"ธุรกิจเพื่อสังคม"

“ธุรกิจเพื่อสังคม”

คอลัมน์ ล่องคลื่นโลกาภิวัตน์ ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3969 (3169)โดย สฤณี อาชวานันทกุล www.fringer.org
ในบรรดา “ธุรกิจเพื่อสังคม” ยุคใหม่ ทั้งหลายที่กำลังล่องคลื่นโลกาภิวัตน์ อยู่อย่างน่าตื่นเต้น ธุรกิจเพื่อสังคมที่ ผู้เขียนชื่นชอบที่สุด คือ ธนาคารกรามีน “ธนาคารเพื่อคนจน” แห่งบังกลาเทศ ซึ่งกลายเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในประเทศไทย หลังจากที่ผู้ก่อตั้งธนาคาร คือ มูฮัมหมัด ยูนุส ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2006
ในเมื่อเรื่องราวของกรามีนเป็นที่รู้จักกันดีแล้ว วันนี้ผู้เขียนจึงอยากแนะนำธุรกิจเพื่อสังคมที่ผู้เขียนชอบเป็นอันดับสอง รองจากกรามีน นั่นคือ “คีวา” (http://www.kiva.org/) องค์กรที่ทำให้คนธรรมดาๆ สามารถปล่อยสินเชื่อไมโครเครดิต ให้กับผู้ประกอบการรายย่อยในประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก ขอเพียงแต่เป็นผู้ใช้อินเทอร์เน็ต มีบัตรเครดิต และยินดีให้คนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักยืมเงิน 25 เหรียญสหรัฐ (ไม่ถึง 800 บาท) ไปลงทุน เพื่อถีบตัวเองให้พ้นจากบ่วงความจน
กระบวนการปล่อยสินเชื่อบนคีวา มีขั้นตอนง่ายๆ เพียงสองขั้นเท่านั้น คือ ขั้นแรก เจ้าหนี้เข้าไปอ่านคำอธิบายสั้นๆ บนเว็บคีวาว่า ผู้ประกอบการแต่ละรายชื่ออะไร (อาจเป็นบุคคลหรือกลุ่มบุคคลก็ได้) อยู่ประเทศอะไร ต้องการเงินกู้จำนวนเท่าใด (ส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 100-1,500 เหรียญ) เพื่อไปทำอะไร (เช่น ซื้อรถเข็น) ในธุรกิจอะไร (เช่น ขายผักผลไม้) เสนอเงื่อนไขว่าจะชำระคืนภายในกี่เดือน (ส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 4-18 เดือน) และ field partner ของ คีวาที่คัดผู้ประกอบการรายนี้มาให้ คือ องค์กรอะไร มีประวัติการชำระคืนเป็นอย่างไร ขั้นที่สอง เจ้าหนี้เลือกกิจการที่อยากปล่อยกู้ เสร็จแล้วก็ โอนเงิน 25 เหรียญให้กับผู้ประกอบการที่สนใจ จะช่วย ผ่านแอ็กเคานต์เพย์พาล (http://www.paypal.com/ บริการให้คนธรรมดารับและจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตบนเว็บ ใช้ได้ในประเทศไทยแล้วด้วย ถ้าใครอยากปล่อยกู้บนคีวา แต่ยังไม่มีแอ็กเคานต์เพย์พาล ก็ต้องไปสมัครเป็นสมาชิกเพย์พาลก่อน ซึ่งใช้เวลาไม่นาน) เท่านั้นก็เป็นอันจบกระบวนการ ขั้นตอนทั้งหมดนี้ใช้เวลาไม่ถึงห้านาที
หลังจากเปิดดำเนินการมาได้เพียงสองปี (คีวา ระดมทุนก้อนแรกสำเร็จในเดือนตุลาคม 2005 ด้วยการส่งอีเมล์ไปหาแขกที่ได้รับเชิญมางานแต่งงานของแม็ตและเจสสิกา แฟลนเนอรี ผู้ก่อตั้งคีวา “ลูกค้า” รายแรกๆ ที่คีวาระดมทุนให้คือ กิจการเจ็ดอย่างในประเทศยูกันดา ซึ่งมีตั้งแต่ชาวประมง คนขายเสื้อมือสอง คนเลี้ยงแพะ และคนขายผัก) คีวาก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงามและอย่างรวดเร็วอย่างน่าอัศจรรย์ โดยปัจจุบันมี “เจ้าหนี้” ที่สมัครเป็นสมาชิกกว่า 123,000 ราย ปล่อย สินเชื่อรวมกันไปแล้วกว่า 12.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ให้กับผู้ประกอบการรายย่อย 18,000 ราย ใน 39 ประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก คีวาได้รับความนิยมสูงมากจากคนที่อยากช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลก จนทำให้เงินที่ต้องการปล่อยกู้ (อุปสงค์) มีปริมาณสูงกว่าเงินที่ผู้ประกอบการต้องการกู้ (อุปทาน) ทำให้คีวาต้องประกาศตรึงเพดานเงินกู้ไว้แค่ 25 เหรียญสหรัฐต่อเจ้าหนี้หนึ่งราย เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสมีส่วนร่วม แต่ถึงกระนั้นก็ตาม บางครั้ง คีวาก็ต้องติดประกาศบนเว็บว่า “ตอนนี้ผู้ประกอบการทุกรายได้รับเงินกู้เท่าที่พวกเขาต้องการแล้ว ขอขอบคุณทุกท่านที่สนับสนุน ขอให้เข้ามาเช็กใหม่ในโอกาสต่อไป” เพราะมีคนอยากปล่อยเงินกู้มากเกินกว่าจะหาผู้ประกอบการมารับเงินได้ ตลอดเวลา
ที่ผ่านมาเงินกู้ที่ปล่อยผ่านคีวา มีอัตรา การผิดนัดชำระหนี้ (default rate) ต่ำมาก เพียงร้อยละ 0.33 ของยอดเงินกู้ทั้งหมดเท่านั้น ถึงแม้ว่าลูกหนี้ทุกรายจะเป็น “คนจน” ในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งหลายคนอาจมองว่ามีความเสี่ยง ที่จะผิดนัดชำระหนี้สูงกว่าคนมีฐานะดี ความสำเร็จข้อนี้ของคีวาส่วนหนึ่งมาจากข้อเท็จจริง ที่สถาบันการเงินไมโครเครดิตจำนวนมาก นับจาก ธนาคาร กรามีน พิสูจน์ให้เห็นว่า “ปัญญาสาธารณ์” (conventional wisdom) ที่ปรามาสคนจนว่าไม่มีทางมีศักยภาพในการชำระหนี้นั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด แต่สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งของความสำเร็จของคีวาที่ผู้เขียนคิดว่าสำคัญกว่า และสะท้อน “ความเก่ง” ของคีวาได้ดีกว่า คือข้อเท็จจริงที่ว่า คีวาไม่ได้เป็นคนคัดเลือกผู้ประกอบการมาลงเว็บไซต์ด้วยตัวเอง แต่อาศัยองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) และสถาบันไมโครเครดิตต่างๆ ในประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งสิ้น 67 องค์กร ซึ่งคีวาแต่งตั้งให้เป็น “พันธมิตรภาคสนาม” (field partner) ของคีวา field partner เหล่านี้ทำหน้าที่เป็น “นายหน้าคนกลาง” นั่นคือเสาะหา และกลั่นกรองผู้ประกอบการในประเทศของตัวเอง ที่ “เชื่อถือได้” โพสต์ข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษแทน ผู้ประกอบการ (ซึ่งจำนวนมากไม่รู้หนังสือ) บนเว็บของคีวา ตลอดจนบริหารเงินกู้แทนเจ้าหนี้ปัจเจกชน เช่น รับชำระคืนเงินกู้ ติดตามความคืบหน้าของธุรกิจของผู้ประกอบการ ฯลฯ
field partner ทำงานทั้งหมดดังกล่าวข้างต้นแลกกับค่าตอบแทนในรูปดอกเบี้ยเงินกู้ ในขณะที่คีวาจะเป็นฝ่ายประเมิน และเปิดเผยระดับความน่าเชื่อถือของ field partner ทุกรายเพื่อช่วยเจ้าหนี้ปัจเจกชนในการประเมินความเสี่ยงของเงินกู้ 25 เหรียญ โดยคีวาจะให้คะแนน field partner แต่ละรายในรูปจำนวน “ดาว” (1-5 ดาว) ซึ่งตั้งอยู่บนประวัติการชำระเงินกู้ของผู้ประกอบการที่ field partner หามา ผลการตรวจสอบ (audit) หรือรายงานของผู้ประเมินอิสระ ฯลฯ
ถึงแม้ว่าเจ้าหนี้ปัจเจกชนจะไม่ได้ดอกเบี้ย จากการปล่อยกู้ (ได้เพียงเงินต้นคืนเท่านั้นเมื่อถึงกำหนดชำระ) เพราะดอกเบี้ยทั้งหมดถูกนำไปมอบเป็นผลตอบแทนให้กับ field partner เจ้าหนี้ของคีวาส่วนใหญ่ก็ยังยินดีปล่อยกู้ต่อไปเรื่อยๆ หลังจากที่ได้เงินกู้ก้อนแรกๆ คืนแล้ว และคีวาก็มีคนสนใจสมัครเป็นสมาชิก (เพื่อปล่อยกู้) เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเป็นเรื่องปกติที่ผู้ประกอบการรายใหม่ๆ จะได้รับเงินทุนที่ต้องการภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังจากที่โปรไฟล์ของเขาเริ่มปรากฏบนเว็บของคีวา
เหตุใดคนนับแสนจึงยินดีปล่อยกู้ให้กับคนจน ที่ไม่เคยรู้จักกันในประเทศห่างไกล โดยไม่คิด ดอกเบี้ย ?
ในฐานะสมาชิกและเจ้าหนี้รายย่อยคนหนึ่ง ของคีวา ผู้เขียนเชื่อว่า เหตุผลที่สำคัญที่สุดมีสามประการ ได้แก่ ความรู้สึก “สุขใจ” ที่ได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ความรู้สึก “สนุก” ในการเป็นเจ้าหนี้คีวา และความรู้สึกว่าลูกหนี้ส่วนใหญ่ “เชื่อถือได้” เพราะ field partner ของคีวาเชื่อถือได้
ความรู้สึกสุขใจที่ได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์นั้น คงไม่ต้องอธิบายอะไรมาก เมื่อเทียบกับ การบริจาคเงินเพื่อการกุศลผ่านอินเทอร์เน็ต การปล่อยกู้ผ่านเว็บคีวาเป็นสิ่งที่ทำให้สุขใจ ไม่แพ้กัน หลายคนบอกว่าคีวาทำให้รู้สึก “ดีกว่า” ทำการกุศลด้วยซ้ำ เพราะนอกจากจะได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์แล้วยังได้เงินนั้นคืนอีกด้วย เพราะ เป็นเงินกู้ ไม่ใช่เงินให้เปล่าเหมือนกับเงินบริจาค
เจ้าหนี้ของคีวาทุกคนเห็นข้อมูลชัดเจนว่าลูกหนี้เป็นใคร เหตุใดจึงต้องการเงิน และเงินนั้นจะทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง ยกตัวอย่าง เช่น ตอนนี้ผู้เขียนร่วมกับสมาชิกคนอื่นๆ ของคีวา เป็นเจ้าหนี้ของผู้ประกอบการสองราย (รวมยอดเงินกู้คงค้าง 25×2 = 50 เหรียญ) คือ คุณเมย์รา คาเซเรส แม่ค้าขายของในตลาดเมืองลีออน ประเทศนิการากัว ต้องการเงินกู้ 125 เหรียญ เป็นทุนซื้อมะพร้าวและถั่วลิสงมาขายในตลาด เธอมั่นใจว่าจะชำระคืนเงินก้อนนี้ได้ในเวลา 4 เดือน ลูกหนี้ของผู้เขียนอีกรายหนึ่ง คือ กลุ่มแม่บ้าน 5 คน ที่นำโดยคุณโคเซอร์ ปาร์วีน ต้องการเงิน 1,000 เหรียญ ไปซื้อรถเข็นเทียมลาสำหรับบรรทุกผักผลไม้ไปขายที่ตลาด ขยาย ร้านขายเนื้อ ซื้อวัว และสร้างโรงรถให้กับ รถสามล้อถีบ แม่บ้านกลุ่มนี้มาจากเมืองปักปาตตัน ประเทศปากีสถาน พวกเธอสัญญาว่าจะชำระ คืนเงินกู้ ก้อนนี้ภายใน 12 เดือน
ในฐานะเจ้าหนี้ ผู้เขียนไม่เพียงแต่สามารถ อ่านรายละเอียดของลูกหนี้และจุดประสงค์ในการใช้เงินเท่านั้น แต่ยังสามารถติดตามความคืบหน้าของธุรกิจลูกหนี้ที่ผู้เขียนให้เงินไปลงทุน จากส่วน “journal” (สมุดบันทึก) ของเว็บคีวา โดย field partner จะทำหน้าที่เขียนรายงานอย่างสม่ำเสมอ วิธีนี้ทำให้เจ้าหนี้ไม่เพียงแต่รู้สึกสุขใจที่ได้ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสเท่านั้น แต่ยังรู้สึก “สนุก” กับการติดตามเรื่องราวของลูกหนี้ และที่สำคัญกว่านั้นคือได้ความรู้อันทรงคุณค่ามหาศาล ที่จะ “เปิดใจ” และทำลายอคติผิดๆ เกี่ยวกับชีวิตและความคิดของคนจน จากประสบการณ์ตรงของพวกเขาที่คีวาช่วยนำมาเปิดเผย และเจ้าหนี้เองก็ไม่ต้องกังวลมากนักว่าจะไม่ได้รับเงินกู้คืน เพราะคีวากลั่นกรององค์กรที่เลือกมาเป็น field partner อย่างเคร่งครัด และ field partner แต่ละรายก็กลั่นกรองลูกหนี้มาให้แล้วอีกรอบหนึ่ง สถิติที่ผ่านมาก็ชี้ให้เห็นแล้วว่าคีวามีอัตราการผิดนัดชำระหนี้ต่ำมากอย่างน่าอัศจรรย์
ถึงแม้คีวาจะเป็น “ธุรกิจเพื่อสังคม” ในแง่ที่ใช้วิธีบริหารกิจการแบบธุรกิจ และทำ “ธุรกิจ” ชนิดหนึ่งคือปล่อยสินเชื่อ องค์กรคีวาก็ยังใช้รูปแบบเป็นเอ็นจีโอ (ไม่แสวงหากำไร) อยู่ เพื่อหลีกเลี่ยงความยุ่งยากทางกฎหมาย (เช่น กฎหมายสถาบันการเงิน) และเพื่อพิสูจน์ความตั้งใจจริงว่าต้องการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในประเทศกำลังพัฒนา ปัจจุบันคีวามีพนักงานประจำทั้งหมด 16 คน และอาสาสมัคร (ไม่ได้รับค่าตอบแทน ใดๆ) อีก 250 คน มีสำนักงานใหญ่ในกรุง ซานฟรานซิสโก พนักงานส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 20-30 ปี ส่วนใหญ่บอกว่าการทำงานให้คีวา คือ “งานในอุดมคติ” ของพวกเขา
ในฐานะองค์กรไม่แสวงหากำไร คีวาอยู่ได้ ด้วยเงินบริจาคและปัจจัยสนับสนุนอื่นๆ มากมายจากหลายฝ่าย เช่น เพย์พาล (http://www. paypal.com/) ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการรับและจ่ายเงินกู้ให้กับคีวา ยินดีให้บริการกับคีวา โดยไม่คิดค่าตอบแทนใดๆ (ปกติเพย์พาลจะได้เงินค่าคอมมิสชั่น คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าเงินที่โอนผ่านเพย์พาล) นอกจากนั้นบริษัทยักษ์ใหญ่ในโลกอินเทอร์เน็ตหลายราย เช่น กูเกิล มายสเปซ ยูทูบ ไมโครซอฟท์ และยาฮู ! ก็ยินดีช่วยโปรโมตคีวาบนเว็บหรือสินค้าของตัวเอง ด้วยวิธีการอันหลากหลายโดยไม่คิดค่าโฆษณา นอกจากนี้คีวายังได้ รับเงินสนับสนุน (grant) จากมูลนิธิของอเมริกาหลายแห่ง เช่น Kellogg, Draper Richards และ DOEN ไม่นับเงินบริจาคจากเจ้าหนี้ปัจเจกชน ซึ่งแม็ต แฟลนเนอรี หนึ่งในสองผู้ก่อตั้งคีวา กล่าวว่า เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ (operating expense) รายเดือนของคีวา (ทุกครั้งที่เจ้าหนี้ให้เงินกู้ ก่อนที่เพย์พาลจะยืนยันการโอนเงิน คีวาจะถามว่าเจ้าหนี้จะยินดีเจียดเงินอีกก้อนหนึ่งเป็นเงินบริจาค เพื่อสนับสนุนกิจการของคีวาด้วยหรือไม่)
เงินจำนวน 25 เหรียญ อาจเป็นเพียง “เศษสตางค์” สำหรับชนชั้นกลางในประเทศร่ำรวย แต่เป็นเงินจำนวนไม่น้อยสำหรับคนจน ในประเทศยากจน และเมื่อนำเงิน 25 เหรียญจากเจ้าหนี้หลายสิบคนมารวมกันเป็นหลายร้อยเหรียญ เงินจำนวนนั้นก็อาจเปลี่ยนชีวิตของคนจนได้อย่างน่าทึ่ง เจสสิกา แฟลนเนอรี หนึ่งในผู้ก่อตั้งบอกว่า จากการเก็บสถิติที่ผ่านมา คีวาพบว่าเงินกู้หนึ่งก้อนโดยเฉลี่ยจะส่งผลกระทบต่อคนประมาณ 15 คน ซึ่งจำนวนนี้รวมถึงคนในครอบครัวของผู้ประกอบการ (ลูกหนี้) ลูกจ้างในธุรกิจของเขา และผู้มี ส่วนได้เสียรายอื่นๆ
คีวาเป็นกิจการเพื่อสังคมที่อาจถือว่าเป็น “ผลผลิตของความรัก” โดยแท้ เพราะเกิดจาก การประสานความฝันของผู้ก่อตั้งทั้งสองคน ผู้เป็นคู่ชีวิตกันอย่างลงตัว โดยฝ่ายชายคือ แม็ต แฟลนเนอรี ต้องการสร้างกิจการของตัวเองบน อินเทอร์เน็ต ในขณะที่ภรรยาของเขาคือ เจสสิกา แฟลนเนอรี ได้รับแรงบันดาลใจมหาศาลจากการได้ฟังสุนทรพจน์ของมูฮัมหมัด ยูนุส ผู้ก่อตั้งธนาคารกรามีน ในปี 2003 จนเธออยากริเริ่มกิจการไมโครเครดิตบ้าง แม็ตนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของเขาในธุรกิจเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ต มาทำให้ความฝันของเขาและภรรยาเกิดเป็นความจริงไปพร้อมๆ กัน ในรูปกิจการ เพื่อสังคมขนาดเล็กที่กำลังสร้างแรงบันดาลใจ ละแรงกระเพื่อมเกินตัวไปทั่วโลก ช่วยเหลือคนจนให้หลุดพ้นจากบ่วงความจน สร้างโมเดลการปล่อยกู้แบบใหม่ ที่พลิกความเชื่อกระแสหลักจากหน้ามือเป็นหลังมือ และขยับขยายจิตสาธารณะของคนธรรมดาๆ จำนวนมหาศาลที่กำลังเรียนรู้ด้วยการใช้เงินของตัวเองว่า คนจนในโลกนี้กำลังพยายามเอาตัวรอด ในกระแสโลกาภิวัตน์อย่างไรบ้าง และเงิน 25 เหรียญมีความหมายมากเพียงใด สำหรับประชากรของประเทศที่คนส่วนใหญ่ยังมีรายได้ ไม่ถึง 3-4 เหรียญต่อวัน
หน้า 41

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *