ต้นกล้า…สู่การมีอาชีพที่ยั่งยืน

ต้นกล้า…สู่การมีอาชีพที่ยั่งยืน

Post Today – จากการที่เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกจนส่งผลให้การส่งออกและการท่องเที่ยวของประเทศตกลงอย่างน่าใจหาย …
ทำให้โรงงานต่างๆ ต้องลดกำลังการผลิต ลดอัตรากำลังคน หลายบริษัทต้องปิดกิจการ ผลที่ตามมาคือการว่างงานซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยจำนวนผู้ว่างงานในปี 2551 มากถึง 5 แสนคน และคาดกันว่าในปี 2552 นี้จะเพิ่มเป็น 1 ล้านคน ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงได้ตั้ง “โครงการต้นกล้าอาชีพ” ขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือกลุ่มคนเหล่านี้

แก้ว่างงานด้วยการฝึกอาชีพ

ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน รองประธานคณะกรรมการบริหารโครงการและประธานอนุกรรมการดำเนินงานโครงการต้นกล้าอาชีพ กล่าวว่า ในเดือนก.พ. ที่ผ่านมา มีจำนวนผู้ตกงานกว่า 1 แสนคน ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก รัฐบาลจึงมองการแก้ไขปัญหาการว่างงานเป็นเรื่องเร่งด่วนและมีความจำเป็น ประกอบกับบทเรียนวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ซึ่งก่อให้เกิดการว่างงานในลักษณะนี้และคนส่วนใหญ่กลับไปชนบทเป็นภาระของพ่อแม่

“รัฐบาลคิดว่าคราวนี้น่าจะช่วยให้คนเหล่านี้มีความพร้อมเพื่อกลับไปชนบทโดยไม่เป็นภาระแต่จะไปช่วยพัฒนาชนบทให้มีรายได้ อันนี้เป็นหลักคิด และด้วยเหตุผลดังกล่าวรัฐบาลจึงคิดว่าถ้าได้ฝึกอบรมอาชีพให้คนว่างงานแล้วให้เขากลับไปทำงานที่ชนบทหรือไปเป็นผู้ประกอบการก็จะช่วยให้ชนบทมีงานทำและมีรายได้เพิ่มขึ้นจึงได้ตั้งโครงการต้นกล้าอาชีพขึ้นมาเพื่อฝึกอาชีพให้พวกเขา”

ดร.กนก กล่าวต่อว่า การที่รัฐบาลจัดการฝึกอบรมทักษะให้ผู้ว่างงานแล้วกลับไปชนบทเพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่นั้นรู้ว่าเป็นเรื่องที่ยากลำบากในสภาวการณ์ขณะนี้ ซึ่งเหมือนกับการปลูกต้นไม้เล็กๆ ที่เรียกว่าต้นกล้า แต่ก็หวังว่าสักวันหนึ่งต้นกล้าเล็กๆ เหล่านี้จะเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา ให้ผล และผลผลิตอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์กับตนเองและผู้อื่นต่อไป

“ขณะนี้มีตำแหน่งงานที่ยังว่างอยู่มาก ถ้าเราฝึกคนให้ตรงกับตำแหน่งที่เปิดรับก็จะช่วยให้คนเหล่านี้มีงานทำมากขึ้น เป็นการบรรเทาทุกข์และความเดือดร้อนของผู้ว่างงานได้ในระดับหนึ่ง” ดร.กนก กล่าว

เปิดให้บริษัทเข้าร่วมชะลอว่างงาน

ไม่เฉพาะคนที่กำลังตกงาน คนที่ถูกเลิกจ้าง หรือแม้แต่นักเรียนนักศึกษาที่เพิ่งจบใหม่ไม่มีงานทำเท่านั้นที่มีสิทธิสมัครเข้าโครงการนี้ แต่ต้นกล้าอาชีพยังได้เปิดกว้างให้บริษัทต่างๆ ที่กำลังจะต้องปลดพนักงานได้เสนอตัวเข้ามาร่วมโดยที่รัฐบาลพร้อมจะให้ความช่วยเหลือในการฝึกอบรมให้กับพนักงานบริษัทนั้นๆ ด้วย แต่มีคำมั่นสัญญาว่าบริษัทจะไม่เลิกจ้างคนกลุ่มนี้ไปอีก 1 ปี

ประธานอนุกรรมการดำเนินงานโครงการต้นกล้าอาชีพ กล่าวว่า ถ้าบริษัทซึ่งอยู่ตามเกณฑ์ที่กำหนด เช่น เป็นบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับการส่งออกและการท่องเที่ยว รัฐบาลจะให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกเพราะกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ฟื้นตัวเร็ว ส่วนในด้านอื่นๆ ถ้ามีงบประมาณเหลือรัฐก็จะสนับสนุน

“แต่บริษัทจะต้องเสนอตัวเข้ามาเพราะรัฐบาลไม่รู้ว่าบริษัทไหนตกอยู่สภาพอย่างนี้ ฉะนั้นบริษัทจะต้องแสดงตน ซึ่งหากผู้บริหารบริษัทนั้นๆ ตัดสินใจเข้าโครงการก็จะประสานผ่านสภาอุตสาหกรรม หอการค้าแห่งประเทศไทย กระทรวงแรงงาน หรือกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อให้รัฐบาลเข้ามาช่วยฝึกอบรมเพิ่มศักยภาพพนักงาน โดยจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้กับพนักงานเดือนละ 4,800 บาท และให้ค่าอบรมเดือนละ 5,000 บาท ทว่ามีสัญญาว่าบริษัทจะต้องไม่เลิกจ้างคนกลุ่มนี้ไปอีก 12 เดือน ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ก็เท่ากับเป็นการช่วยรักษาตำแหน่งงานนี้ให้ยืดต่อไปอีก 12 เดือน” ดร.กนก อธิบาย

ดร.กนก กล่าวอีกว่า หากบริษัทแจ้งความจำนงสมัครเข้าโครงการแล้วแต่เกิดเปลี่ยนใจไม่เข้าร่วม สุดท้ายบริษัทต้องปิดกิจการทำให้พนักงานตกงานไปโดยปริยาย กรณีอย่างนี้พนักงานสามารถที่จะมาสมัครเข้าโครงการได้อยู่ เพราะโครงการจะไปสิ้นสุดเดือนมี.ค. 2553

ทั้งนี้ ดร.กนก ได้กล่าวเตือนผู้ที่คิดว่าตัวเองมีความเสี่ยงอาจจะถูกเลิกจ้างหรือตกงานว่า ควรพยายามทำงานให้เต็มที่ พยายามช่วยบริษัทให้มากเพื่อบริษัทจะได้ไม่ต้องลดกำลังการผลิต หรือไม่ต้องขาดทุนจนต้องปิดกิจการ อันที่ 2 ถ้าบริษัทที่ทำงานดูถ้าไม่ไหวจะต้องมีการลดจำนวนพนักงานลง สมมติ 20% พนักงานก็อาจไปเสนอกับผู้บริหารของบริษัทให้ไปเข้าร่วมการชะลอการว่างงานของโครงการนี้ ส่วนผู้บริหารจะเห็นด้วยหรือไม่อีกเรื่องหนึ่ง

เวทีนี้…เฉพาะคนตกงาน

โครงการต้นกล้าอาชีพเรียกได้ว่าเป็นโครงการที่มีแต่ได้กับได้ กล่าวคือผู้ว่างงานจะได้ทั้งอาชีพติดตัวและเงินเบี้ยเลี้ยงการอบรมที่รัฐบาลจัดให้ในช่วง 1 เดือน เป็นเงิน 4,800 บาทต่อคนต่อเดือน ค่าพาหนะให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรม 720 บาทต่อคนต่อเดือน รวมทั้งค่าพาหนะในการเดินทางเข้ามาอบรมครั้งแรกในอัตราเหมาจ่าย 1,000 บาทต่อคนด้วย

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้เงินอุดหนุนเพื่อการประกอบอาชีพสำหรับผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมแล้วจะไปประกอบอาชีพที่ภูมิลำเนา จำนวน 4,800 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นเวลาไม่เกิน 3 เดือน ทั้งนี้ จะต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการบริหารโครงการฯ รวมทั้งค่าพาหนะเดินทางกลับภูมิลำเนาเหมาจ่าย 1,000 บาทต่อคน

ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นโครงการที่มีแต่ได้กับได้อาจทำให้บางคนที่มีงานทำอยู่แล้วคิดเบียดเบียนที่ของผู้ว่างงานโดยเห็นเงินเป็นที่ตั้ง ประธานอนุกรรมการดำเนินงานโครงการต้นกล้าอาชีพ กล่าวว่า โครงการนี้จากที่มีการเปิดรับสมัครในวันแรกทางออนไลน์เมื่อวันที่ 18 มี.ค. ที่ผ่านมานี้ได้รับการตอบรับดีมากจากผู้ว่างงาน ซึ่งเป็นที่น่ายินดีคือผู้ว่างงานได้เข้าไปเช็กหลักสูตรที่เว็บไซต์ (ต้นกล้าอาชีพดอตคอม Tonkla-archeep.com) ที่โครงการได้เสนอไว้ 939 หลักสูตร อย่างแน่นขนัดอันแสดงว่าผู้ว่างงานมีคุณภาพซึ่งเป็นนิมิตหมายที่ดี

“ผู้ที่มาสมัครเข้าโครงการถ้าทำงานในระบบประกันสังคมเราสามารถตรวจสอบได้ แต่ถ้าอยู่นอกระบบประกันสังคมจะตรวจสอบไม่ได้ ตรงนี้ต้องขอความเห็นใจแทนผู้ว่างงานตัวจริงว่าเมื่อผู้มีงานทำอยู่แล้วกรุณาให้โอกาสผู้ว่างงานก่อนอย่างน้อยเขาจะได้ความรู้และเบี้ยเลี้ยงมีข้าวกินในช่วง 1 เดือนของการฝึกอบรม และหลังจากนี้ไปก็หวังว่าเขาจะมีงานทำและมีอาชีพของตัวเอง” ดร.กนก กล่าวพร้อมขอความเห็นใจแทนผู้ว่างงาน

คัดกรองผู้เข้าอบรมโดยคอมพิวเตอร์

ดร.กนก กล่าวต่อว่า โครงการนี้มีระยะเวลาโครงการ 1 ปี แบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกตั้งแต่เดือนมี.ค. ไปสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. ซึ่งเป็นปีงบประมาณ 2552 งบประมาณที่ใช้ 6,900 ล้านบาท รับผิดชอบผู้ว่างงานที่ 2.4 แสนคน ส่วนช่วงที่ 2 จะเริ่มวันที่ 1 ต.ค.-31 มี.ค. 2553 ซึ่งจะรับผิดชอบการว่างงานอยู่ที่ 2.6 แสนคน และขณะนี้เตรียมคำของบประมาณเสนอรัฐบาลไปแล้วในกรอบวงเงินประมาณ 7,000 ล้านบาท

ดังนั้น โอกาสอย่างนี้มีไม่บ่อยครั้ง โครงการจะจัดให้มีการลงทะเบียนเข้ารับการฝึกอบรมทุกเดือน เดือนละ 1 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 7 วันในการลงทะเบียน ซึ่งผู้สมัครสามารถเลือกหลักสูตรฝึกอบรมได้ไม่เกิน 5 หลักสูตร ในแต่ละเดือนระบบสารสนเทศของโครงการจะทำการสุ่มคัดเลือกผู้เข้าอบรมในแต่ละหลักสูตรและช่วงเวลาของหลักสูตรที่ผู้สมัครได้ทำการเลือกไว้ และคนหนึ่งฝึกได้เพียง 1 หลักสูตรเท่านั้น

เมื่อการสุ่มคัดเลือกผ่านเวลาของหลักสูตรที่ผู้สมัครทำการเลือกไว้ไปแล้ว ผู้สมัครที่ยังไม่ได้รับการคัดเลือกเข้าอบรมสามารถสมัครเข้ามาเลือกหลักสูตรอบรมใหม่ได้อีกเมื่อโครงการประกาศเพิ่มเติมหลักสูตรใหม่

สำหรับหลักสูตรที่ประกาศใช้ในการลงทะเบียนในเดือนมี.ค. 2552 นี้เป็นหลักสูตรที่ใช้ในการฝึกอบรมเดือนเม.ย. พ.ค. และมิ.ย. 2552 กำหนดรับลงทะเบียนครั้งที่ 1 วันที่ 18-24 มี.ค.นี้ จัดให้มีการลงทะเบียนรับสมัคร (ออนไลน์) และทั่วประเทศ 7 วัน ตั้งแต่ 18-31 มี.ค. วันที่ 25 มี.ค.

ทำการคัดเลือกผู้เข้าฝึกอบรมโดยวิธีสุ่ม วันที่ 26 ประกาศรายชื่อผู้เข้าฝึกอบรม (พร้อมชื่อผู้สำรอง) ทางอีเมล อินเทอร์เน็ต เอสเอ็มเอส และประกาศติดสถานที่ฝึกอบรมและสถานที่ราชการที่เกี่ยวข้อง 27-29 มี.ค. ผู้ฝึกอบรมรายงานตัวที่สถานที่ฝึก วันที่ 30 มี.ค. ประกาศรายชื่อผู้ได้สำรองไปรายงานตัว 30-31 มี.ค. ผู้ได้สำรองไปรายงานตัวที่สถานฝึกอบรม และวันที่ 1 ม.ย. เริ่มฝึกอบรมถึงวันที่ 30 เม.ย.

ดร.กนก กล่าวว่า ส่วนครั้งต่อๆ ไปก็จะมีกำหนดการเกี่ยวกับการลงทะเบียนเหมือนๆ กัน ซึ่งผู้ที่สงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่คอลเซ็นเตอร์รัฐบาลหมายเลข 1111 และสำนักงานปลัดสำนักนายกฯ โทร. 02-282-6982, 02-282-3621 หรือที่เว็บไซต์ ต้นกล้าอาชีพ ดอตคอม (Tonkla-archeep.com)

ในช่วงเศรษฐกิจโลกรวมทั้งเศรษฐกิจไทยกำลังประสบกับภาวะวิกฤตในขณะนี้ ผู้ว่างงานของไทยที่คาดกันว่าจะมี 1 ล้านคน คงนิ่งเฉยไม่ได้แล้ว โอกาสดีๆ มาถึงไม่รีบคว้าไว้ ท่านอาจจะเป็นผู้หนึ่งที่ตกงานถาวรก็ได้

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *