ปฏิบัติธรรมไม่ธรรมดา…วิปัสสนาในป่าช้า ช่วยพัฒนา อีคิว

ปฏิบัติธรรมไม่ธรรมดา…วิปัสสนาในป่าช้า ช่วยพัฒนา อีคิว
หลายคนเกิดความเชื่อแล้วว่าการทำวิปัสสนาสร้างสมาธิ ช่วยกล่อมเกลา จิตใจให้ผ่องใส สร้างสุขทางใจได้อย่างแท้จริงและนำไปใช้ในชีวิตได้ อาจกล่าวได้ว่าหัวใจของพุทธศาสนาคือการเข้าถึงแก่นธรรมคือหลักคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เบิกบานอย่างงดงามในรอบ 4-5 ปีที่ผ่านมา เพราะมีสื่อทางธรรมะให้เลือกเสพมากมาย

ไม่ว่าจะเป็นรายการทีวีเกี่ยวกับธรรมมะ หนังสือธรรมะอ่านเข้าใจง่าย หรือการถ่ายทอดอย่างมีเทคนิคและศิลปะจากผู้ศึกษาด้านนี้ แม้กระทั่ง สื่ออินเทอร์เน็ตที่ทำให้คนเข้าถึงธรรมะได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องเข้าวัดก็ศึกษาธรรมะและปฏิบัติธรรมได้

กดที่เเถบนี้เพื่อดูรูปขนาดดั้งเดิม

ส่วนคนที่พิสมัยบรรยากาศ สงบ เงียบ ท่ามกลางธรรมชาติ หรือได้สัมผัสกับคำสอนหลักธรรมจากพระอาจารย์ประกอบการวิปัสสนา ทำสมาธิ ก็เลือกสถานที่ปฏิบัติธรรมที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ทั้งวัด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสายวัดป่า สำนักสงฆ์ หรือธรรมสถานหลายแห่ง ยินดีต้อนรับผู้ที่มีจิตใจปฏิบัติธรรมอย่างเต็มใจ

ปัจจุบันวิปัสสนาถึงขั้นที่คนธรรมดาที่ไม่ใช่พระภิกษุสามารถเข้าไปปฏิบัติได้คือใน “ป่าช้า” โดยมีการจัดโปรแกรมไปกินนอนอยู่วัด ตกดึกพาไปฝึกวิปัสสนาสร้างสมาธิตามดู จิตใจ ในสถานที่ฝังร่างไร้วิญญาณ ของมนุษย์

อาจารย์วรภัทร์ ภู่เจริญ วิทยากรด้านพัฒนาองค์กรบริษัทอริยชน จำกัด ในฐานะบริษัทเป็นที่ปรึกษา รับจัด อบรมพัฒนาศักย ภาพให้กับบริษัทเอกชนทั่วไป เช่นบริษัทปูนซิเมนต์ไทย บริษัทสามเคแบตเตอร์รี่ เป็นต้น เล่าว่า คอร์ส พาพนักงานไปวิปัสสนาในป่าช้า ทำมา 6 ปีแล้ว เป็นหนึ่งในโปรแกรมพัฒนาศักยภาพบุคลากร ไปกันที่ วัดป่าธรรมอุทยาน ต.สำราญ อ.เมือง จ.ขอนแก่น ป่าช้าที่ชาวบ้านยังนิยมนำศพมาเก็บไว้แบบดั้งเดิม คือ 3 ปีแล้วนำไปเผา โดยนำศพไปฝังไว้แล้วใช้ปูนโบก แต่ถือว่าเป็นสถานที่ปลอดภัยมีรั้วรอบขอบชิด ปกติชาวบ้านที่นั่นก็ใช้สถานที่นี้วิปัสสนาอยู่แล้ว

“หลักสูตรนี้เพื่อค้นหาศักย ภาพของจิต เพื่อไปดูความคิดเห็นจิต เรามีอคติต่อผี เราก็ปรุงแต่งจิตจนตัวเองกลัว ใบไม้ร่วงก็คิดว่าผี แท้จริงแล้วไม่มี เมื่ออยู่ที่ทำงานมีข่าวลือออกมาเยอะ กลัวเจ้านาย นินทา มีอคติต่อกัน ปรุงแต่งกันไป หรือผู้บริหารโมโหใส่ลูกน้อง ถ้าเรามัวแต่มีอคติปรุงแต่งกันไปองค์กรก็ไม่พัฒนา”

อาจารย์วรภัทร์ บอกว่าคนที่จะเข้าไปในป่าช้าได้จะฝึกวิปัสสนา กันปกติก่อน มีครูบาอาจารย์สอน ใครกลัวมาก ๆ ไม่เข้าไปก็ได้ จะให้เวลาอยู่ในโปรแกรม 3 วันจะพาไป ป่าช้า 1 ครั้ง ตอนกลางคืน ไปนั่งวิปัสสนา จำนวน 30 คน กระจายกันนั่งในป่าช้า ใช้เวลาแค่ธูปหมดดอก ประมาณ 45 นาที ใครไม่ไหวก็กลับมาได้ แต่วิธีนี้จะดูไม่น่ากลัวสำหรับคนที่ผ่านการปฏิบัติธรรมจากที่ต่าง ๆมาบ้าง

กรกช อนัตสมบูรณ์ พนักงานบริษัทเอกชนชื่อดัง ผู้มีประสบ การณ์วิปัสสนาในป่าช้า ร่วมกับอาจารย์วรภัทร์ ถ่ายทอดให้ฟังว่า ตอนแรกก็กลัว แต่ก็นั่งได้จนธูปหมดดอก ก่อนที่จะเข้าไปในป่าช้า จะให้เดินไปที่เมรุเผาศพคนเดียวก่อน วันต่อมาจะเข้าในป่าช้า ซึ่งจะมืดมาก ให้อยู่ในนั้น เมื่อธูปดับจะมีคนมารับ เพราะเดินออกมาจะมองไม่เห็นทาง

“วิธีนี้ช่วยพัฒนาอีคิวกับตัวเอง นำมาใช้ในชีวิตประจำวัน เช่นเราประชุมพลุ่งพล่าน เถียงกัน เราก็มาหยุดคิด เรียกสติกลับมา เราปรุงแต่งกันอยู่นะ อยู่ในป่าช้าเราก็ปรุงแต่ง ยิ่งใครดูหนังผีมาเยอะก็ปรุงแต่งเรื่องผีมาได้เยอะ สิ่งที่ได้กลับมาทำให้เราใช้ชีวิตอย่างมีสติมากขึ้น” ผู้มีประสบการณ์ผ่าน ป่าช้าเพื่อพัฒนาจิตบอกเล่า

นอกเหนือจากป่าช้าไทย สุสานจีนก็มีผู้เข้าไปนั่งทำวิปัสสนา ภายใต้การนำของ นาวาเอก นพ.ดร. ปิโยรส ปรียานนท์ ประธานมูลนิธิดวงแก้ว เป็นผู้ริเริ่มวิปัสสนาทำสมาธิในป่าช้ามา 2 ปีแล้ว แต่ละครั้งมีสมาชิกเข้าร่วม 30 คน ซึ่งแต่ละปี ทำ 3 ครั้ง ไปปฏิบัติกันที่สุสานไทยจีน อ.ดอนตูม จ.นครปฐม

คุณหมอปิโยรส เล่าว่า แนว วิปัสสนาในป่าช้าเริ่มมาจากกลุ่มที่มาปฏิบัติธรรมของมูลนิธิดวงแก้วประจำแล้วต้องการหาแนวทางใหม่ เราจึงคิดว่าทำในป่าช้าดีกว่าจะไปทำในป่าเขา เพราะปลอดภัยกว่า แต่มาคิดว่าป่าช้าไทยส่วนใหญ่ศพจะถูกเผาไปหมดแล้ว จึงลงตัวว่าสุสานของคนจีนน่าจะสะดวกและปลอดภัย

โปรแกรมนี้เป็นหลักสูตร 3 วัน เราเปิดรับสมัครให้กับคนที่เคยมาปฏิบัติธรรมกับมูลนิธิดวงแก้ว เริ่มจากวันศุกร์มาลงทะเบียน พอวันเสาร์ก็สอนวิธีวิปัสสนา ช่วงบ่ายวันเสาร์ 4 โมงเย็นก็ไปกางเต็นท์ยังหน้าสุสาน ตกเย็นเดินดูรอบสุสาน ชี้จุดห้องน้ำอยู่ตรงไหน หนึ่งทุ่มตรงสวดมนต์ทำวัตรร่วมกัน โดยมีครูบาอาจารย์มาแสดงธรรม

จากนั้นจึงจะกระจายไป ปฏิบัติธรรมยังจุดต่าง ๆ ในสุสาน ประมาณ 5 ทุ่มเที่ยงคืน ก็จะมารวมตัวกัน พูดคุยกัน แล้วกลับไปปฏิบัติต่อ จากนั้นราวตี 4 ก็มารวมตัวทำวัตรเช้า จน 6 โมงเช้าเก็บเต็นท์กลับบ้าน

“บรรยากาศในสุสานจะมืดหมดไม่มีไฟ เพราะการเปิดไฟทำให้มีแสงรบกวน จัดให้อยู่ห่างกันคนละประมาณ 200 เมตร ออกจากเต็นท์มาก็เห็นฮวงซุ้ยเห็นรูปคนตาย ไปห้องน้ำใช้ไฟฉายได้บ้างซึ่งอยู่ห่าง ออกไป 600 เมตร ระหว่างทำวิปัสสนาก็จะมีอาสาสมัครดูแลความปลอดภัยให้ 5-6 คน” คุณหมอให้ภาพบรรยากาศของการปฏิบัติธรรม ในสุสาน

นายแพทย์ปิโยรส บอกว่า จุดประสงค์ของวิธีนี้คือต้องการให้ผู้ปฏิบัติมีสติรู้ในตัวเองมากขึ้น สิ่งที่เขาเห็นว่าเขากลัว มันไม่มีอะไรน่ากลัวเลย แท้จริงเราหลอกตัวเอง การฝึกสมาธิทำให้เรามีโอกาสดูกายดูใจตัวเองมากขึ้น ปกติปฏิบัติอยู่ที่บ้าน หรือที่สบายก็คิดโน่นคิดนี่ คิดเรื่องงาน เวลามาอยู่ในป่าช้า อาจจะคิดเรื่องผีอย่างเดียว ได้ยินเสียงอะไรผิดปกติก็คิดแต่เรื่องผี

ดังนั้นจึงต้องพยายามตั้งสติเมื่อสติเข้ามาอยู่ที่ใจ เขาก็เห็นสภาวธรรมมากขึ้น และการปฏิบัติในป่าช้าสอนเรื่องมรณสติ ให้เห็นว่าความตายเกิดขึ้นกับทุกคน ไม่เลือกเพศเลือกวัย

วิธีฝึกจิตสร้างสมาธิโดยใช้บรรยากาศของป่าช้ามาเป็นตัว ช่วยมีมาแต่ครั้งพุทธกาล เพื่อจะ ได้มรณสติ ลดละกิเลสของมนุษย์ให้หลุดลอยออกไปได้ ซากศพคือ สิ่งที่จะช่วยให้ปลง

พระอาจารย์มานพ อุปสโม แห่งวัดนายโรง บอกเล่าให้ฟังว่า ป่าช้าสมัยก่อนจะมีซากศพ เวลาคนตายก็จะไปทิ้งในป่าช้า เป้าหมายของการเข้าไปดูในป่าช้าเพื่อไปดูร่างกายที่ผุพัง จะทำให้จิตคลายกำหนัดยินดีและเรื่องเพศตรงข้าม

ยุคก่อนไปอยู่ป่าช้าก็เพื่อประโยชน์ตรงนี้ แต่ปัจจุบันป่าช้าไม่มีซากศพให้ดู เมื่อไม่มีซากศพให้ดู ก็เข้าไปปักกลดเพื่อไปดูใจตัวเอง ใจเมื่อไปอยู่ในที่เหล่านี้ก็จะหวาดกลัว ใจหลอกตัวเอง เราก็จะได้สังเกตใจ ทำให้เรามองเห็นใจตัวเอง

พระอาจารย์มานพบอกอีกว่า การไปดูใจดูจิตของตัวเองในป่าช้า เกิดจิตหวาดกลัว จิตจะไม่พล่าน เพราะกลัวอย่างเดียว ทำให้จิตนิ่งได้ พอกลัวก็จะหาที่พึ่งไม่รู้จะทำอย่างไร ก็มาดูลมหายใจ ดูลมหายใจไปมาก็ จะนิ่ง เราจะสวดมนต์ก็ได้ทำให้นิ่ง เหมือนกัน

ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เอ็มดีเค คอนซัลแทนส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้มีประสบการณ์ด้านการปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอและยาวนาน บอก ถึงแก่นแท้ ของการปฏิบัติธรรมว่า ต้องตอบตัวเองได้ถึงวิธีปฏิบัติธรรม ธรรมะที่มาปฏิบัติใช้ได้ในชีวิตประจำวันได้ไหม ถ้าเป็นธรรมะจัดฉาก ธรรมะแบ่งส่วนก็ไม่ใช่ หมายความว่าอยู่ที่ปฏิบัติธรรมก็เป็นแบบนี้ แต่อยู่ที่บ้านหรือที่ทำงานเป็นอีกแบบ ธรรมะที่ไปร่ำเรียนจากครูบาอาจารย์นั้นมาใช้ไม่ได้ แสดงว่าไม่ใช่ของจริง

“ธรรมะต้องหลอมรวมกับการใช้ชีวิตจริงให้เป็นเรื่องเดียวกันได้ ถ้าหลอมไม่ได้ แสดงว่าธรรมะนั้นเป็นของเทียม นอกเหนือจากนั้น ต้องดูว่าปฏิบัติแล้วมีความปลอดโปร่ง หายใจปลอดโปร่งใจไหม แต่ถ้าปฏิบัติแล้วตัวใหญ่ขึ้น เก่งขึ้นใครพูดอะไรผิดหมดโต้แย้ง หรือแค่คิดว่าเราเป็นผงธุลี มันเบาไปหมด อะไรผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ความทุกข์ไม่เกาะกินใจแล้ว” คุณดนัยทิ้งท้ายไว้ให้คิด

ธรรมะใช้ตัวเองเป็นเครื่องทดสอบความสำเร็จได้ แค่ย้อนกลับมาดูความคิด การกระทำของตัวเอง จะแนวไหน สำนักไหน ที่ไหนไม่สำคัญ.

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *