ต้องเป็นที่หนึ่งให้ได้ (Conducting Your Dreams)

ต้องเป็นที่หนึ่งให้ได้ (Conducting Your Dreams)

คุณบัณฑิต อึ้งรังษี วาทยกรคนไทยที่ได้รับรางวัลระดับโลก Maazel-Vilar International จากการแข่งขันประกวดการนำวงออร์เคสตรา ที่คาร์เนกี้ฮอลล์ในปี 2545 ได้ออกหนังสือชื่อ “ต้องเป็นที่หนึ่งให้ได้” (Conducting Your Dreams) หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่พ่อแม่ทุกคนควรซื้อเพื่อนำมาใช้โค้ชให้ลูกตนเองประสบความสำเร็จในอนาคต …

ความสำเร็จของเขาได้รับแรงบันดาลใจจากการได้เข้าชมคอนเสิร์ตออร์เคสตรานิวยอร์กฟิลฮาร์โมนิค ซึ่งมีสุบิน เมธา เป็นวาทยกรนำวง โดยเข้ามาแสดงในประเทศไทยในปี 2531
จากการที่เขาเห็นว่าวาทยกรอย่างสุบิน ซึ่งเป็นชาวอินเดีย สามารถจะนำวงชั้นนำจากตะวันตกได้ เขาเองก็น่าจะสามารถก้าวขึ้นสู่เวทีระดับโลกเช่นนี้ได้เหมือนกัน จากแรงบันดาลใจนี้เอง ทำให้เขาใช้เวลาเพียง 14 ปีก็พาตนเองขึ้นสู่เวทีระดับโลกได้
อยากทราบไหมครับว่าเขาทำได้อย่างไร เขาเปิดเผยเคล็ดลับจำนวน 39 ข้อไว้ในหนังสือเล่มนี้แล้ว
และนี่คือบางส่วนที่ผมนำมาเล่าสู่กันฟัง

เริ่มต้นด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน
คุณบัณฑิต เมื่อเชื่อว่าตนเองสามารถจะทำได้แบบสุบิน เมธา เขาก็ทุ่มเทความพยายามสุดตัว เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับเด็กไทยที่เริ่มต้นการเรียนรู้ที่จะเป็นวาทยกรเมื่ออายุ 18 ปีแล้ว
หนังสือคือแหล่งที่มาของการเริ่มต้น
เมื่อมีฝันที่ชัดเจน ในตอนนั้น สิ่งที่เขาทำได้ก็คือ ไปค้นคว้าหาจากหนังสือในห้องสมุดทุกแห่งที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับดนตรีคลาสสิกเท่าที่จะหาได้ สำหรับประเทศไทยในสมัยนั้น หนังสือเหล่านั้น หาได้น้อย และส่วนใหญ่ที่มีก็จะเป็นภาษาอังกฤษ
ต่อมาเมื่อเขาได้ไปเรียนบริหารธุรกิจที่ออสเตรเลียตามความปรารถนาของทางบ้าน เขาก็เลือกเรียนดนตรีคลาสสิกเป็นปริญญาใบที่ 2 อีกด้วย
เขาร่ำเรียนหนัก และฝึกฝนอย่างหนักด้วยเช่นกัน
การอ่านช่วยเขาได้
เท่าที่ศึกษาจากประวัติของเขา คุณบัณฑิตได้ดีเพราะการอ่านหนังสือ เขาบอกว่า เขาอ่านหนังสือมาเป็นพันๆ เล่ม โดยที่เขาเลือกอ่านหนังสืออยู่ 4 ประเภท คือหนังสือเกี่ยวกับดนตรีคลาสสิก หนังสือประวัติบุคคลสำคัญทุกสาขา หนังสือเกี่ยวกับการพัฒนาตนเอง และหนังสือเกี่ยวกับละครโอเปรา เขาเป็นคนที่อ่านแล้วนำแนวทางที่เขาอ่านมาประยุกต์ใช้กับตัวเองอย่างมาก
การฝึกฝนด้วยจินตนาการ
เขาเรียนรู้ว่ามีนักเปียโนชาวจีนคนหนึ่ง ซึ่งต้องติดคุกอยู่หลาย 10 ปีในช่วงที่จีนปฏิวัติวัฒนธรรม ในระหว่างที่ติดคุกนั้น นักดนตรีท่านนี้เขียนรูปคีย์บอร์ดเปียโนลงบนฝาผนังห้อง และฝึกฝนด้วยการจินตนาการเอา ปรากฏว่าหลังจากกออกจากคุกมาเล่นเปียโนตามเดิม ฝีมือกลับไม่ได้ตกลงแต่อย่างใด
นอกจากนี้เขาเขียนถึงงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ซึ่งบังเอิญผมก็ได้ดูมาจากดีวีดีเรื่อง Success Principles by Jack Canfield โดยอ้างถึงการศึกษาของทีมบาสเกตบอลในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในอเมริกา ทีมนั้นแบ่งนักบาสออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ไม่มีการฝึกใดๆ กลุ่มที่ 2 ฝึกยิงลูกโทษบนสนาม กลุ่มที่ 3 ฝึกยิงในใจ
ปรากฏว่า 30 วันผ่านไป เขาประเมินผลการยิงของแต่ละกลุ่ม ออกมาได้ดังนี้ กลุ่มแรก ผลงานเท่าเดิม กลุ่มสองที่ฝึกจริง ผลงานดีขึ้น 24% กลุ่มสามฝึกโดยจินตนาการ ผลงานดีขึ้น 23%
เมื่อเขาเรียนรู้ว่าการฝึกฝนนั้นสามารถทำได้ในใจ ทุกครั้งที่เขามีเวลาว่าง ยืนเข้าคิว เดินทาง หรือตอนไหนก็ตาม เขาก็จะฝึกฝนการเป็นวาทยกรในใจ นอกเหนือไปจากการฝึกฝนด้วยการลงมือทำจริงๆ สาเหตุนี้นี่เอง ทำให้เขาใช้เวลาเพียงไม่นาน ก็สามารถก้าวขึ้นสู่การแข่งขันบนเวทีโลกได้อย่างสง่างาม
Super Learning
ในตอนที่เขาเรียนรู้การเป็นวาทยกรอยู่นั้น เขาได้ไปหาซื้อวิดีโอของวาทยกรเก่งๆ ระดับโลก ทั้งหมดเท่าที่เขาจะหาได้ แล้วนำมาดู ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก นับร้อยๆ ครั้ง จนกระทั่งเข้าใจว่า วาทยกรเก่งๆ เหล่านั้นเขาสื่อสาร และนำวงอย่างไร
และเมื่อใดก็ตามที่เขามีโอกาส เขาจะไปสังเกตการณ์ การฝึกซ้อมของวาทยกรที่เก่งๆ เหล่านั้น เพื่อที่จะเรียนรู้จากของจริงว่า คนเก่งๆ เขาฝึกฝน และซักซ้อมอย่างไรจึงเก่งขึ้นมาได้ แล้วนำเทคนิคต่างๆ เหล่านั้นมาฝึกฝนให้เกิดความชำนาญ
ทำมากกว่าสั่ง
จากการศึกษาคนเก่งๆ มาจำนวนมาก เขาพบว่าคนเก่งๆ ที่ประสบความสำเร็จนั้น มีลักษณะพิเศษที่คล้ายๆ กันอยู่ข้อหนึ่งคือ ทำเกินความคาดหวังมากๆ คุณภาพของงานจากคนเก่งๆ นั้นจะต้องเป็นเลิศ และมากกว่าสิ่งที่คนอื่นคาดหวังอย่างคาดไม่ถึงเสมอ หากเป็นเด็กก็จะตั้งใจทำให้ได้เกินความคาดหวังของพ่อแม่ และครูบาอาจารย์ หากเป็นคนทำงาน ก็จะทำมากกว่าที่นายสั่ง คนเก่งๆ จะเพิ่มคุณค่าลงในงานที่ตนเองได้รับมอบหมาย จะไม่ทำเพียงเพื่อให้ได้งานตามที่สั่งเท่านั้น แบบประเภทที่ว่าขอทำให้พ้นๆ หรือลวกๆ เพียงเพื่อให้เสร็จ หรือให้ได้ตามสั่งนั้นไม่มี เขาเรียนรู้ว่าคนที่ทำงานให้ได้คุณภาพเป็นเลิศนั้น ไม่มีวันตกอับ ดังนั้นเมื่อเขาประสบความสำเร็จ และได้รับการว่าจ้างให้ไปแสดง หากงานไหนมีค่าตัวแพงๆ เขามักจะวิตกเสมอ เพราะว่า เขาต้องการที่จะแสดงให้ยิ่งเหนือความคาดหมายขึ้นไปอีก
พัฒนาอย่างไม่หยุดหย่อน
“ผมไม่เคยหยุดการฝึกฝน และการเรียนรู้ในงานของผม ผมเชื่อว่า ไม่ว่างานใดๆ ก็ตามในยุคนี้ เราไม่สามารถหยุดการฝึกฝน และการพัฒนาตนเองได้ มิฉะนั้นแล้ว ก็จะมีใครบางคน เขาแซงหน้าเราไปได้” เขาเขียนในหนังสือเล่มนี้
ทักษะภาษา
การจะเป็นวาทยกรระดับโลก ที่ต้องไปเปิดการแสดงในประเทศต่างๆ นั้น การสื่อสารด้วยภาษาที่หลากหลายเป็นสิ่งที่จำเป็น เขาพูดได้ 3 ภาษาคือ ไทย อังกฤษ และอิตาเลียน
เตรียมตัวให้มากเข้าไว้
เขาเริ่มเข้าสู่การแข่งขันวาทยกร ตั้งแต่อายุ 20 มีทั้งแพ้ และชนะ ในตอนแรกๆ เมื่อใดที่เขาพ่ายแพ้ เขาจะกลับมาทบทวนตนเองเสมอว่า ที่แพ้นั้น เพราะสาเหตุอันใด แล้วนำบทเรียนที่ผิดพลาดมาปรับปรุงแก้ไข
สิ่งที่เขาได้เรียนรู้ในระหว่างที่อยู่ในต่างประเทศก็คือ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขัน หรือการเข้าสมัครงาน หากเขาทำได้เพียงเท่าเทียมกับคนท้องถิ่น โอกาสชนะหรือการได้งานก็จะน้อยมาก เพราะเขาย่อมต้องเลือกหรือจ้างคนท้องถิ่นด้วยกันอย่างแน่นอน ดังนั้น เขาจะฝึกฝนอย่างหนักหน่วง เพื่อให้แน่ใจว่า หากเปรียบเทียบกับคนท้องถิ่นแล้ว เขาจะต้องดูเป็นเลิศ และทิ้งห่างแบบชนิดไม่เห็นฝุ่น เพื่อสร้างโอกาสที่จะถูกเลือกให้มากที่สุด
สรุป
หนังสือเล่มนี้ เป็นมากกว่าหนังสือเกี่ยวกับดนตรีคลาสสิก และการเป็นวาทยกร แต่ว่าเป็นหนังสือที่คนไทยทุกๆ คนควรอ่าน เพื่อที่จะได้เรียนรู้ว่า แทนที่เราแต่ละคน จะเลือกเพียงแค่อยู่รอดนั้น เราควรจะมุ่งมั่นฟันฝ่าให้ถึงที่สุด ด้วยการลงมือทำให้เป็นเลิศจริงๆ
ที่มา : http://jobmsn.jobjob.co.th

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *