บทเรียนสร้างธุรกิจ ‘นารายา’ ล้มแล้วลุก

บทเรียนสร้างธุรกิจ “นารายา” ล้มแล้วลุก

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 มิถุนายน 2550 17:09 น.

การเรียนรู้จากบทเรียนของผู้อื่นเป็นหนทางเรียนลัดได้อย่างดี เพราะผู้ประกอบการจะได้ไม่ต้องลองผิดลองถูกด้วยตนเองไปทุกเรื่องโดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นสร้างธุรกิจ และในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็วอย่างทุกวันนี้เพราะการเริ่มต้นดีเท่ากับสำเร็จไปแล้วส่วนหนึ่ง

วาสนา ลาทูรัส กรรมการผู้บริหาร บริษัท นารายา อินเตอร์เทรด จำกัด เจ้าของแบรนด์ Naraya กล่าวถึงปัจจัยแห่งความสำเร็จของ Naraya ว่า มาจากการที่ราคาสินค้าไม่แพง สินค้าซึ่งเป็นของใช้ในชีวิตประจำวันมีความหลากหลายทั้งรูปแบบและดีไซน์มากกว่า 3,000 แบบ ให้ลูกค้าได้เลือกอย่างจุใจ และมีการนำระบบไอทีมาใช้เพื่อช่วยให้การทำงานเป็นไปอย่างมีคุณภาพมาตรฐาน

แต่กว่าที่จะประสบความสำเร็จนั้น เริ่มต้นธุรกิจมาจากการส่งขายกระเป๋าผ้าด้วยสภาพที่ติดลบมาจากธุรกิจส่งออกอะไหล่รถจักรยานยนต์ของสามีมีหนี้สินประมาณ 18 ล้านบาท จนกระทั่งปัจจุบันนี้สามารถสร้างยอดขายได้ถึงปีละ 400 ล้านบาท

“ตอนนั้นทำธุรกิจแบบซื้อมาขายไป ส่วนใหญ่ซื้อสินค้ามาจากสำเพ็ง แล้วนำไปส่งที่ร้านต่างๆ แต่เมื่อเห็นว่าเป็นธุรกิจที่มีอนาคตจึงไปกู้เงินมา 2 แสนบาท ซึ่งเป็นการเริ่มต้นด้วยเงินทุนที่นับว่าไม่ได้มากนักเพื่อซื้อจักรสำหรับเย็บและเริ่มนำสินค้าไปออกงานแฟร์จนได้ลูกค้าและเป็นที่รู้จักยอมรับของตลาด ทำให้ปัจจุบันธุรกิจเติบโตมีพนักงานมากถึง 3000 คน เพราะเป็นงานหัตถกรรมที่ต้องในแรงงานคน แต่เพื่อทำให้ผลผลิตเร็วขึ้นและมีคุณภาพมาตรฐาน จึงต้องมีการพัฒนานำเอาเทคโนโลยีมาใช้และตั้งโรงงานขึ้นมาแทนที่จะอาศัยแต่ชาวบ้านซึ่งมีปัญหาเรื่องการหยุดงานบ่อย”

วาสนากล่าวว่า ในอดีตยังไม่มีธนาคารที่ให้คำปรึกษาด้านการลงทุน แต่ปัจจุบันมีบริการส่วนนี้เพิ่ม แต่อย่างไรก็ตาม เธอให้คำแนะนำว่า ผู้ประกอบการควรจะฝากเงินกับธนาคารแล้วใช้เงินทุนของตัวเองก่อน เมื่อธุรกิจขยายถึงคราวจำเป็นต้องใช้เงินเพิ่มจึงค่อยหันไปพึ่งธนาคาร

“เราต้องมีวินัยทางการเงิน รู้จักจัดการใช้เงินให้เหมาะสม ต้องบริหารคนให้ดี มองการตลาดให้กว้าง เรียนรู้ให้มาก และทำบัญชีให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มเปิดบริษัทเพื่อจะทำให้เติบโตไปได้อย่างมั่นคง”

ปกรณ์ พัฒนแพทย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย กล่าวถึงธุรกิจของ Naraya ว่า Naraya มีกลยุทธ์เหมือน Gucci คือเริ่มจากหัตถกรรมก่อน แล้วจึงใช้เทคโนโลยีเข้ามา เพราะบางอย่างชาวบ้านทำไม่เป็น แล้วคนงานหยุดบ่อยจึงต้องตั้งโรงงานขึ้นมา และต้องขยายตัวสินค้ามากขึ้น ต้องมีการศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้ก่อนสิ่งที่ได้เรียนรู้คือตอนลงทุนครั้งแรกเกิดจากสามีทำงานอยู่ที่ลิเบียแล้วเห็นโอกาสทางธุรกิจ แต่ลืมคิดว่าสินค้ามีกำไรไม่มาก มีเงินลงทุนไม่เพียงพอ ลืมคิดว่า SME ต้องใช้เงินในการลงทุนมาก แล้วต้องบริการให้ดีกว่าคนอื่น เพราะฉะนั้นหากไม่สามารถแข่งขันได้ดีพอย่อมมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความล้มเหลวได้

อย่างไรก็ตาม การเปิดบริษัทครั้งแรกไม่แนะนำให้เปิดเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด เพราะจะมีปัญหากันภายใน โดยเฉพาะในเรื่องการเงิน ให้เปิดเป็นบริษัทจำกัดจะดีกว่า และจุดเริ่มต้นต้องเลือกสินค้าให้ตรงกับความต้องการของผู้ซื้อและความถนัดของเรา สินค้าต้องมีคุณภาพ และที่สำคัญต้องมีไอเดียดีๆ แปลกใหม่อยู่เสมอ จึงจะสร้างมูลค่าเพิ่มของธุรกิจได้

ในส่วนของเงินทุน เนื่องจากการขาดแหล่งเงินทุนทำให้ต้องกู้เงินจากเงินกู้นอกระบบเพื่อมาทำธุรกิจแล้วต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงนั้น ขอแนะนำว่าจะยิ่งทำให้เกิดความเสี่ยงทางธุรกิจและอันตรายมาก ในทางที่ถูกต้องขอแนะนำให้ผู้ประกอบการใช้เงินออมที่มีอยู่ในการเริ่มต้นธุนกิจเพราะช่วงแรกธุรกิจจะได้กำไรไม่มาก เมื่อธุรกิจเริ่มขยายตัวจึงค่อยกู้เงินมาลงทุนเพิ่มจึงจะดีกว่า
สำหรับความคิดส่วนใหญ่ของผู้ประกอบการมักจะกลัวการกู้เงินจากธนาคาร การลงทุนต้องมีการเตรียมตัว มีแผนธุรกิจว่าจะเอาเงินไปลงทุนอะไร เงินเพียงพอหรือไม่ มีการเดินบัญชีสเตทเม้นท์เสมอ มีการซื้อขายจริง เครดิตของผู้ขอสินเชื่อต้องดี มีประวัติทางธุรกิจ เพราะทุกอย่างจะเชื่อมต่อกับค่าใช่จ่ายส่วนตัว แต่อย่างไรก็ตาม การมีวินัยทางการเงิน จะทำให้ได้เงินกู้อย่างแน่นอน

ปกรณ์ทิ้งท้ายว่า ในแง่บริการของธนาคารมองลูกค้าเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ คิดว่าผู้ประกอบการต้องการความรู้พื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจ จึงต้องจัดสัมมนาไม่ต่ำกว่า 30 ครั้งต่อปี และล่าสุดทำพ็อกเก็ตบุ๊คชื่อ “The Key ไขกลยุทธ์ จุดประกายความคิด ธุรกิจเอสเอ็มอี” เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการมีความรู้ ความคิดและแรงบันดาลใจมากขึ้น

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *