ประวัติศาสตร์ความรู้สึกว่าด้วยความรู้สึก ยาก

ประวัติศาสตร์ความรู้สึกว่าด้วยความรู้สึก ยาก
ใต้กระแส : อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ กรุงเทพธุรกิจ วันเสาร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2549
ความที่จะกล่าวต่อไปนี้ ผมได้รับการอนุเคราะห์ทางด้านข้อมูลจากนักศึกษาชั้นปีที่ 1 วิชาสังคม และวัฒนธรรมไทย และนักศึกษาชั้นปีที่ 4 วิชาสัมมนาประวัติศาสตร์ จึงขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้
การศึกษาไทยประสบความล้มเหลวที่สำคัญประการหนึ่ง ก็คือ การทำให้เด็กนักเรียนทั้งหลาย กลัวการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง และเมื่อใดก็ตามที่จำเป็นจะต้องแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ก็จะรู้สึกทันทีว่า “ยาก” และเมื่อรู้สึกว่า “ยาก” ก็จะถอยหนี
ความรู้สึกที่ว่า “ยาก” แล้ว จะต้องทุ่มเทความพยายามไปในการเอาชนะหรือเรียนรู้จากการเอาชนะความ “ยาก” นั้น ไม่ค่อยเกิดขึ้นในกลุ่มของนักเรียนนักศึกษาทั้งหลาย
ความรู้สึกเช่นนี้เองกลายเป็นปัจจัยที่กำหนดให้นักศึกษาชมชอบแต่ข้อสอบแบบปรนัย ที่โอกาสในการเดา มีอยู่อย่างน้อยยี่สิบเปอร์เซ็นต์ หรือการเรียนกวดวิชาที่ให้เรียนแบบท่องจำข้อสอบเก่า โดยเน้นการเดาหรือการเก็งข้อสอบ รวมทั้งเรียนเทคนิคของการกาข้อสอบเท่านั้น
ความรู้สึกว่าไม่อยากทำอะไรที่มันยากเช่นนี้ ทำให้การเรียนรู้ในระบบการศึกษาล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะแม้กระทั่งครูบาอาจารย์ทั้งหลายในช่วงนี้เอง ก็ถูกบ่มเพาะมาด้วยความกลัวการที่จะต้องทำอะไร “ยากๆ”
ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจที่เอกสารการประเมินเพื่อเลื่อนตำแหน่งในระบบการศึกษาไทยทุกระดับจึงไม่ค่อยมีคุณภาพ เพราะทุกคนก็มุ่งเน้นแต่เพียงให้การประเมินผ่านๆ ไป โดยไม่ได้คิดที่จะฟันฝ่าความ “ยาก” เพื่อที่จะร่วมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ซึ่งรวมไปถึงว่าส่งผลทำให้เกิดการขยายตัว ของการรับจ้างทำรายงาน วิทยานิพนธ์ และเอกสารประเภทผลงานทางวิชาการต่างๆ
ความรู้สึกเกรงกลัวความ “ยาก” และหลีกหนีไปสู่ความ “ง่าย” คือปราการปิดกั้นความฉลาด ความกล้าหาญ และความอดทนที่จะสร้างการเรียนรู้ของนักเรียน
สถานศึกษาในทุกระดับจึงตอบสนองความต้องการนี้ ด้วยการจัดงานประจำปีของสถานการศึกษานั้นๆ ด้วยการแสดงบนเวทีของเด็ก แทบจะไม่มีการแสดงโครงการแสวงหาความรู้ของนักเรียนเลย เพราะการแสดงบนเวทีของเด็กนั้นมันง่ายกว่าโครงการที่ทำขึ้น เพื่อสร้างความรู้ให้แก่สังคมอย่างเทียบกันไม่ได้
สังคมเศรษฐกิจที่ต้องรองรับผู้ที่จบการศึกษามาแบบหลีกหนีความ “ยาก” เช่นนี้ จึงมักจะมีคำกล่าวตรงกันว่า คนที่จบปริญญาตรีปัจจุบันไม่สู้งานและไม่รักที่จะเรียนรู้ อีกด้านหนึ่งของสังคมก็ปรับตัวรับสภาพที่เกิดขึ้น ด้วยการเปลี่ยนมาสู่ การขยายตัวของธุรกิจภาคบริการที่อาศัยทักษะและประสบการณ์ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น ในอนาคตอีกไม่นาน ประเทศไทยก็จะเป็นได้แค่ บริษัทเอ็นเตอร์เทนเมนท์ไทย จำกัด หรือบริษัทไทยรับดูแลคนแก่จากทั่วโลกเท่านั้นเอง
ความต้องการอะไรที่ “ง่าย” จึงทำให้เกิดความนิยมที่จะเข้าสู่การประกวดร่างกายหรืออะไรก็แล้วแต่ที่มัน “ติดตัว” มาแต่เกิด ไม่ใช่การประกวดความสามารถที่เกิดขึ้นจากความพยายามในการเรียนรู้แต่อย่างใด ผมมักจะบ่นเสียใจกับเด็ก ที่สนใจเพียงการประกวดสิ่งที่ติดมากับตัวโดยธรรมชาติ เพราะเขาจะอธิบายความสำเร็จในการเข้าประกวดอะไรแบบนี้ว่า นี่คือ หนทางที่ง่ายในการบรรลุความสำเร็จของชีวิตเขา เพราะผมรู้สึกว่าจำนวนเด็กที่คิดอย่างนี้เป็นคนส่วนใหญ่ไปแล้ว
ความรู้สึกกลัวเกรงความ “ยาก” ในการแสวงหาความรู้เกิดขึ้นจากอะไร เราน่าจะทำความเข้าใจเรื่องที่มักจะเข้าใจผิดกันเสมอมา คือ เรื่องของครอบครัว
การขยายตัวของชนชั้นกลางในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมา ได้ทำให้เกิดแบบแผนการดูแลลูกแบบหนึ่งขึ้นมา ก็คือ การเน้นให้ลูกมีหน้าที่เดียวเท่านั้นในครอบครัว ได้แก่ การเรียนหนังสือ และพ่อแม่ชนชั้นกลางทั้งหลาย ก็จะเป็นผู้ปัดเป่าปัญหาทุกอย่างที่เกิดแก่ลูก หรือปกป้องลูกแบบไข่ในหิน
ปัญหาครอบครัวไทยโดยเฉพาะชนชั้นกลาง จึงไม่ใช่ปัญหาแบบที่รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับสังคมวัฒนธรรม มักจะกล่าวแบบมักง่าย ว่าพ่อแม่ไม่ให้เวลาแก่ลูก (เวลานักศึกษาตอบผมทำนองนี้ ผมมักจะบ่นว่า น่าเสียดายที่คุณเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว แต่ยังตอบได้ตื้นแค่รัฐมนตรี) หากแต่เป็นการให้เวลาแก่ลูกตามแบบแผนที่สร้างกันขึ้นมาต่างหาก
การเน้นให้ลูกเหลือเพียงหน้าที่ประการเดียว คือ การเรียน โดยที่พ่อแม่เป็นผู้ปัดเป่าปัญหาทั้งหลายไม่ให้มากระทบลูก ได้ทำให้เด็กนักเรียนไม่เคยที่จะมองเห็นปัญหาใดๆ จริงจังเลย และการที่ไม่เคยมองเห็นปัญหา และไม่เคยแก้ปัญหาอะไรด้วยตัวเอง จึงทำให้ชีวิตไม่ต้องประสบกับความ “ยาก” หากเรื่องใดลูกรู้สึกว่า “ยาก” การหาทางออกจากความ “ยาก” นั้น ก็ได้แก่ การเรียกให้พ่อแม่มาแก้ปัญหาให้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้ชีวิต การสมาคม รวมไปถึงการเรียนหนังสือ
แบบแผนการเลี้ยงดูลูกของชนชั้นกลาง นอกจากจะทำให้เด็กไม่ได้ตระหนักรู้ว่าปัญหาและการแก้ปัญหาคืออะไร และนำไปสู่การมองไม่เห็นความซับซ้อนของปัญหาแล้ว ยังทำให้เด็กไม่รู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและมีพันธะต่อสังคม เพราะไม่สามารถโยงใยไปได้ว่าปัญหาที่เกิดกับตนเองนั้นมีสายสัมพันธ์อยู่กับสังคมรอบข้างตนเองอย่างไร
การก้าวออกมาประท้วงการสอบโอเน็ตเอเน็ตจึงไม่ได้เกิดขึ้นจากแรงผลักดันของนักเรียนเท่ากับแรงผลักดันของผู้ปกครอง
การคืนพันธกิจต่อครอบครัวให้แก่เด็ก จึงน่าจะเป็นทางออกทางหนึ่งเพื่อให้เด็กได้รับรู้ปัญหาในแต่ละช่วงเวลาอย่างเหมาะสม และน่าจะเป็นแนวทางที่ทำให้เด็กมีศักยภาพในการคิดและมีความกล้าที่จะฟันผ่าความ “ยาก” ที่จะเกิดขึ้นในช่วงชีวิตการเรียนของตนได้ ซึ่งความเหมาะสมนี้จะรู้ได้ก็ต่อเมื่อเราทั้งหลาย ลองหันกลับมาทำความเข้าใจ แบบแผนของการเลี้ยงดูลูกของชนชั้นกลางกันให้ชัดเจนขึ้น
นอกจากชนชั้นกลางจะได้สร้างแบบแผนของครอบครัวใหม่ ที่มีผลกระทบต่อสังคมอย่างมากแล้ว ระบบการศึกษาของไทยก็มีส่วนในการตอกย้ำความรู้สึกเกรงกลัวความ “ยาก” ให้แก่เด็ก
ในประเด็นการศึกษานี้จะขอต่อคราวหน้าครับ

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *