บริหารเชิงบวก : บริหารเวลาฤๅจะสู้…บริหารพลัง (Managing energy)

บริหารเชิงบวก : บริหารเวลาฤๅจะสู้…บริหารพลัง (Managing energy)

ท่านคิดว่าอะไรที่บั่นทอนพลังในการทำงานมากกว่ากัน ระหว่าง อากาศไม่ดี กับ อารมณ์ไม่ดี
คมคิด : อยู่ที่มุมบนดาดฟ้า ดีกว่าทำงานร่วมกับคนขี้ทะเลาะและจู้จี้ขี้บ่น
“สมทรง งานที่ฝากให้ทำไปถึงไหนแล้ว” วรรณฤดีถามเพื่อตามงาน
“ก็ลูกน้องดิฉันซิคะ ไม่ได้เรื่อง แทนที่จะรีบบอกว่าโรงงานทำไม่ได้ ก็กลัวๆ กล้าๆ อยู่ได้ ดิฉันก็เลยเฉ่งไปรอบหนึ่ง” สมทรงพูดอย่างมีอารมณ์ “อีกอย่างดิฉันว่าไอ้โรงงานที่ว่านี่ หัวหน้าก็ไม่น่าจะไปเชื่อลมปากเขาง่ายๆ แบบนี้” สมทรงพูดพร้อมส่ายหน้า วรรณฤดีทำหน้างง นึกในใจ “ผิดที่เราหรือนี่”
ถ้าท่านต้องทำงานร่วมกับสมทรงจอมบ่น มักกล่าวโทษผู้อื่น ท่านจะรู้สึกอย่างไร ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจึงสอนให้เรารู้จักสร้างภูมิคุ้มกันในตัว เพื่อรับมือกับผู้ร่วมงานที่ทำป่วน กวนโมโหและบั่นทอนอารมณ์ความรู้สึก
Tony Schwartz and Catherine McCarthy ผู้ก่อตั้ง Energy Project เสนอไว้ใน Harvard Business Review เมื่อตุลาคม 2007 ว่า ผู้บริหารควรเติมพลัง (Energy) ให้พนักงาน ไม่เพียงแต่เพิ่มเวลาทำงานเพื่อให้งานเสร็จทันเท่านั้น เพราะการทำงานล่วงเวลานั้น มีผลกระทบทำให้เกิดภาวะเหนื่อยล้า (Burnout) จากงาน แต่หากเติมพลัง (Energy) ให้พนักงาน จะช่วยเพิ่มสมรรถนะในการปฏิบัติงาน ทำให้งานจะออกมาดีและเสร็จเร็วขึ้น มี 4 ด้านที่ควรเติมพลังให้เต็มอยู่เสมอ ได้แก่ ด้านร่างกาย (Body) ด้านอารมณ์ (Emotion) ด้านความคิด (Mind) และด้านจิตวิญญาณ (Spirit) ดังโมเดลการเติมพลังให้ชีวิต & การทำงาน
ยิ่งกว่านั้น การเติมพลัง (Energy) ยังช่วยเพิ่มความพึงพอใจส่วนบุคคล (Personal satisfaction) เพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และเอื้อต่อการสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้พนักงานที่จะทำงานอย่างทุ่มเทเต็มที่ (Wholeheartedly)
วันนี้ท่านเติมพลังให้ตนเองและทีมงานมากน้อยเพียงใด มาสำรวจด้วยกัน
ท่านเติมพลังให้ชีวิตและการทำงาน เป็นอย่างไรบ้าง
กรุณากาเครื่องหมาย ?หน้าข้อความที่เห็นว่าตรงกับตัวท่าน
_____ ฉันมีวิธีหลีกเลี่ยงและรับมือกับอารมณ์เชิงลบอย่างได้ผล
_____ ฉันลดสิ่งรบกวนต่างๆ ทำให้มีสมาธิจดจ่อกับงานได้เต็มที่
_____ ฉันมีช่วงพักเบรกที่พอเหมาะ ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสดชื่นกระปรี้กระเปร่าอยู่เสมอ
_____ ฉันหาโอกาสทำสิ่งดีๆ ช่วยเหลือผู้อื่นทุกสัปดาห์
ข้อเสนอแนะ : หากท่านไม่ได้กาเครื่องหมาย ?ในข้อหนึ่งข้อใด อาจใช้ “ทักษะหยุดพูดลบ” ช่วยได้
ทักษะหยุดพูดลบ (Complaint stopping) ช่วยท่านได้
(ทักษะเสริมได้แก่ ทักษะว่ากล่าวอย่างสร้างสรรค์ ทักษะขอมือเธอหน่อย ดูได้ใน http://www.oknation.net/blog/youthana
ทักษะนี้เป็นการกล่าวเตือนสติคนที่มักพูดแง่ลบ เช่น บ่น เยาะเย้ย พูดก้าวร้าว เป็นต้น ให้ตระหนักรู้ในตนเองและฉุกคิดปรับปรุงคำพูดของตนเอง ทักษะนี้จะช่วยป้องกันการบั่นทอนพลัง (Energy) ด้านอารมณ์ในการทำงานอย่างได้ผล ทักษะนี้ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนต่อเนื่องดังนี้
สมมติ: สมทรงชี้นิ้วไปที่ลูกน้องและบ่นน้ำเสียงดุ เย้ยหยันว่า “คนพวกนี้ อย่าไปเชื่อ พยักหน้าไปอย่างงั้นแหละ เดี๋ยวก็เป็นเหมือนคราวก่อน ไม่เชื่อคอยดู” และเราต้องการจะหยุดพฤติกรรมเช่นนี้ จะทำได้อย่างไร
1.ระบุพฤติกรรมคำพูด เป็นการพูดบอกการกระทำ คำพูด อากัปกิริยาที่คนบ่นแสดงออกมา ด้วยน้ำเสียงสุภาพโดยไม่ปรักปรำตัวบุคคล เช่น “คำว่า คนพวกนี้ เสียงดุ ชี้นิ้ว จ้องหน้า…” ซึ่งจะทำให้คนที่พูดลบเห็นภาพและเข้าใจได้ชัดเจน ทำให้เขาตระหนักรู้ในตนเอง
2.บอกถึงผลกระทบ เป็นการพูดอธิบายผลเสียที่เกิดขึ้นกับผู้อื่น กับส่วนรวม กับตัวเขาเอง เช่น “คำว่า คนพวกนี้ เสียงดุ ชี้นิ้ว จ้องหน้า จะทำให้คนฟังไม่กล้าเข้าใกล้และไม่อยากร่วมมือ” ซึ่งทำให้เขาเห็นผลเสียจากพฤติกรรม
3.พูดความรู้สึก เป็นการพูดความรู้สึกของเราเองที่เกิดขึ้น เช่น “คำว่า คนพวกนี้ เสียงดุ ชี้นิ้ว จ้องหน้า จะทำให้คนฟังไม่กล้าเข้าใกล้และไม่อยากร่วมมือ ฉันเองได้ยินก็รู้สึกไม่สบายใจ” ทำให้เขาที่สนิทกับเรา ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะมีผลต่อเราด้วย
4.ถามให้ฉุกคิด “คำว่า คนพวกนี้ เสียงดุ ชี้นิ้ว จ้องหน้า จะทำให้คนฟังไม่กล้าเข้าใกล้และไม่อยากร่วมมือ ฉันเองได้ยินก็รู้สึกไม่สบายใจ เธอคิดว่ายังไง” ทำให้เขารู้สึกว่าเราไม่ได้พูดเฉยๆ แต่เอาจริงต้องการให้เกิดการแก้ไข ซึ่งทำให้เขาเริ่มไตร่ตรองด้วยตนเอง
“สัปดาห์หน้า ท่านจะเติมพลังให้ตนเองและทีมงานอย่างไร”

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *