น้ำกัดเท้า…โรคที่มากับความอับชื้น

น้ำกัดเท้า…โรคที่มากับความอับชื้น
• คุณภาพชีวิต
แนะล้างเท้าให้สะอาดด้วยสบู่ เช็ดแล้วโรยด้วยแป้ง

เข้าสู่ฤดูฝนมาได้สักระยะแล้ว ยิ่งช่วงนี้บ้านเราฝนตกหนัก น้ำท่วม โรคภัยก็ตามมาเช่นกัน โดยเฉพาะผู้ที่กำลังประสบกับภาวะน้ำท่วมแล้วต้องเดินลุยน้ำ อาจประสบปัญหาโรคน้ำกัดเท้าได้

หากใครที่เคยเป็น “โรคน้ำกัดเท้า” คงทราบถึงความทรมานของโรคนี้มาบ้างว่า อาการคันตามซอกนิ้วเท้านั้น ทรมานเพียงใด และเมื่อเกาไปเรื่อยๆ ผิวหนังบริเวณที่เกาก็จะหลุดลอกออกมาเป็นขุยๆ โดยมากแล้วอาการคันนั้นมักจะเกิดตรงซอกนิ้วนางและนิ้วก้อย ซึ่งเป็นจุดที่โดนรองเท้าบีบรัดมากที่สุด

นอกจากอาการคันที่เกิดขึ้นบริเวณนิ้วเท้าแล้ว ยังสามารถเป็นได้ที่ ส้นเท้า ฝ่าเท้า และอาจลามไปถึงนิ้วเท้า ได้เช่นกัน ส่วนอาการอื่นๆ นอกจากอาการคันแล้ว ยังพบผื่นเปียกยุ่ยสีขาวที่ซอกนิ้วเท้า ผิวหนังที่เท้าพุพอง นิ้วเท้าหนาและแตก มีตุ่มน้ำขึ้นตามด้านข้างของนิ้วเท้าหรือฝ่าเท้า และหากเกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย ก็จะเกิดอาการอักเสบเป็นหนองที่รุนแรงได้

ฉะนั้น ผู้ที่จำเป็นต้องเดินลุยน้ำท่วมหรือน้ำฝนจึงมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ อย่างที่ทราบกันดีว่า โรคน้ำกัดเท้านั้นเกิดจากเชื้อราที่เท้า ที่อาจได้รับเชื้อโดยตรงจากการเดินลุยน้ำที่สกปรก เดินเท้าเปล่าตามพื้นดินแฉะๆ หรืออาจจะได้รับเชื้อทางอ้อมจากการใช้ของร่วมกับผู้ที่เป็นโรค อย่างเช่น ถุงเท้า รองเท้า ผ้าเช็ดตัว ร่วมถึงการใช้ห้องน้ำร่วมกันก็มีโอกาสติดเชื้อได้

โรคนี้ยังพบได้บ่อยในกลุ่มอาชีพที่ต้องสวมรองเท้าทำงานทั้งวัน ซึ่งทำให้เกิดความอับชื้นได้ง่าย เพราะอากาศไม่ถ่ายเท โดยเฉพาะคนที่ชอบใส่รองเท้าคู่เก่งอยู่คู่เดียวทุกวันไม่เคยเปลี่ยน จึงเป็นบ่อเกิดของเชื้อรา ซึ่งเจริญเติบโตและแพร่พันธุ์ได้ดีในสภาพอากาศร้อนชื้น

ในการรักษาโรคน้ำกัดเท้า แพทย์จะให้ยาฆ่าเชื้อมารับประทานและทาร่วมด้วย ใช้เวลาในการรักษาประมาณ 6-8 สัปดาห์ แต่อาการอาจจะยังไม่หายขาด ผู้ป่วยมักจะเป็นๆ หายๆ แต่หากต้องการให้หายขาด นอกจากรักษาด้วยการทายาแล้ว ยังต้องรักษาความสะอาดของเท้า รวมถึงถุงเท้า โดยการนำไปผึ่งแดดนานๆ ก็จะช่วยลดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราในถุงเท้าได้

ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องทำงานแล้วต้องเดินลุยน้ำเป็นเวลานาน ควรสวมรองเท้าบูตกันน้ำให้มิดชิด และหากกลับถึงบ้านก็ควรรีบถอดรองเท้าถุงเท้าออกทันที ล้างเท้าให้สะอาดด้วยสบู่ และเช็ดเท้าให้แห้งโดยเฉพาะซอกเท้า หรืออาจโรยแป้งฝุ่นเพื่อดูดซับความชื้นด้วย

สำหรับผู้ที่ต้องใส่ถุงเท้ารองเท้าติดต่อกันเป็นเวลานานๆ ควรถอดรองเท้าออกบ้าง ไม่ควรสวมถุงเท้าที่หนาและคับเกินไป ซักถุงเท้าให้สะอาดและตากแดดทุกครั้ง และเลือกรองเท้าที่โปร่ง ระบายอากาศได้ดี ไม่ควรใส่รองเท้าคู่เดิมทุกวัน ควรมีรองเท้าอย่างน้อย 2 คู่ ใส่สลับกัน และควรนำรองเท้าไปผึ่งแดดทุกสัปดาห์และไม่ควรใช้ถุงเท้ารองเท้าร่วมกับผู้อื่น

หากดูแลรักษาความสะอาดได้ดังที่กล่าวมา นอกจากจะไม่เกิดเชื้อราที่เท้าแล้ว ยังช่วยตัดปัญหาเรื่องกลิ่นที่ไม่พึงปรารถนาด้วย

ที่มา:หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *