นักวิทยาศาสตร์นานาชาติพบ การกลายพันธุ์ของยีนทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอาการสโตรคมากขึ้น

เรื่อง นักวิทยาศาสตร์นานาชาติพบ การกลายพันธุ์ของยีนทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอาการสโตรคมากขึ้น

::: ข้อมูลโดย VOA News ภาคภาษาไทย :::

คณะนักวิทยาศาสตร์นานาชาติคณะหนึ่งค้นพบว่า การกลายพันธุ์ของยีนหรือเชื้อพันธุ์ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอาการสโตรค หรือโรคลมปัจจุบันมากกว่าเดิม 30 เปอร์เซ็นต์

อาการสโตรคนี้เกิดจากการที่เส้นเลือดอุดตัน หรือการขาดเลือดไปหล่อเลี้ยงสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุที่สำคัญอย่างหนึ่งในการทำให้เป็นอัมพาต และการเสียชีวิต

นักวิทยาศาสตร์ทราบมานานแล้วว่า ปัจจัยเสี่ยงอย่างเช่น การสูบบุหรี่ และการรับประทานอาหารที่มีไขมันมากๆ มีส่วนทำให้เกิดอาการสโตรค แต่เพิ่งมาทราบตอนนี้เองว่ายีนหรือเชื้อพันธุ์ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดอาการสโตรคได้

นักวิจัย แอริค บอร์วิงเคิ้ล กล่าวว่า ผู้ที่มียีนที่กลายพันธุ์มิได้หมายถึงว่า เป็นผู้ที่คาดล่วงหน้าได้เลยว่าจะเป็นสโตรค

คุณแอริค บอร์วิงเคิ้ล เป็นนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยเท็กซัส ในนครฮิวสตัน และเป็นผู้ร่วมเขียนรายงานการศึกษาวิจัย ที่ได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารการแพทย์ นิวอิงก์แลนด์ เจอร์เนิ้ล ออฟ เมดดิซีน ในสัปดาห์นี้ เขากล่าวเน้นว่า ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อย่างเช่น ความดันโลหิตสูง และการสะสมของไขมันในเลือด ซึ่งสามารถอุดตันทำให้ขาดโลหิตหล่อเลี้ยง ซึ่งไปทำให้เนื้อเยื่อของสมองตายไปนั้น ก็มีส่วนทำให้เกิดอาการเป็นสโตรคได้เช่นกัน

นักวิจัยแอริค บอร์วิงเคิ้ล กล่าวเสริมไว้ตอนนี้ว่า “ผลการวิจัยและเอกสารทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่า มียีนหลายตัวที่มีส่วนทำให้เสี่ยงต่อการเป็นสโตรค เมื่อพบยีนเหล่านี้และนำมาตรวจร่วมกัน แล้วคนคนนั้นจะใช้ผลของการตรวจเป็นเครื่องชี้นำในการเลือกวิธีดำรงชีวิตของตนเองได้

แต่ศาสตราจารย์เดวิด โกลสไตน์ ผู้สอนวิชาพันธุศาสตร์โมเลกุล ที่มหาวิทยาลัยดุ๊ก รัฐนอร์ธแคโรไลนา กล่าวว่า การตรวจยีนด้วยเครื่องมือทันสมัยอาจเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น ท่านอาจารย์เขียนบทบรรณาธิการลงในวารสารการแพทย์ นิวอิงก์แลนด์ เจอร์เนิ้ล ออฟ เมดดิซีน ซึ่งชวนให้คิดว่า การศึกษาวิจัยในหมู่ประชาชนจำนวนมาก อย่างในรายของนักวิจัยแอริค บอร์วิงเคิ้ล ซึ่งเน้นเรื่องตำแหน่งแห่งที่และการกระจายของยีนที่ผิดปรกติ มิได้ให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสาเหตุของโรค หรือวิธีรักษาโรคนั้นให้หายได้มากนัก

ท่านอาจารย์กล่าวไว้ตอนนี้ว่า “ข้อเท็จจริงทางพันธุศาสตร์ที่พบนั้น ส่วนมากมีผลกระทบน้อยเหลือเกิน และการพิจารณาจากเรื่องอย่างเช่นประวัติของครอบครัว ก็น่าจะเพียงพอแล้ว”

แต่อาจารย์เดวิด โกลสไตน์ กล่าวว่า การศึกษาวิจัยในหมู่ประชากร อย่างเช่น การศึกษาวิจัยที่บ่งชี้ถึงการกลายพันธุ์ของยีนนั้น อาจเป็นประโยชน์ต่อนักวิจัยมากกว่าผู้ป่วย เนื่องจากว่าการศึกษาวิจัยที่ว่านั้นชี้ไปที่ส่วนของจีโนมของคน ซึ่งช่วยจำกัดวงสำหรับการค้นหายีนที่เป็นสาเหตุให้เกิดอาการเป็นสโตรคนั้นให้แคบลง.

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *