นักการตลาดกับเทคโนโลยีสมัยใหม่

นักการตลาดกับเทคโนโลยีสมัยใหม่

ในอดีดเมื่อสัก 40 ปีก่อน เราจะเห็นเด็กๆกระโดดลงเล่นน้ำในคลองผดุงกรุงเกษมกันอย่างสนุกสนาน แต่ปัจจุบันนี้ คลองนั้นกลายเป็นคลองระบายน้ำที่เน่าเสียจากการปล่อยของเสียของผู้คนที่อาศัยอยู่ในระแวดนั้น

การตลาดในอดีดนั้น ก็ทำกันง่ายๆ มีสื่อให้ใช้กันได้ไม่กี่สื่อ แต่พอมาในปัจจุบัน

ผมมีโอกาสไปร่วมงานแสดงสินค้าไฮเทคอยู่บ่อยครั้ง ในโลกของการเปลี่ยนแปลงทุกวันนี้ การตลาดในยุคนี้จึงถูกปรับเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยี หากเราเรียนการตลาดในยุค 20-30 ปีก่อน เราจะเรียนการตลาดแบบง่ายๆคือ มี 4 Ps แต่ปัจจุบันนี้ นอกจากเราต้องเข้าใจ 4 Ps แล้ว เรายังต้องเข้าใจแนวคิดการตลาดสมัยใหม่ในเรื่อง 4 Cs อีกด้วย

ผมเคยเขียนไว้ในบทความหลายแห่งรวมทั้งเดินสายอบรมให้ความรู้เรื่องการตลาดสมัยใหม่ตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา ผมเน้นอยู่ตลอดเวลาว่า นักการตลาดในปัจจุบันนี้ หากต้องการเอาชนะคู่แข่งขัน ท่านต้องเข้าใจแนวคิดของ 4 Cs ให้ได้ ซึ่งประกอบด้วย Consumer, Cost, Convenience and Communication นั่นเอง นอกจากต้องเข้าใจในเรื่อง 4 Cs แล้ว นักการตลาดรุ่นใหม่จะต้องใส่ใจกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีรอบตัวเรา เรียกง่ายๆว่าเราต้อง Hi-Tech เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน โดยเฉพาะเมื่อโลกเราก้าวเข้าสู่ยุคของ Internet ซึ่งเป็นยุคของโลกาภิวัตน์อย่างแท้จริง ด้วยเหตุที่ Internet สามารถต่อเชื่อมทุกอย่างในโลกใบนี้เข้าด้วยกัน จึงเสมือนหนึ่งโลกใบนี้เล็กลง หรือ แบนลง เพราะเราสามารถเข้าถึงกันได้หมด อย่างที่ Thomas Friedman เขียนไว้ในหนังสือ The World is Flat หรือ โลกนี้แบน

ในหนังสือ The World is Flat นั้น ผมยังอ่านพบว่า Thomas ได้กล่าวถึง การเปลี่ยนแปลงต่างๆในโลกยุคศตวรรษที่ 21 นี้ว่า เป็นยุคของ Covergence ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 ตัวคือ

Convergence I หมายถึง การผสมผสานรวมกันของ เทคโนโลยี workflow software และ hardware ดังตัวอย่างเช่น การที่บริษัทโคนิก้ามินอลต้า (Konica Minolta) สามารถผลิตเครื่องมือที่สามารถสแกนภาพ ส่งอีเมล์ พิมพ์งาน ส่งแฟกซ์ และถ่ายเอกสารได้ในเครื่องเดียวกัน
(เครื่องนี้มีชื่อว่า Bizhub) ผลกระทบสำคัญของ Convergence I นี้คือการเกิดขึ้นของสังคมเศรษฐกิจของโลกไร้พรมแดน ที่มีระบบอินเตอร์เน็ตเป็นตัวขับเคลื่อน ส่งผลให้เกิดการร่วมมือกัน (ทั้งการแบ่งปันความรู้ และการทำงาน) ของปัจเจกบุคคลหลากหลายรูปแบบ ได้ในเวลาเดียวกัน (real time) โดยปราศจากอุปสรรคทั้งทางด้านภูมิศาสตร์ ระยะทาง หรือกระทั่ง (ในอนาคตอันใกล้นี้) ภาษาที่ใช้ในการสื่อสาร นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจน ประการหนึ่งที่ว่าโลกกำลังแบนลง

Convergence II หมายถึง การนำการผสานของเทคโนโลยี (convergence I) มาประยุกต์เข้ากับวิธีการทำงาน ทำให้เกิดวิธีการทำงานใหม่ๆ ที่เพิ่มผลิตภาพ (productivity) สูงขึ้น ซึ่งทั้งการพัฒนาเทคโนโลยี และวิธีการทำงานต่างก็มีส่วนเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน นั่นคือ วิธีการทำงานใหม่ๆ สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้มากขึ้น ในขณะที่เทคโนโลยีก็มีส่วนช่วยให้เกิดวิธีการทำงานใหม่ๆได้หลากหลายขึ้น สายการบังคับบัญชา (chain of command) สำหรับการปฏิบัติงานเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ได้เปลี่ยนแปลงจากแนวตั้ง (Vertical Line) ที่เน้นการสั่งการและการควบคุม (command and control) ไปเป็นแนวนอน (Horizontal Line) ที่เน้นการร่วมมือกัน (connect and collaborate) มากขึ้น เช่น ความทันสมัยของ notebook และ PDA phone ทำให้เราสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้อย่างมาก เช่น กรณีที่ M K Suki นำเอาระบบการรับออร์เดอร์ลูกค้าด้วย PDA แทนการเขียน ทำให้การรับออร์เดอร์ลูกค้าทำได้แม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้น เกิดความผิดพลาดน้อยลง เป็นต้น

Convergence III หมายถึง คือการที่ประชากรในประเทศต่างๆ เช่น จีน อินเดีย รัสเซีย ยุโรปตะวันออก ลาตินอเมริกา และเอเชียกลาง รวม 3 พันล้านคน มีโอกาสร่วมมือกันดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ง่ายขึ้น โดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศ ดังนั้นเมื่อพิจารณาทั้ง 3 ประสาน (triple convergence) ร่วมกันแล้วจะพบว่า โลกปัจจุบันมีสิ่งกีดขวาง ในการดำเนินกิจกรรมทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมน้อยลง ทำให้ประชากรจากส่วนต่างๆของโลกที่แต่เดิมมีโอกาสน้อยกว่าประชากรของประเทศอุตสาหกรรมดั้งเดิม มีโอกาสแข่งขันในเวทีโลกมากขึ้น โดยอาศัยกระบวนการ การร่วมมือกันและเทคโนโลยี ซึ่งนับเป็นแรงสำคัญที่มีส่วนกำหนดลักษณะของสังคมเศรษฐกิจของโลก ในศตวรรษที่ 21

จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีนี้ ที่นับวันจะพัฒนาไปได้ดียิ่งขึ้น ทำให้การทำงานของผู้คนในสมัยนี้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเป็นพิเศษ ผู้เขียนเองก็ติดตามการพัฒนาการของ Computer และ Notebook จนล่าสุดผู้เขียนได้มีโอกาสเปลี่ยนไปใช้ Notebook รุ่นล่าสุดของ Asus ที่เป็นแบบ Tablet คือสามารถพับได้ และใช้ปากกาเขียนบนหน้าจอได้ หลังจากที่ซื้อมาแล้ว รู้สึกประทับใจมาก ทำให้การทำงานในด้านการสอนหนังสือ และ การฝึกอบรมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะ Notebook รุ่นนี้มีอุปกรณ์ครบครัน เหมาะสำหรับนักธุรกิจ หรือ คนที่ชอบเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือ พวก Adopters อย่างมาก ซึ่งผู้เขียนอยากแนะนำให้ใช้อย่างยิ่ง เพราะรุ่นนี้ที่เขาเรียกว่า RIP-K070E เป็น Intel Centrino Duo Mobile Technology มีขนาด harddisk ถึง 160 GB ซึ่งมากเพียงพอกับงาน Multimedia อย่างยิ่ง นอกจากนั้นยังให้ RAM ขนาด 2.0 GB ด้วย ตัวเครื่องหนักไม่ถึง 2 KG และยังมีจอขนาด 13.3” ซึ่งเป็นขนาดที่ไม่ใหญ่ไปและเล็กไป ผู้เขียนใช้แล้วรู้สึกดีมาก จึงอยากฝากบอกให้ท่านผู้อ่านที่สนใจไปทดลองดูได้

นักการตลาดในปัจจุบัน จึงจำต้องเข้าใจและติดตาม Innovation ใหม่ๆของเทคโนโลยีเพื่อที่จะนำมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานอีกด้วย

ที่มา :www.businessthai.co.th

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *