บริษัทในฝัน

บริษัทในฝัน

คอลัมน์คิดนอกกรอบใน “บิสิเนสไทย” ฉบับที่แล้วผมเขียนเรื่องของ กลยุทธ์การดึงดูดใจคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาร่วมเป็นขุมกำลังของบริษัทเอาไว้ ซึ่งมีแนวทางเบื้องต้นอยู่ 10 ข้อ และในวันนี้ ผมยังมีเคล็ดลับอีก 5 ข้อที่น่าจะช่วยทำให้บริษัทของเรากลายเป็นบริษัทในฝันของคนรุ่นใหม่ได้

ก่อนจะไปถึงการเป็นบริษัทในฝัน ก็ต้องดูกันถึงนิยามของคำนี้กัน โดยในอเมริกามีสถาบัน Great Place to Work Institute โดยร่วมมือกับนิตยสาร Fortune จัดอันดับบริษัทที่คนอยากทำงานด้วยมากที่สุด ซึ่งหลายๆ บริษัทที่ติดอันดับก็เป็นที่คุ้นเคยกันดีของเราเช่น Google, Cisco Systems, Starbucks โดย Google ติดอันดับ 1 ติดต่อกันถึง 2 ปีซ้อน ซึ่งเราจะเห็นได้ชัดจากสวัสดิการของพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นอาหารฟรี สระว่ายน้ำ และกิจกรรมกีฬาต่างๆ รวมถึงผลตอบแทนที่ได้รับ ฯลฯ

บริษัทชั้นนำเหล่านี้ต่างก็มีกลยุทธ์ต่างๆเหล่านี้ไม่แพ้กันเพื่อที่จะดึงบุคลากรของตนเอาไว้ ซึ่งแน่นอนว่ามีกลวิธีที่แตกต่างจากบ้านเรา เพราะบริษัทในแถบบ้านเรานั้นส่วนใหญ่มักจะเป็นธุรกิจครอบครัว หรือไม่ก็เติบโตมาจากธุรกิจครอบครัวมากกว่า

เหล่า White Collar ในเอเชียจึงไม่ได้ดูกันที่เงินเดือนหรือสวัสดิการต่างๆ เหมือนกับคนอเมริกัน แต่ผลสำรวจทำให้เราได้รู้ว่าพวกเขาสนใจ “ความสามารถในการสื่อสารกับพนักงาน” มากกว่าซึ่งบริษัทชั้นนำในแถบเอเชียส่วนใหญ่ล้วนมีคุณสมบัตินี้เหมือนๆกันทั้งนั้น

ผมเองก็เชื่อว่า “การสื่อสาร” น่าจะเป็นหัวใจสำคัญ เพราะบริษัทจะสำเร็จได้ ก็ต่อเมื่อทุกคนรับรู้ร่วมกันว่าเป้าหมายคืออะไร และต้องมีศรัทธากับความมุ่งมั่นที่จะก้าวไปสู่จุดหมายนั้นร่วมกัน ไม่จำกัดว่าอยู่ในแผนกไหน หรือตำแหน่งอะไร

การสื่อสารกับพนักงานจริงๆ แล้วก็คือการเปิดใจรับฟังปัญหาและข้อคิดเห็นของเขาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการชื่นชม และร่วมกำหนดเป้าหมายด้วยกัน เพื่อให้ทุกคนมองเห็นแนวทางที่บริษัทจะต้องก้าวไป และโอกาสในหน้าที่การงานของแต่ละคน
การสำรวจของ Great Place to Work Institute นั้น มีคุณสมบัติ 5 ประการที่บริษัทชั้นนำในเอเชียมีคล้ายๆ กัน คือ
1. บุคลากรในองค์กรมีความเชื่อถือในตัวผู้นำ

2. ผู้บริหารองค์กรมองเห็นความสำคัญของบุคลากรในทุกๆ ส่วน หากเปรียบเทียบแล้วก็เหมือนเครื่องบินที่ทุกส่วนประกอบล้วนมีความสำคัญไม่แพ้กัน ทั้งปีก เครื่องยนต์ ล้อ ฯลฯ แม้กระทั่งน็อตตัวเล็กๆ ที่ยึดชิ้นส่วนต่างๆ เข้าด้วยกัน

3. บุคลากรต้องมีส่วนร่วมกับองค์กรในทุกๆเรื่อง ไม่ว่าจะความสำเร็จ ที่ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจร่วมกัน หรือแม้แต่ความล้มเหลวที่อาจทำให้เสียใจแต่ก็จะเป็นแรงผลักดันให้เขาหาทางแก้ไขและป้องกันต่อไปในอนาคต

4. มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เปรียบเทียบได้กับทรายที่หมายถึงพนักงานแต่ละคนที่เชื่อมเข้าด้วยกันด้วยปูนซึ่งก็คือบริษัท เมื่อผสมเข้ากันดีแล้วก็ย่อมกลายเป็นคอนกรีตที่แข็งแกร่งทนทาน

5. ต้องบริหารองค์กรด้วยความยุติธรรมและมีความเสมอภาค ทั้งในแง่การให้รางวัลและการลงโทษ

ดูตามนี้แล้วจะเห็นว่าการใช้เงินซื้อใจคนอย่างเดียว หรือจะใช้ผลประโยชน์ต่างๆมาจูงใจคนรุ่นใหม่แต่เพียงอย่างเดียวนั้นอาจไม่ได้ผลเสมอไป แต่การ “ซื้อใจ” ด้วยกลยุทธ์ต่างๆนี้มีผลได้ไม่แพ้กัน ซึ่งใครจะใช้วิธีไหนก็ขึ้นกับบุคลิกของตัวเองว่าเป็นอย่างไร

แต่หากทำได้ทุกข้อ ก็แน่นอนว่าย่อมมีภาษีดีกว่าคนอื่นและน่าจะดึงดูดใจคนรุ่นใหม่ได้ไม่น้อย

ที่มา : http://www.businessthai.co.th/

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *