ทำอย่างไร…เมื่อเงินสดล้น?

ทำอย่างไร…เมื่อเงินสดล้น?
มองมุมใหม่ : ผศ.ดร.ธีรยุส วัฒนาศุภโชค กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2547
แนวคิดธุรกิจที่ฟังดูไม่น่าเป็นปัญหา แต่ก็ทำให้เกิดผลทางลบขึ้นกับหลายๆ บริษัทในตอนนี้แล้ว นั่นคือ ปัญหาที่บริษัทมีสภาพคล่องล้นมากจนเกินไป โดยเฉพาะการที่มีเงินสดเหลืออยู่ในกิจการจำนวนมาก ซึ่งหลายท่านฟังแล้ว อาจบอกว่า น่าจะเป็นเรื่องดีทางธุรกิจมีเงินทุนหมุนเวียนมากมาย ย่อมทำให้ปัญหาและความเสี่ยงทางด้านการขาดแคลนสภาพคล่องลดน้อยลง จึงน่าจะเป็นเรื่องดี เหมือนกับที่กำลังเกิดกับบริษัทใหญ่หลายแห่งของยุโรป ไม่ว่า จะเป็น โวดาโฟน หนึ่งในผู้นำธุรกิจโทรคมนาคม โนเกีย ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือชั้นนำของโลก บริติช ปิโตรเลียม ของอังกฤษ รวมถึง เปอโยต์ ของฝรั่งเศส
บริษัทเหล่านี้ ล้วนแต่มีเงินสดส่วนเกินเหลือมากมาย และกำลังถูกจับตามองจากหลายฝ่ายเช่นกัน ว่าจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป เนื่องจาก การที่มีเงินสดคงเหลือในกิจการเกินความจำเป็นนั้น ก็นับว่าเป็นปัญหาบางประการเหมือนกัน เพราะเงินทุกบาททุกสตางค์มีต้นทุน หากนำมาวางไว้เฉยๆ นิ่งๆ ในกิจการ ย่อมก่อให้เกิดต้นทุนค่าเสียโอกาส
กิจการที่มีเงินสดคงเหลือไว้มาก อาจส่งผลทางลบต่อภาพลักษณ์ของธุรกิจ ในด้านความสามารถจัดการกับสภาพคล่องได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ จากสภาวะสภาพคล่องล้นเกินนั้น กิจการยังอาจถูกมองว่า ไม่สามารถหามาตรการมารองรับการเพิ่มขึ้นของเงินสดได้มีประสิทธิภาพ เช่น ไม่สามารถนำเงินไปลงทุน เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของธุรกิจ หรือไม่มีศักยภาพในการขยายตัวเพื่อจับโอกาสทางธุรกิจ และตลาดใหม่ในอนาคต
ผู้บริหารจึงต้องหากลยุทธ์ที่จะมาจัดการกับภาวะสภาพคล่องส่วนเกินให้เหมาะสม ซึ่งการวิเคราะห์สถานการณ์จะพบว่า สาเหตุที่ทำให้บริษัทเหล่านี้มีเงินสดคงเหลืออยู่มาก เนื่องจากอานิสงส์ของการเติบโตของตลาดในเอเชียและอเมริกาเหนือ ที่ทำให้สร้างรายได้ให้กับบริษัทมากจนทะลุเป้าในช่วงที่ผ่านมา
รวมถึงการที่อัตราดอกเบี้ยต่ำ ทำให้ต้นทุนทางการเงินของธุรกิจลดต่ำลงมากด้วย นำไปสู่การลดเงินสดที่ต้องจ่ายออกจากกิจการ ทำให้สามารถสงวนเงินสดส่วนเกินเอาไว้ในกิจการได้มาก ซึ่งจากการประมาณการตัวเลขเงินสดคงเหลือของบริษัทในยุโรป จากคาดการณ์โดยบริษัท Lehman Brothers มีสูงถึง 4.7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 72% เมื่อเทียบกับปี 2002 โดยเงินสดจำนวนมากนี้ คงต้องมีกลยุทธ์ในการจัดการที่มีประสิทธิผล เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มต่อกิจการในอนาคต
แม้ว่าสาเหตุของการเพิ่มขึ้นของกระแสเงินสดนั้น จะมาจากการขยายตัวของรายได้ก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถที่จะทำให้ผู้บริหารวางใจ โดยไม่จัดการกับสภาวะดังกล่าวได้ ดังนั้น กลยุทธ์ที่ควรมุ่งเน้นในช่วงนี้ ก็คือการมีแผนการในการลงทุนเพิ่มเติมจากแผนเดิมที่วางไว้ ซึ่งอาจจะเป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตในธุรกิจเดิม ปรับปรุงเทคโนโลยีให้สูงขึ้น รวมถึงการขยายขอบเขตของธุรกิจไปยังอุตสาหกรรมอื่นด้วย
ในการพิจารณาโอกาสขยายลงทุนเพิ่มเติมนั้น อาจต้องมีการหาโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ ซึ่งตลาดใหม่ที่ถูกจับตามองมากขึ้นจากบริษัทตะวันตกเหล่านี้ นอกจากจีนแล้ว อินเดียเริ่มเข้าสู่ความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากศักยภาพในการขยายตัวสูงในอนาคต
บริษัทที่มีสภาพคล่องส่วนเกินอยู่มาก เริ่มพิจารณาทางเลือกในการเป็น “Venture Capitalist” หรือผู้ลงทุนร่วมเสี่ยง ในลักษณะของบริษัทโฮลดิงส์ ที่จะทำการเข้าไปลงทุนและถือหุ้นในธุรกิจใหม่ๆ ที่มีโอกาสทางการเติบโตสูง แม้ว่าธุรกิจเหล่านี้จะมีความเสี่ยงในการที่อาจจะไม่ได้รับการยอมรับจากตลาด แต่ก็นับว่าคุ้มค่ากับความเสี่ยง เนื่องจากหากประสบความสำเร็จแล้ว จะทำให้ได้ผลตอบแทนที่สูงมาก
หลายกิจการไม่อยากรับความเสี่ยง และมองว่ายังไม่สามารถลงทุนขยายตัวได้ในช่วงนี้ เช่นเดียวกับกิจการในยุโรป ให้ความเห็นว่ายังต้องรอดูอีกสักหน่อย เนื่องจากคาดการณ์ว่าตลาดในอเมริกาและเอเชียน่าจะชะลอตัวลงในช่วงที่จะถึง ทำให้การลงทุนขนานใหญ่จะชะลอไปก่อน ยังไม่น่าจะมีโครงการใหญ่ๆ มากนักในช่วงนี้
กลยุทธ์ที่น่าจะนำมาจัดการกับสภาพคล่องส่วนเกิน คือ การมุ่งเน้นที่โครงสร้างทางการเงิน โดยมีทางเลือกที่น่าสนใจ เช่น การซื้อหุ้นทุนคืน ซึ่งเป็นการที่กิจการนำเงินสดส่วนเกินเข้าไปทำการขอซื้อหุ้นสามัญคืนจากผู้ถือหุ้นต่างๆ ของกิจการ โดยต้องทำการขออนุญาตจากหน่วยงานควบคุมดูแลตลาดทุนที่เกี่ยวข้อง และกำหนดราคาซื้อคืนที่เหมาะสมกับมูลค่าของกิจการ เมื่อมีการซื้อหุ้นคืนเสร็จสิ้น น่าจะส่งผลทางบวกต่อ กำไรสุทธิต่อหุ้น และราคาหุ้นของกิจการในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งยังเป็นการทำให้ขนาดของทรัพย์สินโดยรวมของกิจการกะทัดรัดขึ้น โดยสถิติการซื้อหุ้นคืนของบริษัทในอังกฤษในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2004 นี้ เพิ่มสูงขึ้นถึง 72% และมีมูลค่าสูงถึง 1.12 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
นอกจากการซื้อหุ้นคืนแล้ว อีกทางเลือกที่เป็นที่นิยมก็คือการลดหนี้สินของกิจการลง นั่นคือการนำเงินส่วนเหลือไปชำระหนี้สินก่อนกำหนด โดยวัตถุประสงค์หลักต้องการที่จะลดต้นทุนทางการเงิน หรือดอกเบี้ยที่เกิดจากหนี้สินเหล่านั้น เนื่องจากการถือเงินไว้เปล่าๆ โดยมิได้ทำอะไร ย่อมนำมาสู่ต้นทุนที่ซ้ำซ้อนทั้งสองด้าน ทั้งการเสียโอกาสจากเงินที่ถืออยู่และการจ่ายดอกเบี้ยจากหนี้สินที่มี แต่อย่างไรก็ตาม หนี้สินหลายประเภท โดยเฉพาะหนี้สินระยะยาว เช่น ตราสารหนี้ต่างที่ออกโดยกิจการนั้น หากมีการไถ่ถอนหรือชำระคืนก่อนกำหนด ต้องมีการจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมด้วย จึงต้องมีการวิเคราะห์ความคุ้มค่าเช่นกัน
ท้ายสุดหากไม่มีวิธีทางใดที่ทำได้แล้ว ก็อาจจะพิจารณาจ่ายเงินปันผลเพิ่มเติมคืนให้กับผู้ถือหุ้น เนื่องจากมองว่าหากกิจการไม่สามารถหาโอกาสในการลงทุนต่อเนื่องเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับเงินสดก้อนนั้นๆ แล้ว ก็สมควรโอนกลับไปให้ผู้ถือหุ้นทั้งหลายเป็นผู้ตัดสินใจในการนำเงินนั้นไปลงทุนต่อ หรือนำไปใช้จ่ายด้วยตนเอง เพื่อเป็นการลดต้นทุนค่าเสียโอกาสของเงินทุน ซึ่งในหลายกรณีผู้ถือหุ้นก็ให้การตอบรับที่ดี ทำให้มีราคาหุ้นที่สูงขึ้นอย่างมาก ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับกลยุทธ์และนโยบายของกิจการ ว่า จะมีการจัดการอย่างไรกับสภาพคล่องส่วนเกินให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *