บริษัทประกิต แอนด์ เอฟซีบี จำกัด ตอน 1

บริษัทประกิต แอนด์ เอฟซีบี จำกัด ตอน 1 วัยเด็ก – ช่วงก่อนตั้งบริษัท

วัยเด็ก
ประกิต อภิสารธนรักษ์
บิดา ชื่อ นาย อื้อกุงชิง มีอาชีพเป็นแพทย์แผนโบราณ แต่ในปี 2480 นายนาย อื้อกุงชิง ก็อพยพครอบครัวออกจากประเทศจีนมาประเทศไทย เพื่อหลบภัยสงครามในประเทศจีน เมื่อมาถึงประเทศไทยก็ประกอบอาชีพแพทย์แผนโบราณรักษาคนจีน
เมื่อมาเมืองไทยได้ไม่นาน นาย อื้อกุงชิง ก็ได้แต่งงานกับ นางกังเซี่ยมลั้ง ซึ่งเป็นหญิงม่ายที่มีลูกติด 3 คน และไม่นานนาย อื้อกุงชิงก็มีลูกชายคนแรกของเขาเอง คือ บุ่นเต็ก หรือ ประกิต

ความเป็นอยู่
เมื่อประกิตอายุ 7-8 ขวบ ร้านหมอแมะของพ่อเขาทำมาค้าขึ้น ทำให้มีฐานะค่อนข้างร่ำรวย แต่พฤติกรรมของพ่อเขาก็เปลี่ยนไปจากเดิมขยันขันแข็ง ประหยัด เปลี่ยนไปเป็นคนชอบเที่ยว กิน เล่นการพนัน ทำให้ครอบครัวมีเงินไม่พอใช้จ่ายในครอบครัว ซึ่งแม่ของเขาก็แก้ไขโดยการกินใช้อย่างประหยัด
เมื่อประกิตอายุ 12-13 ปี พ่อของประกิตก็ให้เขาออกจากโรงเรียน ซึ่งเดิมทีพ่อของเขาจะให้ประกิตออกจากโรงเรียนตั้งแต่ ป.3 แล้ว แต่แม่ของเขายื้อให้จบป.4 ก่อน

เริ่มทำงาน
เมื่อประกิตออกจากโรงเรียน แต่เนื่องจากไม่มีคุณวุฒิอะไร งานแรกที่เขาทำก็คือ งานฝึกงานที่โรงพิมพ์เฮ่งเซ็ง ซึ่งพี่ชายเขาเป็นคนหาให้ งานที่เขาทำก็คือ ทำทุกอย่าง ตั้งแต่ ทำความสะอาด ซื้อของให้ช่าง หัดเรียงพิมพ์ทั้งตัวไทยและตัวจีน แต่ในปีแรก ประกิตจะไม่ได้ค่าจ้าง เนื่องจากถือว่ามีข้าวเที่ยงให้กิน และเป็นแค่เด็กฝึกงานจึงไม่มีเงินเดือนให้
ในปีที่ 2 เพื่อนเขาชวนให้ไปทำอีกโรงพิมพ์หนึ่ง ที่ให้เงินเดือน 300 บาท เขาทำไปสักระยะหนึ่ง เพื่อนของพ่อก็มาชวนไปทำงานที่ร้านขายผ้า แต่ให้เงินเดือน 100-200 บาท ซึ่งเขาก็ตัดสินใจไปทันที เนื่องจากที่เก่า แม้เงินเดือนจะมากกว่า แต่กว่าเขาจะได้รับต้องทวงแล้วทวงอีก จึงจะได้
เมื่อประกิตมาทำงานที่ร้านขายผ้า หน้าที่ของเขาก็คือ เปิด-ปิด ร้าน ทำความสะอาด ตัดผ้าขาย ประกิตทำงานที่นี่ผ่านไปวันแล้ววันเล่า เห็นนักศึกษาถือหนังสือผ่านหน้าร้านไปมาทุกวัน เขาก็เกิดความรู้สึกอยากเรียนหนังสือขึ้นมา แต่ติดที่เขาต้องทำงานตอนกลางวัน ดังนั้นเขาจึงไปเข้าเรียนวิชาพิมพ์ดีดและการบัญชี ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่เปิดสอนในตอนกลางคืน ในขณะที่เรียนนั้น ประกิตก็เรียนด้วยความมุ่งมั่น อาจารย์ที่สอนที่โรงเรียนนี้และเป็นเจ้าของโรงเรียนด้วยได้เห็นความตั้งใจของประกิต ก็เลยเสนอให้ประกิตเรียนฟรีในวิชาการบัญชีชั้นกลางและบัญชีชั้นสูง แต่เขาจะต้องมีหน้าที่เป็นพนักงานเก็บเงินให้กับทางโรงเรียน ซึ่งประกิตก็ตอบรับทันที พร้อมทั้งลาออกจากร้านขายผ้า
เมื่อประกิตเรียนบัญชีจบแล้ว เขาก็มีไฟที่อยากจะเรียนอีก เผอิญน้าชายชวนให้ไปเรียนกวดวิชา เพื่อจะได้ไปสอบเทียบม.3 ซึ่งน้าชายช่วยฝากตัวเขาเข้าไปเรียนกวดวิชาได้ฟรี เนื่องจากเจ้าของ
โรงเรียนกวดวิชารู้จักกับน้าชาย และเป็นความโชคดีที่ บริษัท แจ็กเจีย อุตสาหกรรม จำกัด เรียกประกิตเข้าทำงานเป็นเสมียนพิมพ์ดีด ดังนั้นเขาจึงสามารถเรียนไปด้วยและทำงานไปด้วย ประกิตใช้เวลา 3 ปี ก็สามารถสอบเทียบได้จนถึง ม.8
เมื่อประกิตจบ ม.8 แล้ว ก็จะทำการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งในสมัยนั้น ดร. ป๋วย กำลังดัง ดังนั้น เขาจึงเลือกเรียนคณะเศรษฐ์ศาสตร์ และเมื่อประกาศผล เขาก็สามารถสอบผ่านเข้าไปเรียนไปสำเร็จ
แม้เขาจะเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว แต่เขาก็ยังคงทำงานที่ บริษัทแจ็กเจีย เช่นเดิม ซึ่งเขาต้องจัด
ตารางเวลาดังนี้
เช้า ทำงานที่เจ็กเจีย โดยสัปดาห์หนึ่งขอหยุด 2 วัน ครึ่ง เพื่อไปเรียนในวิชาที่สำคัญ
เย็น เขาจะต้องวิ่งวุ่นไปบ้านเพื่อนร่วมสถาบันเพื่อขอชีต และให้เพื่อนติวให้ด้วยถ้าเพื่อนยอม
ดึก อ่านหนังสือทวน โน๊ตย่อ เพื่ออ่านตอนสอบ
ปี 2507 เขาก็เรียนจบปริญญาตรี ซึ่งในเวลานั้นเขาต้องตัดสินชะตาชีวิตเขาอีกครั้ง คือ เขาจะทำงานอะไรดี จะทำที่เดิมดี หรือไปทำงานรับราชการเหมือนเพื่อนๆเขา สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจไม่เอาทั้ง 2 อย่าง เลือกที่จะทำงานบริษัทเอกชนที่อื่นดีกว่า เหตุที่เขาตัดสินใจอย่างนั้น เพราะเขาไม่ชอบระบบคอรัปชั่นของระบบราชการ ซึ่งเขาต้องพบเห็นบ่อยในขณะที่ทำงานที่บริษัท เจ็กเจีย และการที่ไม่ทำที่บริษัท เจ็กเจียต่อ เนื่องจากเขารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่ 7 ปีที่ทำงานที่บริษัทเจ็กเจีย เขาได้เงินเดือนขึ้นมาอยู่ 700 บาทเท่านั้น ในขณะที่เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆได้เป็นหลักพัน
เมื่อเขาออกจากเจ็กเจีย มีคนรู้จักแนะนำเขาให้ไปพบกับผู้จัดการฝ่ายโฆษณาบริษัท ดีทแฮล์ม ดังนั้นเขาจึงเข้ามาอยู่ในวงการโฆษณานับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เงินเดือนเริ่มต้นของเขาอยู่ที่
1,000 บาท โดยใน 1- 2 เดือนแรก จะมีรุ่นพี่คอยแนะนำเรื่องงาน เทคนิคติดต่อสื่อต่างๆ
ระหว่างที่ทำงานในฝ่ายโฆษณานั้น ประกิตได้ทำในสิ่งที่แตกต่างกับคนในวงการนี้ คือ ในวงการนี้ ใครก็ตามที่นำโฆษณามาให้สถานี ทางสถานีจะมอบค่าคอมมิสชั่นตอบแทนให้กับคนๆนั้น (ซึ่ง ค่าคอมมิสชั่น นี้ เขาเรียกว่าค่านำเข้า) ซึ่งจะจ่ายอยู่ที่ประมาณ 5-10%
ซึ่งประกิตมองว่าการที่รับค่านำเข้า ก็เหมือนการทุจริตต่อบริษัท ดังนั้นเขาจึงไม่รับ แต่ให้ทางสถานีออกใบเสร็จที่หักส่วนลดที่เกิดจากการที่ประกิตไม่รับค่านำเข้า ประกิตทำอย่างนี้กับทุกๆสถานีที่ๆเขาติดต่อ
เพียง 3 เดือน กับงานเสมียนติดต่อสื่อวิทยุและโทรทัศน์ให้กับแผนกโฆษณาบริษัท ดีทแฮล์ม ประกิตรู้สึกสนุกกับงาน เขาได้เรียนรู้อะไรมากมาย เขาทุ่มเทเวลาให้กับงานตลอดโดยไม่แยแสว่าเขาจะได้รับค่าล่วงเวลาหรือไม่ เขาทุ่มเทถึงขนาดที่เวลากลับบ้าน เขาต้องมาอุ้มลูก แล้วเดินไปตามบ้านผู้คน เพื่อที่จะได้รู้ว่าผู้บริโภคติดตามละครช่องอะไรแต่การที่เขาทุ่มเทมากนั้น เขาเพียงแต่ต้องการงานที่มี
คุณภาพเท่านั้น
เนื่องจากความขยัน รวมถึงความซื่อสัตย์ เพียง 6 เดือน ประกิตก็ได้รับการปรับเงินเดือนจาก 1,000 บาท ปรับขึ้นเป็น 1,250 บาท และอีก 6 เดือน ต่อมา ก็ปรับขึ้นเป็น 1,750 บาท
เมื่อเขาทำงานถึงปีที่ 3 เนื่องจากเขารักษาผลประโยชน์ของบริษัทอย่างต่อเนื่อง เจ้านายฝรั่งจึงได้แต่งตั้งให้เขาเป็นหัวหน้าแผนก ได้รับเงินเดือน 3,200 บาท โดยมีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องเงินในการจัดซื้อโฆษณาในสื่อทุกแขนงของบริษัทดีทแฮล์มทั้งหมด แต่ในช่วงแรกนายฝรั่งให้อำนาจเขาแค่นำเรื่องค่าโฆษณาในสื่อทุกแขนงของบริษัทในแต่ละวันมาเสนอว่า สมควรให้เจ้านายฝรั่งเซ็นอนุมัติให้ใช้เงินหรือไม่
3 เดือนถัดไป เจ้านายฝรั่งไว้ใจมากขึ้น จึงให้อำนาจอนุมัติวงเงินค่าโฆษณาได้ไม่เกินวงเงิน 5,000 บาท
แต่ถัดมาอีก 2-3 เดือน นายฝรั่งก็ให้อำนาจอนุมัติวงเงินค่าโฆษณาได้ไม่จำกัดวงเงิน
เมื่อประกิตทำงานที่นี่มาเป็นปีที่ 5 เขาก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารอัตราเงินเดือนเทียบเท่าผู้บริหารฝรั่ง เดือนละ 9,000 บาท
เมื่อเขาได้เป็นผู้บริหาร สิ่งแรกที่เขาทำคือ แก้ปัญหาระหว่างบริษัทกับหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เนื่องจากไทยรัฐกับดีทแฮล์มเคยมีเรื่องพิพาทกัน ทำให้ไทยรัฐไม่ยอมรับสื่อโฆษณาของ ดีทแฮล์ม ทุกชนิด
เขาแก้ปัญหานี้ โดยการเข้าพบและชี้แจงกับ ผอ. กำพล วัชรพล จนสามารถทำให้ไทยรัฐยอมให้ดีทแฮล์มโฆษณาได้ แต่ก็ยังไม่ยอมให้ส่วนลดเหมือนที่ให้กับบริษัทอื่นๆ
3 เดือนต่อมา ผอ. กำพล วัชรพล เห็นใจ จึงยอมลดให้ 5% แต่เป็นการลดให้ประกิตเท่านั้น ไม่ใช่ให้บริษัท แต่ประกิตก็ไปกระซิบให้พนักงานของไทยรัฐออกใบเสร็จให้ส่วนลดกับบริษัทเหมือนเช่นเคย
ประกิตติดต่อสร้างความสัมพันธ์กับทางไทยรัฐ จนสามารถทำให้ดีทแฮล์ม โฆษณาแล้วได้ส่วนลดเหมือนบริษัทอื่นๆ
ในปีที่ 7 ที่ทำงานที่ดีทแฮล์ม คณะปฏิวัติภายใต้การนำของจอมพลถนอม กิตติขจร เตรียมที่จะได้ออกคำสั่งที่ 281 เรื่องสงวนอาชีพให้คน ซึ่งอาชีพโฆษณาก็อยู่ในข่ายนั้นด้วย ดังนั้นบริษัทโฆษณาจะต้องมีคนไทยถือหุ้นไม่น้อยกว่า 50%
และด้วยเหตุนี้ นายฝรั่งก็ทำการเตรียมรับมือสถานการณ์นี้ โดยการเปิดประชุมเสนอให้บริษัทควรจะแยกตัวออกไปตั้งบริษัทใหม่ หรือยังคงให้เป็นแผนกหนึ่งของบริษัท ผลสรุปให้มีการแยกบริษัท
ซึ่งบริษัทนี้คนไทยจะถือหุ้น 51% และตัวประกิตเองก็ถือหุ้น 8%
แต่การแยกออกมาตั้งบริษัทในครั้งนี้ ทำให้สินค้า 2 ตัวมีปัญหา คือ หมากฝรั่งชิเคล็ท กับ
ลูกอมฮอลล์ เลิกใช้บริการ หันไปใช้บริการของบริษัทโฆษณาที่เป็นของต่างประเทศ เนื่องจากไม่เชื่อมือบริษัทคนไทย แต่ประกิตก็สามารถพิสูจน์ฝีมือ จนสามารถทำให้สิ้นค้าทั้ง 2 ชนิดกับมาเป็นลูกค้าเหมือนเดิมได้
ดีทแฮล์มโฆษณาเติบโตมาเรื่อย และเพื่อให้กิจการบริษัทก้าวหน้ารับสถานการณ์งานโฆษณาที่เริ่มมีสินค้าจากต่างประเทศไหลเข้ามาเมืองไทยไม่หยุดยั้ง ประกิตจึงคิดสร้างชื่อบริษัท โดยการจับมือกับ ลีโอเบอร์เนทท์ แล้วเปลี่ยนชื่อมาเป็นลีโอเบอร์เนทท์ ดีทแฮล์ม

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *