีความซื่อสัตย์ เชื่อฟังเจ้าของได้ดี ขี้ระแวงกับเสียงที่ได้ยินเห่าเก่ง สุนัขชนิดนี้เหมาะที่จะเลี้ยงไว้เฝ้าบ้าน เพื่อนเห่าเตือนเจ้าของหากมีคนเข้ามาในบริเวณบ้าน
และเป็นเพื่อนแก้เหงาได้ดีเหมือนกัน
หมายเหตุ หากธาตุไม้และธาตุทองดังกล่าว สมดุลในเชิงพร่อง ก็คิดเสียว่าเลี้ยงสุนัขดาวน์สักตัวเพื่อเอาบุญ และเพื่อไม่ให้ดูเงียบเหงาก็แล้วกันนะครับ ปล่อยไปเดี๋ยวโดนสุนัขอื่นไล่กัด หรือไม่อาจเกิดอุบัติโดนรถทับตาย
ลักษณะสุนัขที่ มีแววตาสดใส กลมโตสมส่วน(ธาตุไฟสมบูรณ์) มีปากที่ยาวสมส่วน มีเขี้ยวที่ใหญ่ยาว และกรามที่แข็งแรง (ธาตุน้ำสมบูรณ์) ลักษณะเช่นนี้จัดเป็นสุนัขที่ดุมาก ไม่ค่อยเห่า แต่ชอบคำราม มีเสียงที่น่ากลัว เป็นสุนัขที่เอาจริง กัดจริง เมื่อกัดแล้วจะไม่ค่อยยอมปล่อย เป็นสุนัขที่ดูเคร่งขรึมน่ากลัวเป็นพิเศษ การมีธาตุไฟที่สมบูรณ์ยอมจะให้กำเนิดหรือเสริมธาตุดินให้สมบูรณ์ด้วย กล่าวคือจะทำให้ดูมีสง่าอย่างน่าเกรงขาม มีความฉลาดในเชิงต่อสู้กับศัตรู ไม่ค่อยเป็นมิตรกับคนแปลกหน้า สุนัขชนิดนี้เหมาะที่จะเลี้ยงไว้เฝ้าบ้าน ไร่ สวน หรือเป็นสุนัขปฏิบัติการ ในการดมกลิ่น ฯลฯ
ในด้านตรงข้าม หากมีลักษณะ แววตาระห้อย ไม่สดใส (ธาตุไฟพร่อง) แต่มีปากที่ยาวสมส่วน มีเขี้ยวและกรามที่แข็งแรงสมบูรณ์ (ธาตุน้ำที่สมบูรณ์) ลักษณะเช่นนี้เรียกว่าธาตุน้ำข่มธาตุไฟ จะเป็นสุนัขที่เห่าเก่ง ชอบขู่ด้วยเสียงเห่า เพื่อให้ศัตรูเกรงกลัว การประเมินผลด้านสายตาไม่ดีเท่าที่ควร ส่วนเมื่อมีเสียงทำให้สงสัย จะใช้วิธีเห่าข่มไว้ก่อน สุนัขชนิดนี้เหมาะที่จะเลี้ยงไว้เฝ้าบ้านนะดีครับ ปากไวดีพอสมควร
หมายเหตุ หากธาตุไฟ และธาตุน้ำ สมดุลในเชิงพร่อง ลักษณะเช่นนี้ เลี้ยงไว้เป็นเพื่อนๆเล่นดีครับ ไม่เห่า ไม่กัดใครดี วันๆได้แต่กินแล้วก็เดินเล่นรอบบ้าน เป็นเพื่อนเล่นกับเจ้าของดีค่ะ จากการดูอุปนิสัยของสุนัขด้วยการเปรียบเทียบกับธาตุต่างๆตามหลักปรัชญาจีนดังได้กล่าวมาในข้างต้น หากท่านที่สนใจศึกษา ก็จะสามารถทราบถึงอุปนิสัยของสุนัขที่ท่านเลี้ยงไว้ครับ ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเพียงส่วนที่ช่วยเป็นแนวทางในการศึกษาให้ลึกซึ้งต่อไป ในแต่ละหัวข้อที่กล่าวมา หากลักษณะดีตามแต่ละหัวข้อแล้ว ยังจะต้องดูลักษณะอื่นใน 5 ลักษณะควบคู่ไปด้วย หากลักษณะทั้ง 5 หรือ โหงวเฮ้งทั้งหมดสมดุลดีแล้ว
การดูจะต้องดูลักษณะความเด่นกว่าหรือด้อยกว่าของแต่ละธาตุแล้วประเมินผลตามธาตุที่เด่นกว่าด้อยกว่า และต้องเข้าใจอีกว่าไม่ว่าเป็นคนหรือสุนัข ไม่มีอะไรที่จะดีไปเสียทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *