บริหารอย่างไรดี

บริหารอย่างไรดี
BUSINESS & society : ศ.ดร.วรภัทร โตธนะเกษม กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2550
เมื่อต้นทศวรรษ 1980s นั้น กระแสความคิดหลักอย่างหนึ่งของการบริหารธุรกิจถูกสะท้อนออกมาในประโยคที่ว่า Big is Bad และ Small is Beautiful
ในช่วงเวลานั้น ประธานาธิบดีเรแกน เพิ่งเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี และเศรษฐกิจของอเมริกา กำลังตกต่ำอย่างหนักธุรกิจขนาดใหญ่หลายต่อหลายแห่ง ปลดคนงานออกจำนวนมากรวมทั้งบริษัท Chrysler ซึ่งเป็น 1 ใน 3 บริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตรถยนต์ของอเมริกาก็อยู่ในภาวะวิกฤติ และทำท่าว่ากำลังจะล้มละลาย จนรัฐบาลต้องยื่นมือเข้าให้ความช่วยเหลือทางการเงินเป็นกรณีพิเศษ ท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากว่า เหตุใดรัฐบาลจะต้องให้ความช่วยเหลือแก่บริษัท Chrysler ด้วย
เมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่ของอเมริกาหลายต่อหลายแห่งต่างก็ตกอยู่ในภาวะลำบากเช่นนั้นนักคิด และนักวิชาการด้านการบริหารจัดการ จึงเร่งศึกษาค้นคว้าและในที่สุดก็มีความเห็นในทิศทางที่สอดคล้องกันว่า ธุรกิจที่มีขนาดใหญ่มากๆ นั้น มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะอุ้ยอ้าย ขยับเนื้อขยับตัวชักช้าไม่ทันเหตุการณ์ ทำให้ขาดประสิทธิภาพ และกลายเป็นไดโนเสาร์ไปในที่สุด ดังนั้นจึงเป็นที่มาของประโยคที่ว่า Big is Bad ในขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กจะมีความคล่องตัวสูงกว่ามาก จึงทำให้ Small is Beautiful
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ปรากฏว่าเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่น กลับอยู่ในสภาวะที่เฟื่องฟูสุดขีดจนใครๆ ก็อยากรู้ว่าญี่ปุ่นมีวิธีการอย่างไร จึงสามารถขับเคลื่อนให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจได้ในระดับที่น่าทึ่งขนาดนั้น เลยเป็นเหตุให้มีตำราว่าด้วยวิธีการบริหารจัดการแบบญี่ปุ่น ออกมาวางจำหน่ายเกลื่อนตลาดโลก รวมทั้งมีการสัมมนาหรือการบรรยาย เรื่องนี้ในเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก เป็นเวลาหลายปีต่อเนื่องกัน
ปัจจัยหลักที่มักกล่าวถึงกันบ่อยๆ ก็คือ คนญี่ปุ่นมีวินัยที่เข้มแข็งในการทำงานและความที่เคยแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง และเสียหายอย่างยับเยินคนญี่ปุ่นจึงมีความรู้สึกร่วมกันที่สูงมากว่าจะต้องช่วยกันฟื้นฟูและสร้างชาติขึ้นมาใหม่ให้ได้ นอกจากนั้นสิ่งหนึ่งที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างวัฒนธรรมการทำงานในอเมริกา และญี่ปุ่น ก็คือ คนอเมริกันนั้น ถูก “ปลด” ออกจากงานได้ง่ายๆ เมื่อใดก็ได้แล้วก็ต้องไปเข้าคิวขอรับเงินช่วยเหลือจากสำนักงานช่วยเหลือคนว่างงาน ในขณะที่ญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมของการจ้างงานตลอดชีวิตหรือ Lifetime Employment
ตอนที่ผมเรียนหนังสืออยู่ที่ Kellogg นั้นผมมีเพื่อนญี่ปุ่นในชั้นเรียนหลายคนเรียนเก่งๆ ทั้งนั้น เพราะทุกคน จบมาจากมหาวิทยาลัยดีๆ เช่นมหาวิทยาลัยโตเกียว เป็นต้น ทุกคนพูดกับผมเหมือนกันว่า หลังจากเรียนจบจากมหาวิทยาลัยแล้ว เขาต้องตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของชีวิต นั่นก็คือ ต้องเลือกว่าจะทำงานที่ใด ผมถามว่า ทำไมจึงถือว่าสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต เขาบอกว่า “เพราะเราตัดสินใจเลือกที่ทำงานได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้นในชีวิต หลังจากนั้น แปลว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่ทำงานอีกแล้ว จนกว่าจะเกษียณอายุ”
ด้วยเหตุผลต่างๆ เหล่านี้กระมัง ที่ทำให้คนญี่ปุ่นทำงานกันหามรุ่งหามค่ำ เพื่อให้บริษัทของเขาเจริญรุ่งเรือง เพราะเขาเชื่อว่า เขาจะอยู่ที่แห่งนี้ตลอดไป
อย่างไรก็ตามทุกอย่างย่อมมีวันเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาวันนี้ เราเห็นข่าวการควบรวมกิจการของธุรกิจใหญ่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา วันนี้ เราเห็นข่าวว่าสถาบันการเงินหลายแห่ง พยายามจะเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ด้วยการสร้างขนาดให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ทั้งๆ ที่ขนาดปัจจุบัน ก็ไม่ได้เล็กจนเกินไป ซึ่งปรากฏการณ์เหล่านี้น่าจะแปลได้ว่า Big นั้นไม่ได้ Bad อีกต่อไปแล้ว ขณะเดียวกันเราก็เห็นข่าวว่า ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจญี่ปุ่นตกต่ำต่อเนื่องยาวนานมาก จนทำให้ธุรกิจหลายแห่งไม่สามารถจะรักษาวัฒนธรรม การจ้างงานตลอดชีวิตไว้ได้อีกต่อไป
ผมคิดว่า Information Technology ที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ในช่วงเวลาประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา นั้นน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญ ที่อธิบายความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นได้หลายเรื่องด้วยกัน เช่น อธิบายได้ว่าธุรกิจขนาดใหญ่ไม่จำเป็นต้องอุ้ยอ้าย เหมือนในอดีต ขณะเดียวกันก็อธิบายได้ว่า ธุรกิจขนาดเล็ก ก็มีประสิทธิภาพอย่างมากได้เช่นกัน
ตอนที่ประเทศไทยประสบวิกฤตการณ์ทางการเงิน เมื่อปี 2540 นั้น ธุรกิจหลายแห่งต้องปลดคนงานออกจำนวนมาก อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คนทำงานจำนวนไม่น้อยน้ำตานองหน้า ที่ต้องตกงานเป็นครั้งแรกในชีวิต บางคนถูกปลดออกทั้งสามีและภรรยาในวันเดียวกัน ตำราอเมริกันบอกว่า นั่นเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำ เป็นสิ่งที่เรียกว่า Creative Destruction ซึ่งแปลว่า เป็นการทำลายเพื่อสร้างสรรค์ กล่าวคือ ถ้าผู้บริหารใจไม่แข็งพอที่จะทำเช่นนี้ บริษัทก็จะอยู่ไม่รอด เพราะเรือจะล่มทั้งลำ แต่ถ้าใจแข็งพอ เอาผู้คนออกไปจากเรือบ้างเรือก็พอจะลอยลำอยู่ได้ แล้วคนที่อยู่ในเรือ ก็ช่วยกันอุดปะรอยรั่วต่างๆ รวมทั้งวิดน้ำออกไป ในที่สุดเรือก็จะอยู่ได้แล้วจึงเชิญคนที่ออกไปจากเรือให้กลับมาขึ้นเรือได้อีกครั้ง
แต่ก็มีบางบริษัทที่ไม่ได้ทำเช่นนั้นและอดทนกันถึงที่สุดด้วยวิธีลดเงินเดือนบ้างให้ทำงานครึ่งเวลาบ้าง ฯลฯ ก็ว่ากันไปแบบไทยๆ แล้วบริษัทเหล่านี้ หลายแห่งก็อยู่ได้รวมทั้งยังได้ใจพนักงานชนิดที่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น พนักงานเหล่านี้ ก็จะอยู่ร่วมกันรักษาองค์กรแห่งนี้ไว้ต่อไปให้ได้ เพราะร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาในช่วงเวลาแห่งความยากลำบากที่สุดแล้ว
สรุปแล้ว การบริหารจัดการนั้น เป็นเรื่องที่ยาก และมีความเป็นพลวัตสูง แม้เราจะสามารถเรียนรู้ได้จากกรณีศึกษาต่างๆ ทั้งที่สำเร็จ และที่ล้มเหลวเหมือนที่เรียนกันมาในโรงเรียนธุรกิจก็ตามแต่ในที่สุดก็ไม่มีอะไรที่ตายตัวเสมอไป ทำให้ผมนึกถึงรัฐบาลปัจจุบัน ที่กำลังตกอยู่ภายใต้ความกดดันค่อนข้างสูงว่าจะทำอย่างไรดีหนอ ให้รัฐบาลชุดนี้แสดงผลงานได้โดนใจ ประชาชนมากกว่านี้ เพราะลำพัง การบริหารบริษัทเพียงบริษัทเดียว ก็ยากพอสมควรและมีทางเลือกให้มากมายได้ทดลองใช้แต่นี่เป็นประเทศทั้งประเทศ ในภาวะที่ยากลำบาก และความคาดหวังที่สูงเสียด้วย
ผมคงไม่มีคำแนะนำเด็ดๆ อะไรจะให้โดยตรง แต่ก็มีเรื่องที่จะเล่าให้ฟังว่าตอนที่ เรแกน หาเสียงเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยอ้างว่าจะนำทฤษฎี Supply-Side Economics ซึ่งเป็นแนวความคิดใหม่ ที่ยังไม่เคยนำมากำหนดเป็นนโยบายในการบริหารเศรษฐกิจมาก่อนเลย มาใช้บริหารเศรษฐกิจของประเทศนั้นมีฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ตั้งคำถามมากมายว่า “รู้ได้อย่างไรว่า Supply- Side Economics จะได้ผล?”
คำตอบของเรแกนก็คือ “ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่ามันจะได้ผลหรือไม่ แต่ผมรู้ว่าไอ้เจ้า Keynesian Economics ที่ใช้มานานหลายปีนั้น มันไม่ได้ผลเสียแล้ว…. ทำไมไม่ลองของใหม่บ้างเล่า??”
ปรากฏว่าเรแกนชนะการเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดีและนำ Supply-Side Economics มาใช้อย่างได้ผล เศรษฐกิจอเมริกัน เติบโตต่อเนื่องกันเป็นเวลานานหลายปี
ที่ปรึกษาของท่านนายกฯ น่าจะลองคิดอะไรใหม่ๆ ดูบ้างนะครับ

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *