บริหารอย่างไร ให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ตอนที่ 2

บริหารอย่างไร ให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ตอนที่ 2
กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2548มองมุมใหม่ : รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมนำเสนอถึงแนวทาง ในการพัฒนาให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ภายในองค์กร โดยได้ยกตัวอย่างกรณีของบริษัท SAS บริษัทผลิตซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก
ว่ามีแนวทาง และวิธีการอย่างไรบ้าง ที่เริ่มต้นจากการสร้างความท้าทายในการทำงาน และการลดขั้นตอน อุปสรรค ความยุ่งยากต่างๆ ให้กับพนักงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูแลพนักงานให้มีความสุข ไม่ว่าจะเป็นการมีสถานรับเลี้ยงเด็กในที่ทำงาน มีหน่วยอนามัยที่สมบูรณ์อยู่ภายในบริเวณสำนักงานใหญ่ หรือมีสถานออกกำลังกายขนาดใหญ่
ผู้อ่านอาจจะสงสัยว่า บริษัทจะได้ประโยชน์อะไรจากการนำเสนอสวัสดิการชั้นเลิศเหล่านั้นให้กับพนักงาน และจะนำไปสู่การสร้างความคิดสร้างสรรค์ภายในองค์กรได้อย่างไร
แรกสุดคงจะเป็นเรื่องของความคุ้มค่าครับ บางท่านอาจจะบอกว่า สวัสดิการชั้นเลิศขนาดนั้นไม่น่าจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่บริษัทเท่าไหร่ แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่ทาง SAS ได้รับกลับมานั้นมันมากกว่าสิ่งที่ลงทุนไปครับ ตั้งแต่การทำให้บุคลากรของบริษัทมีผลิตภาพ (Productivity) เพิ่มขึ้น การรักษาบุคลากรที่มีค่าให้อยู่กับบริษัทนานๆ และช่วยลดค่าใช้จ่ายในการสรรหาและคัดเลือกพนักงาน
ประมาณว่า SAS สามารถประหยัดต้นทุนได้ 85 ล้านดอลลาร์ในการนำเสนอสวัสดิการ และดูแลชั้นเลิศเหล่านั้น กล่าวกันว่า เมื่อพนักงานเข้าใหม่เข้ามาทำงานแล้วจะต้องใช้เวลาประมาณ 6 เดือนในการเรียนรู้ถึงเทคนิค ความรู้ต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในการทำงาน และเวลา 1 ปี เพื่อให้พนักงานสามารถซึมซับวัฒนธรรมองค์กรได้แท้จริง รวมทั้งสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงานได้
การที่ SAS สามารถทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงานระหว่างแผนกเป็นไปต่อเนื่อง และยั่งยืน ก็จะเป็นบ่อเกิดที่สำคัญสำหรับการเกิดความคิดสร้างสรรค์ภายในบริษัท
นอกเหนือจากสวัสดิการชั้นเลิศแล้ว บริษัทยังพยายามที่จะลดอุปสรรคขวากหนาม ในการทำงานที่จะส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์ของพนักงาน เริ่มตั้งแต่ลดการประชุม “ประจำ ทั้งหลายให้น้อยลง เชื่อว่าตารางนัดหมายของผู้อ่านทุกท่านคงจะเต็มไปด้วยตารางประชุม “ประจำสัปดาห์” ที่กำหนดไว้ในทุกช่วงเวลาหนึ่งของทุกสัปดาห์
แต่ที่ SAS นั้นการประชุมจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องประชุม ไม่ใช่เพราะว่าถึงเวลาที่ต้องประชุม และในขณะเดียวกันผู้บริหารสูงสุดก็พร้อมที่จะยุติ และเดินออกจากห้องประชุม ถ้าพบว่า การประชุมเริ่มเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ (ประเด็นเหล่านี้ไม่ค่อยเหมือนเมืองไทย ส่วนใหญ่เราจะต้องประชุมเพราะถึงเวลา และก็ประชุมยาวไปจนกระทั่งหมดหรือเลยเวลา)
นอกเหนือจากเรื่องของการประชุมแล้ว SAS ยังพยายามที่จะขจัดหรือลดความเชื่อเดิมๆ ที่เคยมีเกี่ยวกับการทำงาน ยกตัวอย่างเช่น เวลาในการทำงาน แทนที่ SAS จะไปยึดมั่นหรือยึดติดกับเวลาในการทำงานแบบเดิมๆ SAS ถือว่าความคิดสร้างสรรค์หรือนวัตกรรมอาจจะเกิดขึ้นในช่วงใดที่ไม่จำเป็นต้องเป็นเวลาในการทำงานปกติก็ได้
ดังนั้นแทนที่จะยึดมั่นอยู่กับเวลาทำงานแบบเดิมๆ ตามมาตรฐานทั่วๆ ไป รวมทั้งการสนับสนุนพนักงานในการดูแล และให้เวลากับครอบครัว SAS อนุญาตให้พนักงานสามารถเริ่ม และเลิกการทำงานเมื่อใดก็ได้ที่พนักงานแต่ละคนคิดว่า เป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับตัวเอง
ผู้อ่านอาจจะสงสัยว่า ถ้าปล่อยให้อิสระในลักษณะดังกล่าวแล้วพนักงานจะทุ่มเทกับงานหรือไม่ ซึ่งผลปรากฏว่าที่ SAS พนักงานจะทุ่มเทเวลา และความพยายามให้กับงาน เพื่อให้งานที่ตนเองรับผิดชอบประสบความสำเร็จ และผู้บริหารของ SAS ก็มักจะพูดอยู่เสมอว่า ถ้าทำงานเกิน 8 ชั่วโมงเมื่อใด ในช่วงเวลาที่เกินนั้นมักจะก่อให้เกิดความผิดพลาดมากกว่าประโยชน์
แนวคิดของ SAS คือ เมื่อพนักงานทำงานหนักหรือต่อเนื่องกันระยะเวลาหนึ่ง พนักงานควรจะได้พักหรือหยุดจากงานสักระยะหนึ่ง (เปรียบเสมือนกับชาร์จแบต) แล้วค่อยกลับมาทำงานใหม่
การให้ความยืดหยุ่น และอิสระต่อการทำงานของ SAS นั้นตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า ผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ จะเป็นผู้ที่สามารถรับผิดชอบต่อการทำงานของตนเองให้สำเร็จ คนเหล่านี้จะมีแรงขับเคลื่อนจากภายใน ที่จะทำให้งานที่รับผิดชอบสำเร็จ โดยไม่จำเป็นต้องไปคอยกำหนดกฎเกณฑ์มากำกับ คนเหล่านี้จะรับผิดชอบต่อความสำเร็จของงาน ทั้งเพื่อตนเอง องค์กร และเพื่อนร่วมงาน
ผมเองก็เห็นด้วยกับแนวคิดข้างต้น ปัจจุบันผมมีทีมผู้ช่วยอยู่ด้วยกลุ่มหนึ่ง ซึ่งก็นำหลักความยืดหยุ่น และอิสระในการทำงานข้างต้นมาใช้ แทนที่จะใช้หลักการในการควบคุม แต่จะเน้นให้แต่ละคนได้รับงานที่ท้าทาย เหมาะสมกับตนเอง และมุ่งเน้นให้แต่ละคนรับผิดชอบงานของตนเอง ซึ่งผลปรากฏว่า ถึงแม้จะไม่เคร่งครัดเรื่องเวลา แต่ผลงานก็ออกมาดีเสมอ และทุกคนก็รับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย
ในหลายครั้งที่ทีมของผมจะต้องทำงานนานกว่าเวลาทำงานปกติ แต่ก็ไม่ได้เกิดจากกฎเกณฑ์ที่ตั้งไว้ แต่เกิดขึ้นเนื่องจากความรู้สึกรับผิดชอบต่อความสำเร็จของงาน และหลายสถานการณ์ก็มีความคิดสร้างสรรค์ หรือสิ่งใหม่ในการทำงานที่โผล่ขึ้นแบบที่ผมไม่คาดคิดด้วย ซึ่งก็คิดว่า ตรงกับแนวทางที่ SAS ใช้ในการบริหารงานบริษัทของเขาด้วย
ผู้อ่านคงพอจะเห็นแนวทางที่ไม่ยากในการปฏิบัติ อาจจะต้องเริ่มจากความตั้งใจจริงของผู้บริหารก่อน ถ้าผู้อ่านสนใจก็ลองหาอ่านได้จากบทความชื่อ Managing for Creativity ในวารสาร Harvard Business Review ฉบับเดือน ก.ค.2548 นี้นะครับ

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *