ต่อยอดนวัตกรรม

ต่อยอดนวัตกรรม

โดย แจ็ค มินทร์ อิงค์ธเนศ [27-11-2007]

คอลัมน์คิดนอกกรอบใน “บิสิเนสไทย” ฉบับนี้ผมขอต่อยอดจากฉบับที่แล้วอีกสักครั้งในเรื่อง พื้นฐานการศึกษา ที่ผมเชื่อว่าจะเป็นตัวแปรที่ช่วยแก้วิกฤตให้บ้านเราได้ไม่น้อย โดยเฉพาะในเรื่อง “นวัตกรรม” ที่ต้องยอมรับว่าบ้านเราขาดแคลนจริงๆ
ที่น่าเสียดายมากๆ ก็ตรงที่บทบาทของนวัตกรรมในวันนี้มีแต่จะเพิ่มสูงขึ้นตามภาวะ Globalization Effect ที่ทำให้นวัตกรรมต่างๆ หลั่งไหลไปได้ทั่วโลกอย่างไม่มีพรมแดน กลายเป็นสินค้าและบริการใหม่ๆ สร้างเงินเข้าประเทศได้มากมาย

โดยเฉพาะนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ของคน ซึ่งความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ เข้ามาช่วยยกระดับให้เราใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้ไม่ได้ถูกผูกขาดอยู่กับประเทศใหญ่ๆ หรือบริษัทใหญ่ๆ เหมือนในอดีต

อาจเป็นเพราะรูปแบบของเศรษฐกิจการค้าในวันวานนั้นเน้นหนักที่การพัฒนาความรู้กันตั้งแต่รากฐาน ซึ่งหมายถึงเม็ดเงินในการวิจัยและพัฒนามหาศาล นวัตกรรมจึงเกิดจากบริษัทไม่กี่แห่งที่มีเงินทุนหนาเพียงพอ

เช่นบริษัท AT&T ก็ได้จากเบลล์แลบ อันเลื่องชื่อ หรือศูนย์วิจัยของ Xerox ที่ทุ่มงบมหาศาลในแต่ละปี และงบวิจัยเหล่านี้ก็มักจะกระจุกอยู่ในสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก เพราะรัฐบาลสนับสนุนเต็มที่ จนมีเม็ดเงินในการวิจัยทั้งหมดถึง 43.7% ของทั้งโลก

ถัดมาก็เป็น ยุโรป 28% ญี่ปุ่นมี 21% ในขณะที่จีน อินเดียและประเทศในเอเชียมีแค่ 5.2% เท่านั้น ซึ่งดูแล้วก็ไม่น่าจะเป็นคู่แข่งของมหาอำนาจอย่างอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่นได้เลย แต่ผลลัพธ์ในวันนี้ก็ทำให้เราได้เห็นแล้วว่า “ไม่จริง”

สาเหตุสำคัญก็เพราะกระแสโลกาภิวัตน์ที่ส่งให้เศรษฐกิจของจีนและอินเดียเจริญเติบโตขึ้นมาหลายเท่าจนกลายเป็นประเทศผู้นำเข้าและส่งออกรายใหญ่ และไม่ใช่เฉพาะธุรกิจไฮเทคเท่านั้นแต่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงทุกอุตสาหกรรม

นอกจากนั้นก็คือนวัตกรรมที่เกิดขึ้นใหม่นั้น ไม่จำเป็นต้องวิจัยกันมาตั้งแต่รากฐาน แต่ยังมีนวัตกรรมสมัยใหม่ที่อาศัยการ “ต่อยอด” จากเทคโนโลยีเดิมๆที่มีอยู่แล้ว โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบหรือกรรมวิธีเปลี่ยนแปลงจากสิ่งที่มีอยู่ ก็ถือเป็นนวัตกรรมได้เหมือนกัน

นิยามของนวัตกรรมในความหมายใหม่นี้จึงคลอบคลุมถึงการตัดสิ่งที่ไม่ใช่ของใหม่ทิ้ง และเกิดสิ่งใหม่ชึ้นในสิ่งที่เคยทำ ก็ถือเป็นนวัตกรรมได้ และนวัตกรรมไม่จำเป็นต้องเกิดจากสิ่งที่ทำขึ้นมา แต่เกิดจากการข้ามอุตสาหกรรมหรือเกิดจากสิ่งที่เราเคยทำในอดีตนำมาประยุกต์ใหม่ก็ได้

เช่นในอุตสาหกรรมน้ำมัน เมื่อปีค.ศ. 1850-1859 มีคนไปเจาะน้ำมันแล้วพบที่อเมริกา อุตสาหกรรมน้ำมันจึงเกิดขึ้น และอุตสาหกรรมรถยนต์จึงตามมา แต่วิธีการเจาะน้ำมันเมื่อหลายศตวรรษก่อน ประเทศแรกที่เจาะสำเร็จกลับเป็นจีนที่ต้องการเจาะเอาเกลือขึ้นมาใช้

จีนสามารถขุดเจาะเอาเกลือมาใช้ได้ แต่กลับไม่ใช่คนแรกที่ขุดเจาะน้ำมันได้ ทั้งที่เป็นวิธีการเดียวกัน ดังนั้นถ้าจะบอกว่านวัตกรรมต้องเป็นสิ่งที่คิดขึ้นมาใหม่นั้นก็คงไม่จริง เพราะวิธีการเดียวกันแต่ประยุกต์ข้ามอุตสาหกรรมก็ก่อให้เกิดสิ่งใหม่ได้มากมาย

เพราะฉะนั้น คำนิยามของ นวัตกรรม จึงหมายถึงความสามารถที่จะสร้างความสมบูรณ์ให้กับความต้องการของคน หรือวิถีชีวิตที่ดีขึ้น และเป็นสินค้าหรือเป็นบริการที่เป็นความคิดใหม่ที่เกิดมูลค่าเพิ่ม

นวัตกรรมจึงเกิดจากที่ไหนก็ได้ และเอื้ออำนวยให้ทุกประเทศมีสิทธิ์สร้างนวัตกรรมได้เท่าๆกัน สิ่งที่เกิดขึ้น คือการค้นคว้าจะก่อให้เกิดโอกาส และเกิดเป็นสินค้าใหม่ขึ้น ทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ก็ได้

ตัวบ่งชี้ความเจริญทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศจึงไม่ได้เน้นที่การดูประสิทธิภาพเป็นหลักเหมือนในอดีต แต่เปลี่ยนเป็นนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของสังคมแห่งภูมิปัญญาต่อไปในอนาคต

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *