บริหารความเครียดด้วยกลิ่น

บริหารความเครียดด้วยกลิ่น

ในยามที่ท้องฟ้าทั่วปฐพีแลดูอึมครึม บ้านเมืองคุกรุ่น คนแบ่งแยกเป็นฝักฝ่าย เศรษฐกิจดิ่งลงทุกวี่วันจนสถานการณ์ดูอึดอัดขัดใจกับการดำเนินชีวิตในทุกย่างก้าว
ลมหายใจที่ปลดปล่อยออกมาในทุกวินาทีของผู้คน มีพลังแห่งความทดท้อส่งออกมา
จากชีวิตที่เคยสุข กลับหม่นหมองหดหู่ ภาวะความเครียดเริ่มพุ่งทะยานจนร่างกายและจิตใจแปรปรวน !
แต่ในเมื่อชีวิตยังคงต้องดำเนินต่อ เราก็ต้องก้าวต่อไปอย่างสามารถที่จะจัดการหรืออยู่ร่วมกับความเครียดได้อย่างชาญฉลาด
วิธีการจัดการความเครียดอย่างแรกคงต้องเริ่มมองความเครียดในอีกมุม เนื่องจากความเครียดเป็นระบบเตือนภัยของร่างกายอย่างหนึ่ง ส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าเป็นสิ่งไม่ดีถ้ามีมากๆ แล้วก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ หัวใจเต้นเร็ว แน่นท้อง มือเท้าเย็น
แต่ถ้าเรามองว่าความเครียดก็มีส่วนดีตรงที่ช่วยเป็นแรงผลักดันให้เรามุ่งมั่นไปถึงเป้าหมายที่ยาก และคนที่ใช้ชีวิตโดยปราศจากความเครียดมันมีแนวโน้มที่จะมีพัฒนาการของชีวิตค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับคนที่เผชิญกับอุปสรรคในชีวิต
การมีความเครียดก็จะกลายเป็นตัวช่วยเพิ่มสีสันให้ชีวิต คุณว่าไหม ? เช่นเดียวกับตอนนี้ที่กำลังผลิดอกออกผล เติบโตอย่างวงกว้างในเมืองไทย
แต่การบริหารความเครียดไม่ให้พุ่งปรี๊ด คงอยู่ในระดับที่พอเหมาะพอดี
นี่สิ…เป็นเรื่องยากที่หลายคนเกินจะทำใจ ทั้งความเครียดที่เกิดขึ้นทันที (acute stress) อย่างเจออากาศที่ร้อนหรือเย็นเกินไป อยู่ในที่ชุมนุมชนที่มีคนรวมกันอยู่หนาแน่น (ม็อบ), เกิดความกลัวว่าประเทศชาติจะเสียหาย ล่มจม, กลัวว่าเศรษฐกิจ
จะตก, กลัวว่าข้าวจะยากหมากจะแพง, ตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นฉับพลัน, ปล่อยให้หิวข้าวนานเกินไป
ยิ่งถ้าเราปล่อยให้มีความเครียดเกิดขึ้นทุกวัน โอกาสในการเกิดความเครียดเรื้อรัง (chronic stress) ก็จะมีอยู่สูงกระทั่งส่งผลกระทบกับสุขภาพร่างกายจนเกิดโรคต่างๆ ตามมาในที่สุด
การจัดการให้ความเครียดอยู่ในระดับคงที่จึงเป็นเรื่องจำเป็น ซึ่งนอกจากจะอยู่ที่การกำหนดจิตใจ ปล่อยวาง ออกกำลังกาย หรือรับประทานยาที่แพทย์สั่งแล้ว
การบำบัดด้วยกลิ่นจากสมุนไพร หรือที่รู้จักกันดีว่า อโรมาเทอราปี ก็ใช้ได้ดีด้วยเช่นกัน
เป็น “กลิ่น” จากสมุนไพรที่เราคุ้นเคยกันดี และพบได้จากการทำครัวซะด้วย โดยสมุนไพรอย่างขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ฯลฯ เหล่านี้แหละที่จะนำพาความสงบให้จิตใจของเราเดินทางไปสู่ความสมดุลได้โดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมีจากยาแม้แต่น้อย
เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่จำแนกได้ตามสภาพความเครียดได้ด้วย โดยถ้าอยากสบายใจ คลายเครียด ให้วิ่งไปหากลิ่น สะระแหน่ พริกไทยดำ การบูร พิมเสน
ถ้าอยาก สงบสร้างสมดุลทางอารมณ์ ละก็ ต้องไปหากลิ่น ตะไคร้ มะกรูด จำปา ยูคาลิปตัส
หรือถ้าอยาก มีสมาธิในการทำงาน ก็ต้อง พริกไทยดำ มะกรูด มะนาว โหระพา แต่ถ้าอยาก เพิ่มความมีชีวิตชีวา ก็ต้องกลิ่น ขิง ส้ม มะนาว ส่วนถ้า เครียดจนนอนไม่หลับ ก็ต้องอาศัย กลิ่นมะลิ จำปา กระดังงา มะกรูด ลาเวนเดอร์
หากจะอธิบายทางวิทยาศาสตร์แล้วอาจกล่าวได้ว่า กลิ่นหอมจากพืชพรรณเหล่านี้มีผลต่อจิตใจและอารมณ์ความรู้สึกของคนมาก เมื่อเราสัมผัสกับกลิ่นด้วยการสูดไอระเหย การนวดน้ำมันบนผิวเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ การทาครีม เจล หรือแม้แต่การอาบน้ำหรือแช่น้ำที่ผสมน้ำมันหอม หรือกิจกรรมใดๆ ก็ตาม โมเลกุลของกลิ่นหอมจะผ่านเข้าไปทางจมูก ไปกระตุ้นเซลล์ประสาทรับความรู้สึกที่อยู่ในโพรงจมูก ทำให้เกิดกระแสประสาทวิ่งไปยังศูนย์รับรู้กลิ่นในสมองแล้วผ่านไปยังส่วนของสมองที่เรียกว่า ลิมบิกซิสเต็ม (limbic system) ซึ่งเป็นศูนย์ควบคุมการเรียนรู้ ความจำ อารมณ์ ความหิว และอารมณ์ทางเพศ
กลิ่นที่เข้ามากระตุ้นลิมบิกซิสเต็ม จะทำให้สมองปล่อยสารเอนดอร์ฟิน (endorphins) เอนเซ็ปฟาลีน (encephaline) และเซโรโทนิน (serotonin) ออกมา
เอนดอร์ฟินจะช่วยลดความเจ็บปวด เอนเซ็ปฟาลีนจะส่งเสริมให้มีอารมณ์ดี และ
เซโรโทนินจะช่วยให้สงบเยือกเย็นและผ่อนคลาย ดังนั้นอโรมาเทอราปีจึงถูกนำมาใช้ในการคลายความเครียด เหนื่อยล้า และโรคนอนไม่หลับได้
รู้อย่างนี้แล้วจะวิ่งเข้าไปในครัว พกสมุนไพรใส่กระเป๋าติดตัวก็ไม่มีใครว่า เพียงแต่อยากจะบอกว่าเดี๋ยวนี้เขามีการสกัดน้ำมันหอมมาใช้ในแบบง่ายๆ แล้ว หลากหลายยี่ห้อซึ่งล้วนแต่เป็นฝีมือคนไทยทั้งนั้น อาทิ สบายอารมณ์ ยี่ห้อที่ทำไลน์สินค้า Urban Wellness ขึ้นมาแก้เครียดให้กับคนเมืองโดยเฉพาะ !!!
คอลัมน์ THE WAY OUT
โดย ณฐกร ขุนทอง

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *