บริษัท น้ำปลาพิไชย

บริษัท น้ำปลาพิไชยผู้ผลิตน้ำปลาในตลาดมานานถึง 2 ทศวรรษ ภายใต้ยี่ห้อที่เป็นธงนำ ตราหอยนางรม ทำการตลาดด้วยการวางตำแหน่งสินค้าให้เป็นน้ำปลาพรีเมี่ยมเกรดเอ เพราะมองเห็นตลาดผู้บริโภคในอนาคตที่หันมาบริโภคน้ำปลาชั้นดีมากขึ้น ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีน้ำปลาผสมครองตลาดส่วนใหญ่อยู่ เตรียมขยายไลน์สู่น้ำปลาพริก ผง และปรับแพ็คเกจใหม่แก้ปัญหาขวดแก้วขาดตลาด พร้อมตั้งเป้าหมายในปี 2548 ขึ้นแท่นเบอร์ 1 แทนทิพรส

พื้นที่โฆษณา

สนใจลงโฆษณา ติดต่อ โทร.0-2642-3400 ต่อ 4613
ที่ 3 น้ำปลาเกรดเอ

นายพันธ์ชนะ รัตนประสิทธิ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท น้ำปลาพิไชย จำกัด ผู้ผลิตน้ำปลาตราหอยนางรม กล่าวว่าน้ำปลาตราหอยนางรมเข้ามาในตลาดน้ำปลาเกรดเอเมื่อประมาณ 20 ปีที่ผ่านมาซึ่งในขณะนั้นทิพรสรวมถึงปลาหมึกสามารถสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักแล้ว หอยนางรมเข้ามาจึงสร้างความแตกต่างโดยวางตำแหน่งน้ำปลาให้เป็นพรีเมี่ยมยิ่งกว่าในแง่ของคุณภาพและราคา

“นโยบายของเราในแง่ของภาพลักษณ์สินค้าไม่เคยเปลี่ยนเลยจนถึงปัจจุบัน และเราจะตอกย้ำภาพน้ำปลาระดับพรีเมี่ยมต่อไปเพื่อให้ลูกค้ายอมรับน้ำปลาระดับพรีเมี่ยม”

น้ำปลาหอยนางรมใช้เวลานานเป็นสิบปีกว่าจะสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย เป็นเพราะขาดการทำประชาสัมพันธ์และการตลาด ช่องทางจัดจำหน่ายมีน้อยและมีอำนาจในต่อรองต่ำเพราะมีสินค้าอยู่เพียงแบรนด์เดียว อีกทั้งปัจจัยเรื่องราคาที่ทำให้หอยนางรมสร้างแบรนด์ได้ยากขึ้น

ภายหลังหอยนางรมได้แต่งตั้งบริษัทเทรดดิ้งคือบริษัท ซีพี คอนซูเมอร์ จำกัด เป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าทำให้น้ำปลาหอยนางรมกระจายไปตามช่องทางจัดจำหน่ายทั่วประเทศ ยกเว้นจังหวัดในภาคตะวันออกที่น้ำปลาพิไชยจะเป็นผู้จัดจำหน่ายเอง

นอกจากนั้นยังมีผลจากการที่ ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัฒน์ได้มอบป้ายเชลล์ชวนชิมและช่วยโปรโมทน้ำปลาหอยนางรมตามสื่อต่าง ๆหอยนางรมจึงเป็นที่รู้จักกว้างขวางขึ้น และยังได้เป็นสินค้าที่ได้รับคัดเลือกให้ใช้ในการบินไทยอีกด้วย

ปัจจุบันตลาดน้ำปลามีมูลค่าประมาณ 4,000 – 5,000 ล้านบาท น้ำปลาตราหอยนางรมครองตำแหน่งทางการตลาดเป็นอันดับสามในน้ำปลาเกรดเอ โดยมีน้ำปลาตราทิพรสเป็นผู้นำตลาดสัดส่วน 30 % ตราปลาหมึก 20 % และหอยนางรม 10 % ที่เหลือเป็นน้ำปลาผสม 40%

นายพันธ์ชนะตั้งเป้าว่าในปี 2546 หอยนางรมจะครองแชร์อันดับหนึ่งในภาคตะวันออกและก้าวเป็นที่หนึ่งของประเทศในปี 2548 ซึ่งต้องทำยอดเติบโต 20 %ต่อปี

แผนเป็นที่หนึ่งตลาดน้ำปลา

แบรนด์น้ำปลาหอยนางรมมีตลาดหลักอยู่ในกรุงเทพฯซึ่งเป็นตลาดแรกที่ยอมรับแบรนด์หอยนางรม นายพันธ์ชนะบอกว่าเป็นเพราะคนกรุงเทพฯมีกำลังการซื้อสูง และคำนึงถึงคุณภาพสินค้าเป็นหลัก อย่างไรก็ตามได้วางแผนขยายตลาดไปยังจังหวัดที่อยู่ในภาคกลางและที่เป็นหัวเมืองใหญ่

“ที่ผ่านมาเราอ่อนในเรื่องของการตลาด จะใช้เน้นการกระจายช่องทางจัดจำหน่ายอย่างเดียว ทำมากที่สุดคือแจกสินค้าทดลอง แต่ไม่ได้มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์อย่างจริงจังทั้ง ๆที่เราเป็นคนบุกเบิกสินค้าใหม่หลายอย่างเช่น ขวดเพ็ท และขวดน้ำปลาหลายขนาดตั้งแต่ขนาดจิ๋ว ทำให้เราสูญเสียโอกาสทางการตลาดไป”

งบการตลาดของน้ำปลาหอยนางรมปัจจุบันถูกตั้งไว้ที่ 20 % จากยอดขาย โดยวางสัดส่วนให้เป็นงบสำหรับการทำกิจกรรมการตลาดมากกว่าการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ซึ่งกิจกรรมการตลาดคือการแจกสินค้าทดลองตามจุดขาย โดยเฉพาะตามห้างสรรพสินค้า

อีกทั้งจะเพิ่มไลน์สินค้าเพื่อให้เกิดวาไรตี้ในตัวสินค้า เช่น มีแผนจะผลิตน้ำปลาพริกขี้หนูในถ้วย น้ำปลาผงสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมอาหาร ตลอดจนผลิตน้ำปลาในแพ็คเกจจิ้งที่มีขนาดและรูปทรงที่หลากหลาย เป็นการแก้ปัญหาที่ขวดน้ำปลารูปทรงเดิมซึ่งเคยเป็นขวดสุรากำลังขาดตลาดและมีราคาแพงขึ้นทุกปีด้วย

ในส่วนช่องทางจัดจำหน่ายนั้น ด้านซีพี คอนซูมเมอร์ได้แต่งตั้งผู้ดูแลผลิตภัณฑ์น้ำปลาหอยนางรมทำให้มีความชัดเจนและเพิ่มขีดความสามารถในการกระจายสินค้าได้มากยิ่งขึ้น และในส่วนน้ำปลาพิไชยเองก็ใช้แผนกระจายสินค้าให้ครอบคลุมถึงรากหญ้าคือ เพิ่มช่องทางที่เป็นร้านอาหาร โรงงานอุตสาหกรรมอาหาร ไปจนถึงแท่นเจาะน้ำมัน ท่าเรือ เป็นต้น

อีกทั้งมีโครงการแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายตลาดต่างประเทศจากเดิมที่มีเพียง 7-8 ราย ซึ่งกระจายสินค้าครอบคลุม 40 ประเทศ เพื่อขยายตลาดต่างประเทศอีกด้วย ปัจจุบันสัดส่วนตลาดต่างประเทศของน้ำปลาพิไชยคือ 10 % จากยอดขายรวม

นายพันธ์ชนะกล่าวว่าแนวโน้มตลาดน้ำปลาไทยก็จะยังถูกครองโดยบริษัทผู้ผลิตน้ำปลาไทย เนื่องจากผู้บริโภคในประเทศติดภาพที่ว่าน้ำปลาต้องผลิตโดยคนไทยเท่านั้นและที่ผ่านมามีบริษัทชั้นนำต่างชาติพยายามจะเข้ามาในตลาดน้ำปลาเช่นกันแต่ไม่มีรายใดประสบความสำเร็จ ส่วนตลาดต่างประเทศนั้นมีประเทศเวียดนามเป็นคู่แข่งสำคัญแต่คุณภาพน้ำปลาของเวียดนามมีคุณภาพต่ำและไม่คงที่ซึ่งต้องใช้คุณภาพในการแข่งขัน

อย่างไรก็ดี นอกจากตราหอยนางรมแล้ว บริษัทฯยังมีน้ำปลายี่ห้ออื่นที่เป็นเกรดรองลงไปสำหรับจับตลาดผู้บริโภคที่ไม่ยึดติดยี่ห้อ ได้แก่ ตราจั่นเพชร ตราทูน่า และตราหอยสังข์

ศ.ดร.ประภาศรี อมรสิน ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด กล่าวว่า การสร้างความเป็นพรีเมี่ยมในน้ำปลาทำได้แต่ขึ้นอยู่กับคุณภาพ การตั้งราคา และแบรนด์สินค้า แต่ต้องพึ่งการจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมโดยเฉพาะช่องทางที่มีภาพลักษณ์หรูอย่างเช่นห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เป็นต้น อย่างไรก็ตามมองว่าในอนาคตตลาดน้ำปลาพรีเมี่ยมจะยังคงเป็นของน้ำปลาทิพรสเนื่องจากสร้างชื่อเสียงยาวนานมาเป็นศตวรรษ

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัดสำรวจพบว่าโดยเฉลี่ยคนไทยมีอัตราการบริโภคน้ำปลา 20 มิลลิลิตรต่อคนต่อวัน หรือเทียบเท่าปริมาณการบริโภคน้ำปลาในแต่ละครัวเรือนตกประมาณเดือนละ 2 ขวด หรือคิดเป็นปริมาณความต้องการบริโภคปีละ 386 ล้านลิตร คิดเป็นมูลค่าตลาดน้ำปลาปีละ 5,000 ล้านบาท

มูลค่าการส่งออกน้ำปลาในปี 2542 เท่ากับ 637.8 ล้านบาท เทียบกับ 639.2 ล้านบาทในปี 2541 หรือลดลงเพียงร้อยละ 0.2 อย่างไรก็ตาม การส่งออกน้ำปลามีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2540 เนื่องจากการขยายตัวของร้านอาหารไทยในต่างแดน โดยตลาดส่งออกหลัก คือ สหรัฐอเมริกามีสัดส่วนตลาดร้อยละ 35.8 รองลงมาคือ ญี่ปุ่นร้อยละ 11.4 ฮ่องกงร้อยละ 9.8 ออสเตรเลียร้อยละ 7.5 และฝรั่งเศสร้อยละ 7.2

ปัจจุบันตลาดน้ำปลาในต่างประเทศของไทยประสบปัญหาในเรื่องการแข่งขัน โดยคู่แข่งสำคัญ คือ เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ซึ่งทั้งสองประเทศนี้อาศัยการเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตจากไทย แต่มีความได้เปรียบที่ค่าจ้างแรงงาน และวัตถุดิบในการผลิต โดยเฉพาะปลา ซึ่งเมื่อทั้งสองประเทศเริ่มมีการผลิตน้ำปลาทำให้ไทยสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในประเทศฮ่องกง แคนาดา สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่นไปถึงร้อยละ 30 จากส่วนแบ่งตลาดเดิม

แหล่งกำเนิดน้ำปลาคาดว่าจะมีที่มาจากประเทศจีนทางใต้ และทำให้วัตถุดิบที่ใช้ผลิตน้ำปลาจากทุกแหล่งเป็นปลากระตักหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าปลาไส้ตัน คุณภาพของน้ำปลานั้นทางองค์การอาหารและยาได้กำหนดเปอร์เซนต์โปรตีนที่ได้จากน้ำปลาคือถ้าสูงกว่า 9 % คือน้ำปลาชั้นดี แต่ถ้าเป็นน้ำปลาผสมจะมีโปรตีนต่ำกว่าเพราะผลิตจากปลาที่ผ่านการหมักมาหลายครั้ง

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *