ตลาดงานหลังเกษียณ

ตลาดงานหลังเกษียณ
BUSINESS & SOCIETY : บทความ ดร.วรภัทร กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2550
ในทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ นั้น ถ้าหากเศรษฐกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่องแล้ว ในที่สุด การจ้างงานที่เพิ่มมากขึ้น ก็จะขับเคลื่อนให้มีการปรับอัตราค่าจ้างเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
สัปดาห์ที่แล้ว ผมเดินทางไปดูงานตลาดพันธบัตรรัฐบาล และตราสารหนี้เอกชน ที่ประเทศญี่ปุ่น และได้มีโอกาสพบกับผู้บริหารองค์กรต่างๆ ของญี่ปุ่นจำนวนมาก ทำให้ได้รับทราบว่า แม้เศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่น จะขยายตัวอย่างต่อเนื่องมาประมาณ 2 ปี แล้ว แต่อัตราค่าจ้างในประเทศญี่ปุ่นนั้น ยังไม่ได้ขยับเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ด้วยเหตุผลข้อหนึ่งที่น่าสนใจ ก็คือ คนญี่ปุ่นที่ได้พ้นวัยเกษียณไปแล้วแต่ยังมีสุขภาพแข็งแรงนั้น ส่วนหนึ่ง ได้ตัดสินใจกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานอีกครั้งหนึ่ง และยอมลดอัตราค่าจ้างลงอย่างมาก
บริษัทหลายแห่ง ก็ยินดีว่าจ้างบุคลากรเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การว่าจ้างประเภทชั่วคราว เพราะเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ แต่ที่สำคัญก็คือ สามารถจ้างได้ในอัตราที่ถูกกว่าการจ้างคนหนุ่มคนสาว ด้วย บางคนเล่าให้ผมฟังว่า เวลานี้ ถ้าเราเข้าไปซื้อของในร้านสะดวกซื้อที่ญี่ปุ่น จะพบคนวัยเกษียณแล้ว ทำงานที่ร้านเหล่านี้มากขึ้น
คนที่เกิดในช่วงที่เรียกกันว่า Baby Boom นั้น วันนี้ต่างก็อยู่ในวัยเกษียณ หรือกำลังเกษียณกันแล้วทั้งนั้น และมีจำนวนมากเสียด้วย เมื่อวิทยาการทางการแพทย์ดีขึ้น คนเหล่านี้ก็มีอายุยืนกว่าคนรุ่นก่อนๆ ขณะเดียวกัน คนรุ่นใหม่ในวัยทำงาน กลับมีขนาดครอบครัวที่เล็กลง และมีบุตรเพียง 1-2 คน หรือบางครอบครัวไม่มีบุตรเลย ปัญหาโครงสร้างของประชากร จึงเริ่มเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ อย่างน้อยที่สุด ก็เป็นประเด็นว่าลูกหลานที่ต้องประกอบอาชีพนั้น จะดูแลผู้สูงอายุในครอบครัวได้อย่างไร ส่วนประเด็นในระดับประเทศนั้น ก็เป็นเรื่องที่ท้าทายว่า คนทำงานรุ่นใหม่ จะต้องแบกภาระกันเท่าใด เพื่อให้สังคมมีเงินเพียงพอในการดูแลประชากรอาวุโส
การที่ผู้สูงอายุในญี่ปุ่นกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้นนั้น ในแง่ดี ก็เป็นการลดภาระของสังคม และยังทำให้คนเหล่านั้น มีชีวิตที่มีคุณค่ามากขึ้นอีกด้วย แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง ก็เป็นการลดโอกาสการมีงานทำของคนวัยหนุ่มสาว ไปบางส่วนด้วย ส่วนประเทศไทยเราเอง ก็ยังช่วยแก้ปัญหาเรื่องการดูแลประชากรสูงอายุให้แก่ญี่ปุ่น ได้อีกส่วนหนึ่ง ด้วยการมีโครงการ Long Stay ที่ชาวญี่ปุ่นนิยมมากขึ้นอีกด้วย
จะว่าไปแล้ว คนไทยเราเอง ก็อายุยืนขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน ทุกวันนี้ ผมยังพบผู้หลักผู้ใหญ่ อายุ 75-76 ปี ตีกอล์ฟ กันอย่างสนุกสนาน บางท่านอายุ 80 แล้ว ก็ยังดูดีอยู่มากๆ ส่วนในประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างอเมริกา และยุโรปนั้น ไม่ต้องพูดถึง เพราะเขาอายุยืนกว่าเราอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าในยามชรานั้น ลูกหลานเขาไม่ได้ให้ความรักความอบอุ่น และดูแลใกล้ชิด เหมือนสังคมไทย หรือสังคมเอเชีย เท่านั้นเอง
ในวงการธุรกิจ ผมคิดว่าเรามีคน 3 ประเภท ด้วยกัน คนส่วนใหญ่ เป็นประเภทที่ เกษียณอายุในวัยปกติ คือ 60 ปี หลังจากนั้น ก็แล้วแต่วิถีทางของแต่ละคน ว่าจะใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างไร จะอยู่บ้านเลี้ยงหลาน หรือเดินทางท่องเที่ยว หรือเข้าวัดเข้าวา หรือหัดวาดภาพ หัดร้องเพลง หรือออกรอบตีกอล์ฟทุกวัน ก็ว่ากันไปตามใจชอบ ส่วนอีกประเภทหนึ่ง เป็นพวกที่ เกษียณเมื่ออายุยังน้อย เช่น ต่ำกว่า 50 ปี พวกนี้ จะเร่งทำงานอย่างหนักในวัยหนุ่มสาว เพื่อสะสมทรัพย์สินให้ได้มากๆ จะได้เกษียณอายุเร็วๆ กลุ่มสุดท้าย คือพวกที่ ยังทำงานเต็มเวลา แม้จะเลยวัย 60 ปีไปแล้ว
ประเด็นหนึ่ง ที่ คนรุ่นใหม่ มักพูดถึง คนสูงวัย ก็คือ คนรุ่นนี้ มักเป็นพวกที่มีความคิดอยู่ในกรอบเดิมๆ ไม่ทันโลกสมัยใหม่ ซึ่งก็เป็นเหตุผลที่รับฟังได้เหมือนกัน ดังนั้น หลายองค์กรจึงเปิดทางให้ คนรุ่นใหม่ ขึ้นมาเป็น ซีอีโอ จะได้คล่องแคล่ว ฉับไว และแข่งขันกับคู่แข่งได้ ซึ่งในอเมริกา ก็มีแนวคิดไปในทำนองนี้ แต่ แนวโน้ม ในยุโรป นั้น กลับเป็นอีกแบบหนึ่ง กล่าวคือประเทศอังกฤษ เพิ่งจะออกกฎหมายเมื่อเดือนตุลาคม ปีที่แล้ว ห้ามบริษัทออกระเบียบการเกษียณอายุที่ต่ำกว่า 65 ปี ขณะที่ประเทศ เยอรมนี ก็กำลังพิจารณาจะออกกฎหมายขยายการเกษียณอายุ จาก 65 ปี เป็น 67 ปี เป็นต้น
ผมเอง พบกับ นักธุรกิจไทย จำนวนมาก และสังเกตได้ชัดเจนว่า ทุกวันนี้ คนที่อยู่ในวัยเกษียณของสังคมไทยเรานั้น ถ้าหากไม่มีปัญหาเรื่องสุขภาพแล้ว ส่วนใหญ่ก็ยังมีความพร้อมที่จะทำอะไรต่ออีกสักระยะหนึ่ง นอกจากจะทำให้มีรายได้เข้ามาช่วยในการดำรงชีวิตส่วนหนึ่งแล้ว ก็ยังทำให้ชีวิตมีคุณค่าเพิ่มขึ้นด้วย เป็นธรรมดาอยู่เอง ที่คนรุ่นนี้ ไม่สามารถเล่นสินค้าไฮเทค ได้คล่องแคล่ว รวดเร็ว เท่ากับเด็กดิจิทัลรุ่นปัจจุบัน แต่ประสบการณ์ ที่สั่งสมไว้ตลอดชีวิต ก็มีคุณค่ามากเช่นกัน เพียงแต่จะมีคุณค่ามากขึ้น ถ้าหากไม่ทำตนให้ ตกรุ่น เท่านั้นเอง!
อายุ อาจสะท้อนออกมาทางกายภาพ และในที่สุด ก็ไม่มีผู้ใดปฏิเสธเรื่องของสังขารได้ แต่สังคมไทยรวมทั้งสังคมต่างประเทศ ก็มีบุคคลที่ได้พิสูจน์แล้วว่า ในวัยหลังเกษียณ คนเรายังสามารถเริ่มต้นในสิ่งใหม่ๆ และสร้างความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ได้ ตัวอย่างเช่น คุณมีเซียม ยิบอินซอย ผู้ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งได้เริ่มต้นงานศิลปะในวัยหลังเกษียณแล้ว จนได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติในที่สุด
ปัจจุบัน พระภิกษุ ที่เป็นตัวอย่าง ซึ่งสมควรได้รับความเคารพ และยกย่องอย่างสูงมากๆ อีกรูปหนึ่ง ก็คือ ท่านหลวงปู่ปัญญานันทะ แห่งวัดชลประทานรังสฤษฎ์ ใครก็ตามที่ได้มีโอกาสชมรายการ คนค้นคน เมื่อไม่นานมานี้ คงอดประทับใจไม่ได้ว่า หลวงปู่ ในวัยใกล้ 1 ศตวรรษ ยังมีพละกำลัง และความตั้งใจสูงส่งขนาดนี้ ผมบอกได้เลยว่า พบเห็นท่านเมื่อใด นับเป็นสิริมงคลต่อชีวิตอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสนมัสการท่าน และผมทำเช่นนี้ แม้ในยามที่ได้เห็นท่านทางโทรทัศน์
ท่านเหล่านี้ คือตัวอย่างของ บุคคลที่ไม่ตกรุ่น และทันสมัยอยู่เสมอ คุณค่า จึงดำรงอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย ก็ในเมื่อไม่มีใครสามารถฝืนเวลาและการเดินของเข็มนาฬิกาได้ เราทุกคนก็คงต้องออกแรงมากหน่อย ที่จะ ยืด “Shelf Life” ให้ยาวนานขึ้น ด้วยการ ไม่ยอมให้ อายุ มาบั่นทอนความทันสมัยของความคิด ซึ่งเรื่องอย่างนี้ ใครจะทำได้ดีมากน้อยกว่ากันแค่ไหน ก็เป็นเรื่องของแต่ละปัจเจกบุคคล
ท่านรัฐมนตรี และผู้บริหารระดับขิงแก่ทั้งหลาย ก็คงต้องถามคนรอบข้างเหมือนกันนะครับ ว่าเขาคิดว่าท่าน ยังทันสมัยอยู่หรือเปล่า แต่ก็นั่นแหละ ท่านต้องไม่ฟังคำตอบอย่างผิวเผิน เพราะแบบไทยๆ เรานั้น เวลาถามคนใกล้ๆตัว ในเรื่องอย่างนี้……..
มักไม่ค่อยได้คำตอบ ที่ตรงไปตรงมาเท่าใดนักหรอกครับ

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *