ตัวโน้ตจังหวะชีวิต ศุภพงศ์ กฤษณกาญจน์

ตัวโน้ตจังหวะชีวิต ศุภพงศ์ กฤษณกาญจน์
ดนตรีมีจังหวะที่บอกท่วงทำนอง ให้รู้จักเคลื่อนไหว ให้รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา กลายเป็นหลักในการบริหารงานของ “ศุภพงศ์ กฤษณกาญจน์”

“ศุภพงศ์ กฤษณกาญจน์” ประธานคณะกรรมการบริหาร กิจการโรงกลั่นน้ำมัน “ไซส์กลาง” อย่าง ระยองเพียวฯ นำหลักของดนตรีมาใช้เป็นหวะในการบริหารงาน จนอยู่รอดได้ ท่ามกลางยักษ์ใหญ่ข้ามชาติที่ได้เปรียบในเรื่องทุนหนา และโนว์ฮาวที่แข็งแกร่ง

สำหรับศุภพงศ์ นักบริหารมือฉกาจของ “ระยองเพียวริฟายเออร์” หรืออาร์พีซี ผู้บุกเบิกสร้างแบรนด์ “เพียว” ชูจุดขายโรงกลั่นของคนไทย ดนตรีไม่ใช่เพียงแค่การบรรยายและแสดงออกทางความรู้สึกเท่านั้น แต่เป็นเสมือนกลยุทธ์การทำธุรกิจอีกด้วย

“ผมมองว่าการทำธุรกิจของผมก็เหมือนการเล่นดนตรี ดนตรีมีจังหวะ มีท่วงทำนอง ทำให้เรารู้ว่าเมื่อไหร่เราควรเคลื่อนไหว เมื่อไหร่เราควรหยุด การทำธุรกิจก็เช่นกัน เราต้องรู้ว่าจังหวะไหนควรตั้งรับ หรือรุก หรือถอย” ศุภพงศ์ กล่าว

ขณะเดียวกัน การเล่นดนตรีไม่สามารถเล่นได้โดยคนๆ เดียว จะต้องมีคนอื่นๆ ร่วมด้วย

เหมือนกับธุรกิจที่จะต้องมีผู้ช่วยคนอื่นๆ เพราะไม่มีใครสามารถทำงานได้ด้วยคนๆ เดียว ทุกอย่างคือการทำงานเป็นทีม ไม่มีใครฉายเดี่ยวได้ไปจนจบรายการ

หลักดนตรีข้างต้นยังเป็นปรัชญาสู้ศึกของอาร์พีซี ให้อยู่รอดท่ามกลางคู่แข่งยักษ์ใหญ่ข้ามชาติในธุรกิจน้ำมัน

ข้อแรก ศุภพงศ์บอกว่า ต้องลงทุนให้เบา ในความหมายนี้ก็คือ งานประเภทเดียวกันหรือมีวิธีการทำใกล้เคียงกัน ต้องใช้เงินให้น้อยกว่าคู่แข่งที่เป็นยักษ์ใหญ่ข้ามชาติเหล่านั้น โดยต้องวางแผนละเอียด และมีการครีเอทีฟ

ข้อสอง ต้องพึ่งตัวเองให้มาก ตั้งแต่เรื่องเทคนิเคิล อาทิ การออกแบบโรงกลั่น วางระบบต่างๆ ไปจนถึงการบริหารจัดการ ที่ควรจะต้องลงมือทำและบริหารเองทั้งหมด เพราะถือเป็นการควบคุมเรื่องต้นทุนไปในตัว

และสุดท้าย คือ Networking ซึ่งศุภพงศ์เน้นที่การทำงานแบบไม่จำเป็นต้องลงทุนและลงแรงเองทั้งหมด อาจไปหาพาร์ทเนอร์มาร่วมมือ เพื่อสร้างประสิทธิภาพการทำงานให้มากที่สุด

ความชื่นชอบในดนตรีของศุภพงศ์จึงถึงขั้นตั้งวงของตนเองเพื่อบรรเลงในหมู่เพื่อนพ้อง

อีกภาคหนึ่งของศุภพงศ์ คือ นักการตลาดที่บุกเบิกจนเพียวเข้ามาอยู่ในการรับรู้ของคนทั่วๆ ไปว่าเป็น “สถานีบริการน้ำมันชุมชน”

ศุภพงศ์วางตำแหน่งเพียวไว้ที่สถานีบริการน้ำมันของ “ชุมชน” รายแรกและรายเดียวในไทย โดยใช้กลยุทธ์ Social Marketing สร้างสัมพันธ์ สร้างงานให้กับคนในท้องถิ่น และเน้นตลาดต่างจังหวัด ใช้ราคาที่ต่ำกว่าแต่คุณภาพสูง มาเป็นตัวกำหนดทิศทางในการทำธุรกิจ

เพราะการไปสู้กับบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่นั้น เปรียบเท่ากับการกระโดดเข้าไปในกองเพลิง หรือเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุงดีๆ นี่เอง

“ผมต้องการสร้างตลาดใหม่ขึ้นมา ไม่อยากเข้าไปแย่งตลาดกับบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ เพราะเรารู้ว่าสายป่านเราไม่มากพอ อีกทั้งผมเชื่อว่าตลาดที่สร้างขึ้นใหม่นี้มีโอกาสขยายได้อีกมาก เพราะยังเป็นนิช มาร์เก็ต”

ศุภพงศ์พลิกจุดอ่อนให้เป็นจุดแข็ง โดยเปิดโอกาสและหาทางออกให้เจ้าของกิจการปั๊มอิสระที่ไม่มีแบรนด์ ให้เป็นเจ้าของกิจการได้ โดยไม่เสียค่าแฟรนไชส์และค่าการตลาดแต่อย่างใด

ตรงนี้เองที่ทำให้เรามีลูกค้าเพิ่มขึ้น และสามารถขยายกิจการได้อย่างต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้ราว 1 ปีที่ผ่านมา อาร์พีซีใช้กลยุทธ์ผนึกกำลังร่วม (synergy) และรีแบรนดิ้ง(Re-branding) ด้วยการเปลี่ยน “โลโก้” สร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันให้กับบริษัทในเครือ ที่ประกอบหลายธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจสถานีบริการน้ำมัน ภายใต้เครื่องหมายการค้า “PURE” ในชื่อบริษัทเพียวพลังงานไทย ธุรกิจศูนย์การค้าชุมชน ในชื่อบริษัทเพียวสัมมากร ดีเวลลอปเมนท์ ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันไบโอดีเซล ในชื่อบริษัทเพียวไบโอดีเซล และธุรกิจขนส่ง ในชื่อบริษัทจตุรทิศขนส่ง

หลังใช้กลยุทธ์ดังกล่าว ก็มีการตอบรับเป็นอย่างดีทั้งจากลูกค้าและนักลงทุนอื่นๆ ให้ความสนใจบริษัทมากขึ้น ทำให้ปัจจุบันอาร์พีซีมียอดขายน้ำมันเฉลี่ย 14,000 บาร์เรลต่อวัน จากกำลังการผลิตรวมทั้งหมดอยู่ที่ 17,000 บาร์เรลต่อวัน

คาดว่าปี 2552 บริษัทจะมีรายได้ที่ 21,000 ล้านบาท ทำให้กลับมามีกำไรตามปกติเหมือนที่เคยทำได้ 200-400 ล้านบาท และจะไม่มีผลขาดทุนสต็อกน้ำมัน (stockloss) อย่างที่เคยเกิดขึ้นในปีก่อน

กับความสำเร็จในชีวิต ศุภพงศ์บอกว่าดนตรีมีส่วนอยู่ดี เพราะทำให้มีกำลังใจในการก้าวเดินไปข้างหน้าสู่จุดหมาย

“ดนตรีเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตของเรามีแรงก้าวเดินไปข้างหน้า เพื่อไปยังเป้าหมายที่เราอยากจะประสบความสำเร็จในทุกๆ ด้านที่ตั้งใจไว้”

โดย : ลมลเพ็ชร อภิสิทธิ์นิรันดร์

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *