"ธนาคารต้นไม้" ปฏิบัติการล้างหนี้

“ธนาคารต้นไม้” ปฏิบัติการล้างหนี้
• คุณภาพชีวิต
• เรื่องเด่น
ฟื้นธุรกิจ”สตรอว์เบอร์รี” ที่สะเมิง

“ไหน…ใครเป็นหนี้บ้าง ?”

พระอาจารย์สรยุทธ ชยปัญโญ เจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุดอยผาส้ม เอ่ยถามขึ้น …ไม่มีเสียงแต่มือชูแทนคำตอบกันพรึ่บทั้งอาคารแสดงธรรม วันนี้พระอาจารย์ชวนชาวบ้านรอบๆ ดอยมาพูดคุยกันที่วัดเพื่อหารือสารทุกข์สุกดิบของชุมชน เนื่องจากมีนักการเมืองฝั่งรัฐบาล คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ มาร่วมรับฟังด้วย เผื่อว่าจะได้ฝากฝังปัญหากลับไปให้ท่านนายกฯ แก้ไข

‘หนี้สตรอว์เบอร์รี’ เป็น ‘ทุกข์’ ของเกษตรกรอำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นปัญหาเดียวกับเกษตรกรที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่อื่นๆ ที่เป็นหนี้สะสมจากการกู้ยืมธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์มาลงทุน ปีไหนโชคไม่ดีก็ขาดทุน ในขณะที่ค่าปุ๋ย ค่าเมล็ดพันธุ์ก็แพงขึ้นทุกปี ไม่มีเงินส่งก็ไปกู้หนี้นอกระบบไปใช้คืนหนี้ในระบบ หนี้ก็ทับถมพัวพันไปถึงลูกหลานจนไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร การหันหน้าเข้าวัดอาจช่วยชโลมจิตใจให้สงบเยือกเย็นขึ้นมาบ้าง

“ที่ยกมือเป็นเรื่องจริงทั้งนั้น ไม่มีใครไม่เป็นหนี้ อย่างน้อยต้องหมื่น สองหมื่น” พระอาจารย์บอก “สตรอว์เบอร์รี เป็นผลไม้ขึ้นชื่อของอำเภอสะเมิง บางคนอาจเคยมีรายได้ถึง 5 – 6 ล้านบาทต่อปี แต่การปลูกพืชในปัจจุบันมีปัญหา อย่างกระเทียมก็ขายไม่ออก ไม่ใช่เพราะ FTA แต่เกษตรกรเจ๊งเพราะต้นทุนสูง ดอกเบี้ยสูง”

“ชาวบ้านไม่รู้เท่าทัน พอมีถนนตัดผ่านก็อยากได้รถ พอมีไฟฟ้าเข้ามาได้ดูทีวี ฟังวิทยุ เห็นโฆษณาก็อยากได้บ้าง แต่นิสัยชาวบ้านชอบแข่งขันกัน เพราะบ้านใกล้กันมันเห็นกันทุกวัน บ้านนี้มีรถเราก็น่าจะมีบ้าง พอเขาปล่อยกู้ง่ายๆ ก็คว้าหมับ จนใครไม่ไปกู้คนนั้นพลาดโอกาสงาม พอเป็นหนี้ก็เริ่มทุกข์แล้ว ตอนนี้เริ่มรู้ความผิดพลาดของตัวเองแล้วอยากกลับตัว” พระอาจารย์พูดถึงการพัฒนาและความทันสมัยของโลกยุคใหม่ที่ได้ซ้อนปัญหาเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง

“ต้องเจ็บตัวก่อนแต่มันสายไปแล้วเพราะย้อนเวลาไม่ได้ เงินหมุนก็จำเป็น ดอกเบี้ยก็ตามมาอีก ต้องทำไปเรื่อยๆ จนตาย ไปโทษรัฐบาลหลอกไม่ได้ ตบมือข้างเดียวไม่ดังหรอก ต้องยอมรับความจริง ต้องรับกรรม เพียงแต่เมื่อเขาจะปรับปรุงตัว ใครจะให้โอกาส ประเด็นอยู่ตรงนี้…”

พระอาจารย์สรยุทธ บอกว่า เมื่อมองเห็นทุกข์เหล่านี้จึงพยายามหาหนทางคลี่คลาย ทางหนึ่งที่นำมาให้ชาวบ้านเลือกเดินคือ ‘มัชฌิมาปฏิปทา’ หรือเดินไปในเส้นทางแห่งความพอเพียง ให้หันกลับมาทำเกษตรอินทรีย์ พึ่งพาตนเองเป็นหลัก พอคิดอย่างนี้ก็เห็นว่าน้ำเป็นเรื่องสำคัญ เป็นทุนของชุมชน และการทำเกษตรไม่มีน้ำไม่ได้จึงมีแนวคิดเรื่องป่าต้นน้ำตามมาเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสร้างแหล่งน้ำ

“เราเริ่มทำตั้งแต่เรื่องฝาย เรื่องป่า แต่มาติดว่าใครจะปลูก ชาวบ้านบอกเขาอยากปลูกนะ แต่เขาต้องไปทำอย่างอื่น ต้องปลูกพืชเชิงเดี่ยวใช้หนี้ไม่งั้นก็ไม่มีเงินหมุน ญาติโยมบอกพระอาจารย์มีเงินให้ยืมสักสิบล้านก่อนได้ไหมจะได้กว้านหนี้ออกจาก ธกส. แล้วจะเลิกให้หมดหันมาทำเกษตรอินทรีย์เต็มรูปแบบเลย และจะทำงานใช้หนี้ทีหลัง จากตรงนี้บังเอิญไปเห็นตัวอย่างของชุมชนพะโต๊ะที่พูดเรื่องธนาคารต้นไม้ จึงโทรไปถามว่าปลูกต้นไม้ใช้หนี้เป็นอย่างไร”

หลังจากทราบแนวทางแล้ว พระอาจารย์สรยุทธ จึงนำแนวทาง ‘ธนาคารต้นไม้’ มาปรับใช้ในพื้นที่คือ ปลูกต้นไม้เพื่อให้เป็นป่าต้นน้ำและนำเสนอโครงการต่อ ธกส. เพื่อให้รับรองเป็นสินทรัพย์และนำมาผ่อนชำระหนี้สตรอว์เบอร์รีได้ เพราะต้นไม้จะมีมูลค่าสูงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยจนขายไม่ได้ อาจเป็นเรื่องต้องใช้เวลา แต่เป็นการเก็บออมวิธีหนึ่งที่อาจแก้ปัญหาหนี้สินและทำให้ชาวบ้านมีโอกาสหันมาปลูกป่า

ทั้งนี้ ‘ธนาคารต้นไม้’ จะใช้วิธีการดูแลและรู้กันเองว่าต้นไม้ต้นไหนเป็นของใคร ส่วนวัดจะบันทึกว่าใครปลูกไว้กี่ต้น ตรงไหนบ้าง ซึ่งนอกจากปลูกต้นไม้ในป่าต้นน้ำแล้วยังปลูกแซมไปตามไร่และบริเวณบ้านด้วย

ปัจจุบันโครงการ ‘ธนาคารต้นไม้’ ของพระอาจารย์สรยุทธแห่งดอยผาส้มกำลังอยู่ในขั้นตอนการลองผิดลองถูก เนื่องจากยังต้องหากระบวนการป้องกันการตัดไม้ก่อนกำหนด การถูกขโมยไม้ การดูแลต้นไม้ รวมไปถึงการประสานงานกับทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์และนักวิชาการในการประเมินมูลค่าต้นไม้

เนื่องจากการจ่ายหนี้ด้วยต้นไม้ได้ อาจต้องมีงานวิจัยมารองรับเรื่องความเหมาะสมของพื้นที่ กับชนิดพันธุ์ต้นไม้ว่าสามารถปลูกไม้ที่มีมูลค่าได้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม เวลานี้เกษตรกรรอบๆ ดอยผาส้มกำลังลงมือปลูกต้นไม้เติมเงินในธนาคารและกำลังรอคอยดอกผลอย่างมีความหวังว่าจะเปลื้องหนี้สินที่เกิดขึ้นจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยว และเมื่อพวกเขาหมดหนี้สินแล้ว จะปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำการเกษตรโดยลดการพึ่งพาเงินทุนภายนอกมาเป็นเกษตรอินทรีย์ได้อย่างที่พวกเขาตั้งใจ

ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *